ตอนที่ 561
ตอนที่ 561 โน้มน้าว
October 31, 2026
หมิ่นเจียกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ถ้าหากเป็นเรื่องจริง พวกเราหย่ากัน แต่ถ้าไม่จริง มิใช่ว่า ท่านต้องการไปรับราชการต่างเมืองหรอกหรือ หากตระกูลเฉิงไม่เห็นด้วย ข้าจะไปหาท่านพ่อและ พี่ชายของข้า ร่วมทางไปกับท่านด้วย” นางคํานวณมาดีแล้วว่าตระกูลเฉิงไม่มีทางยอมให้นางไปขอความช่วยเหลือจากคนบ้าน เดิมแน่นอน เฉิงจิงเป็นขุนนางใหญ่ ตระกูลหมิ่นก็เป็นแค่ตระกูลมีชื่อเสียงที่รับราชการมายาวนาน กว่าตระกูลเฉิงก็เท่านั้น ผละจากตระกูลเฉิงไปขอร้องตระกูลหมิ่น ตระกูลเฉิงย่อมไม่ยอมเสียหน้า อย่างแน่นอน เฉิงสวี่ประหลาดใจอย่างยิ่ง มองหมิ่นเจียเนิ่นนานไม่กล่าวอะไร สีหน้าของหมิ่นเจียยิ่งเย็นชามากขึ้น เฉิงสวี่หัวเราะเยาะตัวเอง หมิ่นเจียอยากติดตามเขาไปรับราชการต่างเมือง คงเพราะรู้สึกว่าตระกูลเฉิงวุ่นวาย เกินไป ไม่อยากเข้ามาข้องเกี่ยวกับโคลนตมของตระกูลเฉิงนี้แล้วกระมัง เขาพลันรู้สึกว่าหมิ่นเจียเองก็น่าสงสารเช่นกัน ชีวิตขึ้นอยู่กับบิดามารดา การแต่งงานขึ้นอยู่กับพ่อสื่อแม่สื่อ แน่นอนว่าการแต่งงานของ บุตรชายหญิงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบิดามารดา หมิ่นเจียก็แค่คนที่ต้องเชื่อฟังบิดามารดา ไม่ได้มีความผิดอะไร ทว่าตกลงมาในปลักของพวกเขาด้วยความผิดพลาด และเขาก็เป็นผู้สร้าง ปลักบ่อนี้ขึ้นมา นางมีความผิดอะไร5200 อารมณ์ของเฉิงสวี่เปลี่ยนเป็นสงบอ่อนโยนขึ้นมา เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้นให้หมิ่นเจียฟัง รวมถึงเรื่องที่ตนเกือบจะกระทําการหยาม เกียรติโจวเสาจิ่นนั่นด้วย “…เฉิงลู่บอกว่าเขาและโจวซื่อรักใคร่กลมเกลียวกันมาตั้งแต่เด็ก มารดา ของเขาก็โปรดปรานโจวซื่อเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือเขากําลังฉาบทองบนใบหน้าให้ตัวเขาเองดูดี! โจ วซื่อนั้นเบื้องบนมีบิดา เบื้องล่างมีพี่สาว ตระกูลเฉิงที่จินหลิงก็มิใช่ตระกูลธรรมดาสามัญทั่วไป ต่อให้เป็นเพราะเขาฉลาดเฉลียวตั้งแต่เด็กจนได้รับความโปรดปรานจากผู้ใหญ่ ก็ไม่อาจเข้าออก เรือนชั้นในได้ตามใจชอบ จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องได้ไปมาหาสู่กับโจวซื่ออะไรนั่นเลย… …ส่วนเรื่องงานแต่งงานของโจวซื่อและท่านอาฉือนั้น ท่านย่าของข้าเป็นเถ้าแก่ทาบทาม ให้ โจวซื่อคัดอักษรได้งดงามยิ่ง เคยช่วยคัดพระธรรมให้ท่านย่าของข้ามาก่อน ยังไปจุดธูปที่เขาผู่ ถัวเป็นเพื่อนท่านย่าด้วย ได้รับความโปรดปรานจากท่านย่าเป็นอย่างมาก แต่ว่าเวลานั้นยังไม่ได้ แยกตระกูล อีกทั้งท่านอาฉือยังอายุมากกว่าโจวซื่อมาก ทุกคนจึงไม่ได้คิดไปในทํานองนี้ ต่อมา เมื่อมาอยู่จิงเฉิงแล้ว ทุกคนได้มาพบกันอีกครั้ง มีคนเอ่ยกับท่านย่าเรื่องให้คุณหนูหกตระกูลฟาง จากจวนรองแต่งงานกับท่านอาฉือ เวลานั้นคุณหนูหกตระกูลฟางเองก็อายุเพียงสิบห้าสิบหกปี แก่กว่าโจวซื่อเพียงหนึ่งถึงสองปีเท่านั้น ท่านย่าถึงได้นึกถึงโจวซื่อขึ้นมา จึงเป็นเถ้าแก่ทาบทามโจ วซื่อให้ท่านอาฉือด้วยตัวเอง จะเป็นอย่างที่เฉิงลู่กล่าวว่าท่านอาฉือวางแผนร้ายตบแต่งโจวซื่อมา ได้อย่างไร เรื่องงานแต่งระหว่างพวกเขาถ้าหากมีการบีบบังคับหรือไม่ยินยอมแม้แต่นิดเดียว ใต้ เท้าโจวบิดาของโจวซื่อเองก็เป็นจิ้นซื่อขั้นสอง ดํารงตําแหน่งเป็นเจ้าเมืองเป่าติ้ง ต่อให้ตระกูลเฉิง เห็นด้วยตระกูลโจวก็ไม่มีทางเห็นด้วยอย่างแน่นอน” หมิ่นเจียมองเฉิงสวี่อย่างตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าเรื่องนี้จะมีอาเซวียนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นางนึกถึงความไม่พอใจของฟางเซวียนที่มีต่อสามีขึ้นมา5201 ดูเหมือนว่าตอนแรกจะมิใช่เช่นนี้ แต่พอเวลาผ่านไปยิ่งอยู่ความสัมพันธ์ของฟางเซวียน กับน้องชายของนางก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ หรือว่าจะเป็นเพราะเหตุนี้ ถึงแม้น้องชายของนางจะได้ชื่อว่ามีความสามารถและพรสวรรค์ แต่กลับสอบไม่ผ่านการสอบขุนนางปีนี้ ทว่าเฉิงฉือนั้นนับตั้งแต่ที่เขาฟ้องร้องชวีหยวนเป็นต้นมายิ่งอยู่ชื่อเสียงก็ยิ่งรุ่งโรจน์ ยิ่งอยู่ตําแหน่งในราชการก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆแต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องล้วนอยู่จิงเฉิง แค่ไปสืบดูก็รู้แล้ว หมิ่นเจียคิดว่าแปดถึงเก้าในสิบส่วนของเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนางรู้สึกปวดศีรษะยิ่งนักเฉิงสวี่มิได้ปฏิเสธเรื่องที่หยวนซื่อทําลายงานแต่งระหว่างโจวเสาจิ่นและเฉิงอี้เพราะเขาเป็นต้นเหตุ แล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องที่หยวนซื่อขับไล่เฉิงลู่ออกไปเรียนหนังสือที่อื่นเพื่อเขา ยิ่งมิได้ปฏิเสธเรื่องที่เขาชอบโจวเสาจิ่นหมิ่นเจียนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน กล่าวเสียงเบาว่า “เช่นนั้นข้าจะไปคุยกับพี่ชายของข้า ให้เขาช่วยหาทางคุยกับใต้เท้าหวังเจี่ยนรองเจ้ากรมขุนนาง หาโอกาสไปรับราชการต่างเมืองให้ท่าน”แม้นหวังเจี่ยนจะมิใช่เจ้ากรมขุนนาง ทว่าเป็นคนดูแลเรื่องรายละเอียดต่างๆ ของกรมขุนนาง ตําแหน่งไหนที่ทําได้ ตําแหน่งไหนที่คัดเลือกกันภายใน เขาอาจจะรู้ดีกว่าเจ้ากรมขุนนางเสียอีกด้วยซํ้าไปถ้าหากได้ไปรับราชการต่างเมืองจริงๆ เขาและหมิ่นเจียก็นับได้ว่าต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันแล้ว!เฉิงสวี่กล่าว “ขอบใจเจ้ามาก!”สีหน้าจริงใจและอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน5202หมิ่นเจียพยักหน้ายิ้มๆ ออกมาจากประตูห้องหนังสือก็ไปหาหยวนซื่อ กล่าวว่า “สามีตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าต้องการไปรับราชการต่างเมือง ตอนที่ข้ายกนํ้าชาเข้าไปให้สามีนั้น สามีกําลังเขียนเทียบไปให้พี่ชายของข้าอยู่ บอกว่าจะให้พี่ชายของข้าช่วยพูดต่อหน้าใต้เท้าหวังสักสองสามประโยค ข้าห้ามเขาแล้วก็ห้ามไม่อยู่ ตั้งใจจะไปเชิญท่านย่ามาเกลี้ยกล่อมเขา จึงอยากมาขอแผ่นป้ายคู่หนึ่งจากท่านแม่นั่งเกี้ยวไปเจ้าค่ะ”หยวนซื่อได้ยินแล้วก็เดือดดาล กล่าวขึ้นว่า “สะใภ้บ้านใดที่มีเรื่องอะไรนิดหน่อยก็วิ่งไปหาบ้านเดิมแล้วบ้าง เขาไม่สอบบัณฑิตซู่จี๋ซื่อ เจ้าก็เกลี้ยกล่อมเขาสักหน่อยไม่ได้เลยหรือ คําที่กล่าวกันบ่อยๆ นั่นช่างกล่าวได้ดี ภรรยาดีถือเป็นความสุขครึ่งหนึ่ง จะดีร้ายเจ้าก็มาจากตระกูลใหญ่ ตั้งใจเกลี้ยกล่อมเจียซ่านดีๆ สักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ หากเขาไม่ประสบความสําเร็จ เจ้าจะมีชีวิตที่ดีได้หรือ”แต่ตราบใดที่ยังพัวพันกับหยวนซื่ออยู่ ต่อให้เฉิงสวี่ได้รับแต่งตั้งเข้าสู่สํานักราชเลขาธิการพวกเขาก็ไม่อาจมีชีวิตที่ดีอะไรได้หมิ่นเจียพึมพําอยู่ในใจ ทว่าสีหน้านอบน้อม กล่าวว่า “ฉะนั้นข้าถึงได้ห้ามสามีเอาไว้อยากไปหาท่านย่า!”หยวนซื่อสะอึกสีหน้าของหมิ่นเจียยิ่งนอบน้อมมากขึ้น กล่าวว่า “ท่านแม่ เรื่องนี้สมควรเร็วไม่สมควรล่าช้า หากล่าช้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้!”หยวนซื่อจําต้องโบกมือไล่นางอย่างไร้ทางเลือก พลางกล่าว “รีบไปรีบกลับ!”หมิ่นเจียรับคําแล้วออกไป เร่งไปที่ประตูเฉาหยางอย่างรีบร้อน5203ฮูหยินผู้เฒ่ากัวได้ยินคํารายงานของข้ารับใช้แล้ว กล่าวกับโจวเสาจิ่นที่กําลังหยอกล้ออวิ้นเกอเอ๋อร์เล่นพร้อมกับตัวเองนั้นว่า “เพิ่งกลับมาจากวัดหงหลัวเมื่อวาน วันนี้หมิ่นซื่อก็มาเยี่ยมถึงบ้านแล้ว หรือว่าพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าจะพูดอะไรที่เชื่อถือไม่ได้ขึ้นมาอีก?”โจวเสาจิ่นกล่าวปลอบโยนนางยิ้มๆ ว่า “พบคนก่อนถึงจะรู้เจ้าค่ะ!”ฮูหยินผู้เฒ่ากัวพยักหน้า เชิญหมิ่นเจียเข้ามาหมิ่นเจียไม่กล้าพูดเรื่องของเฉิงลู่ พูดเพียงเรื่องที่เฉิงสวี่ตัดสินใจแน่วแน่ว่าต้องการไป