ตอนที่ 567
ตอนที่ 567 ครบรอบขวบปี
October 31, 2026
เฉิงจิงมองหยวนซื่อด้วยสายตาเย็นชา ไม่กล่าวอะไรไปครู่ใหญ่ หยวนซื่ออดรู้สึกหวาดผวาอยู่ในใจไม่ได้ ปรับอารมณ์ตัวเองครู่ใหญ่ถึงได้ฝืนยิ้มออกมา เตรียมจะก้มศีรษะยอมรับความผิดแล้ว ผู้ใดจะรู้ว่านางยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เฉิงจิงก็กล่าวขึ้นก่อน ว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ตัดสินใจเอาเองก็แล้วกัน!” กล่าวจบก็เดินออกไป ข้ารับใช้ภายในห้องต่างตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว อยากจะหายตัวได้เป็นอย่างยิ่ง หยวนซื่อมองแล้วให้รู้สึกแน่นหน้าอกจะหายใจเข้าก็ไม่ได้ จะหายใจออกก็ไม่ได้ หน้าแดง กํ่าด้วยความอับอาย หมิ่นเจียที่อาศัยอยู่ที่เรือนด้านหลังรู้ข่าวแล้วลอบแสยะยิ้มเย็น แม่สามีของนางผู้นี้ จิตใจคับแคบเกินไปสักหน่อย หากไม่ปรับเปลี่ยนข้อเสียนี้ ต่อไปยังมีเรื่องขบขันเกิดขึ้นอีก โชคดีที่นางใกล้จะได้ไปจากที่นี่แล้ว พูดถึงเรื่องที่ได้ติดตามเฉิงสวี่ไปที่เหมียนจู๋ด้วยนั้น ต้องขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่า หากมิใช่ เพราะนางเอ่ยปาก ต่อให้ตนหยิบยกเรื่องทายาทมาเป็นข้ออ้าง เกรงว่าหยวนซื่อก็คงไม่ยอมตอบ ตกลงง่ายดายเพียงนี้ หมิ่นเจียนึกถึงพิธีครบรอบขวบปีของอวิ้นเกอเอ๋อร์ในวันพรุ่งนี้ขึ้นมา ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเฝ้า ฝันให้อวิ้นเกอเอ๋อร์เติบโตขึ้นมาอย่างปลอดภัยแข็งแรงมาโดยตลอด นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ให้สาวใช้5252 คนสนิทไปเปิดหีบสินเจ้าสาวของตัวเอง หยิบจี้ผิงอันอวยพรให้ปลอดภัยแกะสลักจากไม้ต้นท้อชิ้น หนึ่งมาบรรจุลงกล่องใบเล็ก วันรุ่งขึ้นนําไปที่ประตูเฉาหยางด้วย ท้องฟ้ายังเช้าอยู่มาก ทว่าที่ประตูเฉาหยางกลับประดับประดาด้วยโคมไฟ เปิดประตู ต้อนรับแขกแล้ว แขกเหรื่อก็มากันไม่น้อยแล้ว ตอนนางลงจากเกี้ยวก็ได้พบกับฮูหยินใหญ่และสะใภ้สามของตระกูลหยวน นางรู้จักฮูหยินทั้งสองท่านดี ฮูหยินใหญ่เป็นตัวแทนของตระกูลหยวนออกมาพบปะเข้า สังคมมิใช่เรื่องแปลกแม้แต่นิดเดียว แต่ที่น่าแปลกก็คือสะใภ้สาม นับตั้งแต่เรื่องที่นายท่านสาม ของตระกูลหยวนเลี้ยงอนุไว้ข้างนอกแพร่ออกมา สะใภ้สามก็ไม่ออกจากบ้านมาพักใหญ่แล้ว ไม่รู้ ว่าเหตุใดครานี้ถึงมาร่วมพิธีครบรอบขวบปีของอวิ้นเกอเอ๋อร์ได้ หมิ่นเจียพึมพํากล่าวอยู่ในใจ ทว่าไม่กล้าเผยความผิดปกติออกมาทางสีหน้าแม้แต่นิด เดียว ติดตามอยู่ด้านหลังหยวนซื่อก้าวออกไปทําความเคารพฮูหยินตระกูลหยวนทั้งสองท่าน อย่างยิ้มแย้ม ตระกูลหยวนเป็นตระกูลเดิมของหยวนซื่อ มีความสัมพันธ์เป็นญาติกันแล้ว ยามพูดคุย จึงสนิทสนมกว่าคนอื่นๆ ฮูหยินใหญ่หยวนกล่าว “เจียซ่านจะออกจากเมืองหลวงเมื่อใด ลุงของเขาอยากจัดโต๊ะ อาหารเลี้ยงที่บ้านสักโต๊ะหนึ่งเพื่อเลี้ยงส่งเจียซ่าน ข้าดูแล้วพรุ่งนี้เป็นวันดี พรุ่งนี้เป็นอย่างไร” หยวนซื่อขานรับยิ้มๆ ว่า “ดีเจ้าค่ะ” จากนั้นก็มีเกี้ยวหามเข้ามาอีกหลังหนึ่ง ภรรยาสาวสวมเพ่ยจื่อสีแดงดอกทับทิม กระโปรงจีบหม่าเมี่ยนสีกรมท่าลายดอกไม้ผู้ หนึ่งลงมาจากเกี้ยวโดยมีป้ารับใช้ที่มากับเกี้ยวช่วยประคอง5253 หมิ่นเจียมองแล้วไม่คุ้นหน้ายิ่งนัก หยวนซื่อและฮูหยินใหญ่หยวนเองก็ปกคลุมไปด้วย ม่านหมอก เห็นได้ชัดว่าไม่รู้จักเช่นกัน กลับเป็นสะใภ้สามหยวนที่กล่าวทักทายสตรีผู้นั้นยิ้มๆ ว่า “ฮูหยินใหญ่หงก็มาด้วยหรือ ช่างเป็นแขกหายากจริงๆ จะว่าไปพวกเราก็ไม่ได้เจอกันมาสี่ถึงห้าปี แล้ว” สตรีผู้นั้นก้าวออกมาทําความเคารพ สะใภ้สามกล่าวแนะนําสตรีผู้นั้นให้หมิ่นเจียและคนอื่นๆ รู้จัก “ท่านผู้นี้คือฮูหยินของใต้ เท้าหงอดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ ายตรวจตราประจําเจ้อเจียง เดือนสี่ของปีนี้ใต้เท้าหงกลับมาที่กรมการ ตรวจตราแล้ว ฮูหยินใหญ่หงคงจะติดตามกลับมาเมืองหลวงด้วย” เนื่องจากทุกคนต่างต้องไปมาหาสู่กันระหว่างตระกูลขุนนางในจิงเฉิง เริ่มแรกจึงต้องแถลงไขให้ชัดเจนว่าผู้ใดเป็นผู้ใดพอสะใภ้สามกล่าวจบ คนอื่นๆ อีกสามคนก็รู้ว่านางคือใครเป็นบุตรสะใภ้ของหงซิ่วรองเจ้ากรมกลาโหมพ่วงตําแหน่งผู้ปกครองแคว้นสองก่วงอย่างก่วงตงและก่วงซี และก็เป็นหลานสะใภ้ของฮูหยินใหญ่หงของจวนรองที่ซอยจิ่วหรูอีกด้วยจวนรองของซอยจิ่วหรูกับจวนหลักแยกตระกูลกัน คนของตระกูลหงกลับมาร่วมพิธีครบรอบขวบปีของบุตรชายคนโตของเฉิงฉือ…ฮูหยินใหญ่หยวนกล่าวยิ้มๆ ว่า “ตอนนี้ใต้เท้าหงและใต้เท้าเฉิงคนเล็กเป็นสหายร่วมงานกันแล้วกระมัง”ฮูหยินใหญ่หงพยักหน้าหงึก กล่าวยิ้มๆ ว่า “ถูกต้องแล้ว พอพวกข้ากลับมาถึงเมืองหลวงก็ได้ยินว่าใต้เท้าเฉิงจัดพิธีครบรอบขวบปีให้บุตรชายคนโต” และถามสะใภ้สามหยวนว่า “ตอนนี้นายท่านสามยังไม่รับราชการอีกหรือ ไม่รู้ว่างานเช่นไรถึงจะรั้งนายท่านสามเอาไว้ได้”5254หยวนเปี๋ยอวิ๋นสอบผ่านจิ้นซื่อก่อนเฉิงฉือหนึ่งรอบการสอบ ยังสอบบัณฑิตซู่จี๋ซื่อผ่านแล้วและผ่านการสังเกตการณ์ที่กรมพิธีการแล้วด้วย เพียงแต่เป็นบัณฑิตซู่จี๋ซื่อยังไม่ครบสามปีเขาก็อดทนไม่ไหวลาออกจากตําแหน่งแล้วออกเดินทางท่องไปทั่วทุกที่ ตั้งแต่ก่อตั้งรัชสมัยนี้มา เขาถือว่าเป็นคนแรกเมื่อก่อนเวลาสะใภ้สามหยวนได้ยินผู้อื่นถามเช่นนี้ยังรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แต่จากที่หยวนเปี๋ยอวิ๋นมีเรื่องครั้งแล้วครั้งเล่าแล้ว สะใภ้สามหยวนก็ไม่เห็นเรื่องพวกนี้สลักสําคัญอีกนางกล่าวยิ้มๆ “เหมือนเด็กผู้หนึ่งก็ไม่ปาน ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะโตเป็นผู้ใหญ่”นี่ก็มิใช่เรื่องดีอะไร!ทุกคนทักทายกันสองประโยค ก็พากันเข้าประตูชั้นในไปโจวเสาจิ่นออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง พาพวกนางไปทําความเคารพฮูหยินผู้เฒ่ากัวก่อนฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่ได้ถามถึงเรื่องของหยวนเปี๋ยอวิ๋น ทว่าจับมือของสะใภ้สามหยวนเอาไว้พลางกล่าว “เจ้าเด็กคนนี้หนักแน่นเด็ดเดี่ยวมาตั้งแต่เด็ก หากเปี๋ยอวิ๋นมิได้แต่งกับเจ้า ผู้ใดจะอยู่กับเขาได้ เจ้าเป็นคนที่จะได้รับการอวยพรในบั้นปลายผู้หนึ่ง”เวลานี้เองที่กระบอกตาของสะใภ้สามหยวนรื้นชื้นขึ้นมาเล็กน้อย กล่าวว่า “ขอให้เป็นดั่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าอวยพร ข้าจะรอเจ้าค่ะ”ขณะที่กําลังพูดคุยกันนั้น ฮูหยินซ่งพาคุณหนูใหญ่ที่ออกเรือนไปแล้วมาด้วยทุกคนโอภาปราศรัยกันอีกครั้งหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กว่าหมิ่นเจียจะออกจากลานทิงเซียง ดวงอาทิตย์ก็เคลื่อนขึ้นมาสามเสาแล้ว5255นางถือโอกาสตอนที่โจวเสาจิ่นมาส่งพวกนางที่ประตูยื่นกล่องบรรจุจี้ไม้ส่งให้โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ ว่า “นี่เป็นของที่ข้าขอมาตอนไปวัดหลิงอิ่น ทําพิธีเบิกเนตรเรียบร้อยแล้ว มอบให้อวิ้นเกอเอ๋อร์สวมใส่เล่น”ของขวัญของซอยซิ่งหลินส่งมาให้ตั้งแต่เช้าแล้วนี่จึงนับได้ว่าเป็นของที่หมิ่นเจียมอบให้อวิ้นเกอเอ๋อร์เป็นการส่วนตัวตั้งแต่หมิ่นเจียแต่งเข้ามาล้วนเฉยๆ กับโจวเสาจิ่นมาโดยตลอด โจวเสาจิ่นคิดไม่ตกว่าเหตุใดจู่ๆ นางถึงเปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหัน แต่ในเมื่อหมิ่นเจียมีท่าทีเป็นมิตร โจวเสาจิ่นก็ย่อมไม่ถือทิฐินางกล่าวขอบคุณหมิ่นเจียยิ้มๆไม่รู้เพราะเหตุใด หมิ่นเจียรู้สึกโล่งอกไปครั้งหนึ่งอย่างอธิบายไม่ได้นางยิ้มพลางไล่ตามหยวนซื่อและคนอื่นๆ ไปหยวนซื่อเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าคุยอะไรกับโจวซื่อ”หมิ่นเจียไม่อยากคุยอะไรกับนางมาก กล่าวยิ้มๆ ให้นางสบายใจว่า “อวิ้นเกอเอ๋อร์ครบหนึ่งขวบแล้ว ข้าจึงแสดงความยินดีกับท่านอาสะใภ้สี่ไปสองสามประโยค”หยวนซื่อไม่ถามอะไรอีกอย่างที่คาดเอาไว้พวกนางนั่งอยู่ในโถงรับรองครู่หนึ่ง คนก็นั่งจนเกือบจะเต็มโถงรับรองแล้วหยวนซื่อนั่งสนทนากับคนที่ไปมาหาสู่กันอย่างสนิทสนมเป็นประจําอยู่ข้างๆ