ตอนที่ 50
ตอนที่ 50 ข่าวร้าย
October 31, 2026
ยามดอกวสันต์ผลิบาน – ตอนที่ 50 ข่าวร้าย หลังจากนั้นอารมณ์ของโจวเสาจิ่นล้วนเบิกบานยิ่ง พระธรรมก็คัดได้อย่างลื่นไหล ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามดี ก็คัดพระธรรมที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้าจนเสร็จทั้งหมด ด้วยเพราะนางยังอยากจะคัดต่ออีกสักเล็กน้อย จึงคัดพระธรรมต่อไปได้อีกหลายหน้า เมื่อเห็นว่าใกล้จะเย็นแล้ว ถึงได้วางพู่กันลง และไปกล่าวอำลาฮูหยินผู้เฒ่ากัว
บนเรือนเงียบสงัดไม่มีเสียงใดๆ บ่าวรับใช้ต่างยืนอย่างนอบน้อมและเชื่อฟังอยู่ใต้ชายคาเรือน
โจวเสาจิ่นเห็นนักพรตเด็กชิงเฟิง ยืนอยู่ข้างๆ ฉากกั้นไม้ไผ่ของห้องโถงกับปี้อวี้และเฝ่ยชุ่ย
ดูจากท่าทางแล้วท่านน้าฉือคงอยู่ในห้องของฮูหยินผู้เฒ่ากัว
ไม่แปลกใจแล้วที่เมื่อครู่เขาปรากฏตัวที่ห้องพระ
น่าจะเป็นการเดินผ่านห้องพระมา เห็นตนกำลังคัดพระธรรมอยู่ในห้องพระ จึงเข้าไปดูสักหน่อยด้วยความใคร่รู้
โจวเสาจิ่นครุ่นคิด ขณะที่กำลังลังเลว่าจะไปบอกกับบ่าวรับใช้ที่เรือนหลักสักหน่อยแล้วกลับไปที่เรือนเจียซู่ก่อนดี หรือจะรอให้เฉิงฉือกลับไปแล้วนางค่อยไปกล่าวอำลาฮูหยินผู้เฒ่ากัวดีอยู่นั้น ก็เห็นปี้อวี้หันมามองนางยิ้มๆ จากนั้นหมุนกายไปเลิกผ้าม่านขึ้นและเข้าไปในเรือนหลัก
นางคงจะไปรายงานต่อฮูหยินผู้เฒ่ากัว
ไม่รู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวจะว่าอย่างไร
โจวเสาจิ่นรู้สึกประหม่าอยู่ในใจอย่างยากที่จะอธิบาย
จากนั้นก็เห็นปี้อวี้เดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
“คุณหนูรอง!” นางกล่าวทักทายโจวเสาจิ่นน้ำเสียงเบา “ฮูหยินผู้เฒ่าให้ท่านเข้าไปเจ้าค่ะ”
โจวเสาจิ่น ‘อือ’ ออกไปเสียงหนึ่ง จัดระเบียบคอปกเสื้อด้านหน้า และตามปี้อวี้เข้าไปในเรือนหลัก
บนตั่งหลัวฮั่นทรงก้อนเมฆฝังด้วยหินอ่อนที่พนักพิงหลังในห้องเยี่ยนซี มีฮูหยินผู้เฒ่ากัวและเฉิงฉือนั่งอยู่ด้านซ้ายคนหนึ่งและด้านขวาคนหนึ่ง บนโต๊ะน้ำชาสีดำสลักลายดอกไม้ตัวหนึ่งที่อยู่ตรงกลางวางเอาไว้ด้วยกระดานหมากไม้จันทน์แดง หมากที่ทำจากหยกขาวและหยกดำต่างไขว้กันไปมา การเดินหมากได้ดำเนินมาถึงด่านสุดท้ายแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวถือหมากสีดำ ส่วนเฉิงฉือถือหมากสีขาว
โจวเสาจิ่นเกือบจะร้อง ‘เอ๋’ ออกมา
ผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าหรือไม่ก็ผู้ที่มีฝีมือการเดินหมากที่เก่งกาจกว่าจะถือหมากสีขาว ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามจะถือหมากสีดำ
เฉิงฉือเป็นบุตรชายของฮูหยินผู้เฒ่ากัว ฝีมือการเดินหมากของเขาคงจะเก่งกาจเป็นอย่างมากกระมัง? แต่ระหว่างมารดากับบุตร จะแบ่งแยกเช่นนี้ได้อย่างไร ต่อให้ฝีมือการเดินหมากของเฉิงฉือจะเก่งกาจอย่างไร ก็ไม่สมควรจะให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวถือหมากสีดำ!
อย่างไรเสียโจวเสาจิ่นก็รู้สึกไม่เห็นด้วยเล็กน้อย
นางก้าวไปทำความเคารพคนทั้งสองด้วยท่าทางเหม่อลอยเล็กน้อย
เฉิงฉือยิ้มน้อยๆ พลางหันมาพนักหน้าให้นาง
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวยิ้มและเอ่ยถามนางว่า “พระธรรมของวันนี้คัดเสร็จแล้วหรือ กลับไปเร็วสักหน่อยดีหรือไม่ วันหลังข้าค่อยรั้งเจ้าให้อยู่ทานมื้อเย็นด้วยกัน!”
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดตามมารยาทหรือด้วยความจริงใจ ล้วนเป็นการให้หน้าแก่โจวเสาจิ่นมากแล้ว
โจวเสาจิ่นกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ตามปี้อวี้ออกจากห้องเยี่ยนซีไป ทว่ากลับอดไม่ได้หันกลับไปมองห้องเยี่ยนซีที่เงียบเชียบนั้นอีกครั้งหนึ่ง
ผ่านผ้าม่านเซียงเฟยบางๆ นั้น เผยให้เห็นว่าเฉิงฉือเอนตัวอยู่บนหมอนใบใหญ่อย่างเกียจคร้านเหมือนกับวันนั้นที่ศาลาซานจือ หมากที่ทำจากหยกสีขาวที่อยู่ระหว่างนิ้วขาวไร้จุดตำหนิและเรียวยาวนั้นขยับไปมาอย่างมีชีวิตชีวา แสดงให้เห็นถึงความผ่อนคลายและสบายๆ ขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกลับมองที่กระดานหมากด้วยคิ้วที่ขมวดเป็นปมจนยุ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเอาจริงเอาจัง
โจวเสาจิ่นอดไม่ได้กระซิบถามปี้อวี้เสียงเบาว่า “ฝีมือการเดินหมากของท่านน้าฉือนั้นยอดเยี่ยมมากเลยหรือ”
ปี้อวี้เม้มริมฝีปากยิ้ม พลางกล่าว “ยอดเยี่ยมยิ่งนักเจ้าค่ะ…ถึงกับต่อให้คุณชายใหญ่สิบตัว ต่อให้นายท่านใหญ่สี่ตัว และต่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าสามตัว”
เก่งกาจขนาดนี้เชียว!
โจวเสาจิ่นไม่มีพรสวรรค์ทางด้านการเดินหมากและการคิดเลข โจวชูจิ่นใช้เวลาสอนนางเดินหมากไปมาก แต่ระดับการเล่นของนางยังคงอยู่ที่หมากกระดานแบบเรียงห้าตัวเท่านั้น แม้แต่หมากกระดานแบบเรียงห้าตัวก็ยังไม่สามารถเอาชนะซือเซียงได้
นางอดไม่ได้เกิดความเลื่อมใสอยู่ในใจ ถามปี้อวี้ว่า “ฟังเจ้ากล่าวเช่นนี้แล้ว แสดงว่าฝีมือการเดินหมากของฮูหยินผู้เฒ่าก็ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน!”
“ย่อมเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” น้อยครั้งนักที่จะเห็นปี้อวี้แสดงท่าทางภาคภูมิใจออกมาเช่นนี้ “ข้าได้ยินสื่อมามาเล่าว่า เดิมทีนายท่านผู้เฒ่าล้วนไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของฮูหยินผู้เฒ่าได้…” นางยังไม่ทันได้พูดจนจบประโยค ก็มีเสียง ‘ปัง’ เสียงหนึ่งดังออกมาจากทางด้านห้องเยี่ยนซี และตามมาด้วยเสียง ‘เพล้ง’ กังวานใสของหยกที่ตกกระทบพื้นในทันที
ปี้อวี้สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก
มีเสียงร้องไห้โฮดังออกมาจากทางด้านห้องเยี่ยนซี
ปี้อวี้ไม่อาจสนใจอะไรได้อีก รีบกล่าวเสียงหนึ่งว่า “ข้าไม่ส่งคุณหนูรองแล้ว” จากนั้นก้าวเท้ายาววิ่งเข้าไปในห้องเยี่ยนซีอย่างรวดเร็ว
โจวเสาจิ่นทราบดีว่า ตามหลักการและเหตุผลแล้ว ในเวลานี้ตนควรจะหลีกเลี่ยงออกไปก่อนถึงจะถูก แต่นางก็สงสัยใคร่รู้จริงๆ คิดแล้วคิดอีก เห็นว่าไม่มีใครเข้ามาสอดส่องเลย นางจึงเดินไปข้างหน้าสองสามก้าวอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่
ปี้อวี้ยืนอยู่ข้างๆ ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกำลังกระซิบปลอบโยนฮูหยินผู้เฒ่ากัวอยู่ ส่วนฮูหยินผู้เฒ่ากัวถือผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งเอาไว้กำลังเช็ดขอบตา และเฉิงฉือก็เอนตัวอยู่บนหมอนใบใหญ่ด้วยท่าทางเรียบเฉยเช่นเดิม กระดานหมากตกอยู่บนพื้น ขณะที่หมากร่วงกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น
นี่มันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
นับเป็นครั้งแรกที่โจวเสาจิ่นเห็นฮูหยินผู้เฒ่ากัวร้องไห้!
ต่อให้เป็นเพราะเดินหมากแพ้ แต่ก็เป็นบุตรชายของตัวเอง ทั้งยังเป็นการเล่นกันส่วนตัว ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวจะปัดกระดานหมากทิ้งและร้องไห้โฮด้วยเหตุผลนี้!
นางงุนงงเล็กน้อย
จากนั้นก็รู้สึกขนหัวลุก เมื่อเห็นสายตาของเฉิงฉือมองกวาดมาอย่างเรียบเฉย
ถูกผู้อื่นจับได้คาหนังคาเขา
โจวเสาจิ่นรีบก้มศีรษะลง แล้วหมุนกายจากไป