ตอนที่ 76
ตอนที่ 76 ค้นพบ
October 31, 2026
ยามดอกวสันต์ผลิบาน – ตอนที่ 76 ค้นพบ
เฉิงลู่กับเฉิงสวี่ล้วนอยู่ที่ศาลาริมน้ำ
พานชิงจะไปทำอะไรที่นั่น?
โจวเสาจิ่นรู้สึกอยู่รางๆ ว่าเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับเฉิงสวี่
แต่ทำไมนางถึงเลือกที่จะพบกับเฉิงสวี่ในวันนี้?
คนของจวนสามจะรู้เรื่องด้วยหรือไม่นะ?
นางมองไปที่เฉิงเสียน
เฉิงเสียนกำลังสนทนาอย่างยิ้มแย้มอยู่กับฮูหยินใหญ่อวี้ ดูเหมือนว่าไม่ได้สังเกตเห็นพานชิงที่อยู่ข้างกายนางมาโดยตลอดนั้นตอนนี้กลับไม่อยู่ในห้องโถงรับแขกเสียแล้ว
นางมองไปที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่
ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่หัวเราะร่าขณะที่ฟังฮูหยินผู้เฒ่ากัวกับฮูหยินผู้เฒ่าถังพูดคุยกัน ดูเหมือนไม่ได้สนใจผู้คนรอบข้างเลยเช่นกัน
โจวเสาจิ่นจึงมองไปที่เจียงซื่อ
ถึงแม้ว่าเจียงซื่อกำลังฉีกยิ้มอยู่ ทว่านางกลับดูไม่กระตือรือร้นเหมือนเช่นในยามปกติ กลับยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ ขณะที่ฟังผู้คนสนทนากันอยู่นั้น สายตาก็เหลือบมองประตูที่นำไปสู่ศาลาริมน้ำทางฝั่งตะวันออกอย่างรวดเร็วเป็นพักๆ
โจวเสาจิ่นจึงเข้าใจในทันที
แท้จริงแล้ว พานชิงได้รับการหนุนหลังจากจวนสาม หรือไม่ก็เป็นเจตนารมณ์ของจวนสาม?
นางยิ้มเยาะอยู่ในใจ ดึงแขนเสื้อของเฉิงเจีย แล้วกระซิบว่า “พานชิงออกไปที่ศาลาริมน้ำแล้ว พวกเราตามไปดูด้วยดีหรือไม่”
“ไป ย่อมต้องไปอย่างแน่นอน” เฉิงเจียแอบย่องออกไปจากห้องโถงรับแขกพร้อมกับโจวเสาจิ่นอีกครั้งอย่างไม่ลังเล “นางไปที่ศาลาริมน้ำทำไม”
“ไม่รู้สิ” โจวเสาจิ่นตอบ “ตามไปดูกันก่อนแล้วค่อยวางแผนอีกที”
เฉิงเจียพยักหน้าเห็นด้วย
ทั้งสองคนมุ่งไปยังศาลาริมน้ำด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด
ไม่นานนัก พวกนางก็มองเห็นพานชิง
นางยืนอยู่ใต้ต้นไทรต้นใหญ่ข้างนอกศาลาริมน้ำ มองไปที่ศาลาริมน้ำด้วยสีหน้ายุ่งเหยิง ท่าทางราวกับตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าควรจะเข้าไปดีหรือจะกลับออกไปดี
เฉิงเจียกระโดดพรวดขึ้นทันใด กระซิบกล่าวว่า “นางต้องมาหาพี่ชายสวี่เป็นแน่ เจ้าดูท่าทางของนางสิ ต่อให้ชื่นชอบพี่ชายสวี่มากเพียงใด จะเก็บอาการสักนิดก็ไม่ได้เชียวหรือ จำต้องไล่ตามอย่างร้อนรนขนาดนี้ หากว่ามีคนเห็นกริยาเช่นนี้เข้า คิดว่านางคงจะไม่ได้แต่งงานแล้วล่ะ…นี่จะทำให้ท่านย่า ท่านอากับท่านแม่ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ท่านแม่ของข้าชื่นชมนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นางยังจะฉีกหน้าท่านแม่ของข้าอย่างนั้นหรือ ช่างน่าขายหน้าเสียจริงๆ…”
โจวเสาจิ่นเงียบงันไปชั่วขณะ
เฉิงเจีย…กล่าวถึงแผนการของจวนสามออกมาได้อย่างตรงจุดโดยไม่รู้ตัว…พานชิงคิดจะแต่งงานกับเฉิงสวี่ แท้จริงแล้วจวนสามต้องการสานสัมพันธ์ด้วยการแต่งงานกับจวนหลัก…
นางคิดถึงถ้อยคำของบรรดาบ่าวรับใช้เหล่านั้นในซอยจิ่วหรูที่มักจะกล่าวอยู่เสมอว่า …อย่ามองจวนสามที่โลดเต้นยินดี ทำธุรกิจค้าขายใหญ่โต มีเงินมีทอง ทั้งหมดนั่นล้วนแต่เป็นส่วนที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ยามที่พวกเขาเผชิญหน้าจวนหลักและจวนรอง ก็สิ้นท่าลงทันที รู้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด ก็เพราะจวนสามไม่มีบุตรหลานที่รับราชการ ถ้าหากไม่มีจวนหลักและจวนรองช่วยเป็นเส้นสายให้ ก็ไม่ต้องกล่าวถึงอะไรอีกแล้ว ภาษีอากรของโอสถสมุนไพรในร้านโอสถจากด่านศุลกากรตะวันออกเฉียงเหนือจนถึงเมืองจินหลิงนั้น สามารถขูดลอกผิวหนังชั้นหนึ่งของจวนสามได้เลยทีเดียว ยังจะกล่าวว่าจวนสามทำธุรกิจการค้าอะไรอีกหรือ
นี่ก็เป็นเหตุผลที่โจวเสาจิ่นไม่ได้นำเอาเรื่องพวกนี้มาใส่ใจนัก
เฉิงจิ้นนายท่านผู้เฒ่าของจวนสามเคยเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้มาก่อนเช่นกัน ทั้งยังสอบผ่านได้เป็นจิ่วเหรินอย่างราบรื่นพร้อมกันกับเฉิงเซ่านายท่านผู้เฒ่ารองของจวนหลัก ต่อมาเฉิงจิ้นได้ละทิ้งการเตรียมตัวสอบเข้าราชสำนัก ไปมุ่งมั่นดูแลธุรกิจกิจการของจวนสาม ทำให้ร้านโอสถย่งโซ่วถังของจวนสามกลายเป็นกิจการค้าขายโอสถสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเจียงหนาน ทว่าเฉิงหลูนายท่านใหญ่ของจวนสาม เชื่อฟังอยู่ในโอวาทมาตั้งแต่ยังเล็ก ยอมตรากตรำร่ำเรียน ทว่าแม้นจะแขวนผมไว้กับขื่อเอาเข็มทิ่มแทงขาให้ตื่น ก็สอบผ่านได้เป็นเพียงซิ่วไฉ เพราะจริงๆ แล้วไม่มีพรสวรรค์ด้านการศึกษาเล่าเรียน ตามเหตุและผลแล้ว เฉิงหลูควรจะเลิกคิดถึงเรื่องการสอบขุนนางถึงจะถูก ทว่าเขากลับยังคงเอาแต่เรียนและหมกมุ่นอยู่กับหนังสือ เฉิงจิ้นก็ไม่ได้เกลี้ยกล่อมห้ามปรามเขาแต่อย่างใด จึงเลี้ยงดูเขาเช่นนี้มาตลอด ในทางตรงกันข้าม กลับให้เฉิงเจิ้งผู้เป็นบุตรชาย ซึ่งก็คือพี่ชายร่วมบิดามารดาของเฉิงเจียเดินนำอยู่ข้างหน้า สอบได้เป็นซิ่วไฉตั้งแต่อายุยังน้อยๆ…
คิดถึงเรื่องราวเหล่านี้แล้ว ใจโจวเสาจิ่นก็เต้นระทึก
หากว่านางจำไม่ผิดล่ะก็ ดูเหมือนว่าเฉิงเจิ้งสอบได้เป็นซิ่วไฉขณะที่อายุสิบหกปี ทว่านับแต่นั้นมาก็ไม่เคยเข้าร่วมการสอบขุนนางอีกเลย
ถึงแม้ทักษะพื้นฐานของเขาจะไม่แน่น ผ่านไปสี่ปีแล้ว กลับไม่ลองลงสอบขุนนางเลยสักครั้ง… สำหรับตระกูลเฉกเช่นตระกูลเฉิงนี้ที่มีผู้ใหญ่ที่สามารถชี้แนะการเตรียมตัวสอบขุนนางให้กับพวกรุ่นหลัง จึงไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่
ในชาติก่อน หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นกับเฉิงสวี่ ตอนที่เขาเริ่มติดสุราเมามายและซึมเศร้าสิ้นหวังนั้น เฉิงเจิ้งถึงได้เริ่มเข้าร่วมการสอบขุนนาง อีกทั้งด้วยการชี้แนะของเฉิงจิง ไม่นานก็สามารถรุดหน้าเหนือกว่าเฉิงสือที่สอบได้เป็นจิ่วเหรินก่อนหน้าเขาอย่างรวดเร็ว สอบผ่านการสอบขุนนาง และเข้าประจำในสำนักซู่จี๋ซื่อ…
โจวเสาจิ่นรู้สึกหายใจติดขัดเล็กน้อย
หรือว่า…หรือว่าจวนหลักกับจวนรองร่วมมือกันกดคุมจวนสามมาโดยตลอด ฉุดรั้งไม่ให้จวนสามสอบเข้าราชสำนักได้สำเร็จ…ดังนั้น พวกเขาถึงได้ยอมเสี่ยงอันตรายในเรื่องการแต่งงานของพานชิงกับเฉิงสวี่…หากว่าพานชิงแต่งเข้าจวนหลักไป นอกจากจะเกี่ยวดองกันแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกการปรองดองอย่างหนึ่งก็เป็นได้…ด้วยเหตุนี้ ท่านยายจึงไม่ยอมเป็นแม่ชักแม่สื่อให้ และไม่เปิดเผยเรื่องที่เฉิงเสียนอยากให้พานชิงแต่งกับเฉิงสวี่ให้กับหยวนซื่อใช่หรือไม่?
ในปีนั้นที่ตระกูลแตกหักกันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
โจวเสาจิ่นมองภาพอันโชติช่วงชัชวาลที่อยู่เบื้องหน้า มีความรู้สึกหนึ่งว่าสิ่งที่ตนเองมองเห็นอยู่นั้นล้วนแต่เป็นภาพลวงตา แท้จริงแล้วเบื้องหน้าของนางมีอสูรยักษ์ตัวหนึ่งซุ่มหมอบอยู่ เพียงแค่พลั้งเผลอไม่ระวัง มันก็จะเผยรูปร่างที่แท้จริงออกมา และจับนางกลืนกินจนไม่เหลือซาก
“เสาจิ่น เสาจิ่น” เฉิงเจียกระตุกนางเบาๆ
โจวเสาจิ่นได้สติกลับมา
เฉิงเจียบ่นขมุบขมิบว่า “ข้าพูดกับเจ้าอยู่แต่เจ้ากลับวอกแวกไปได้ ข้าล่ะชื่นชมเจ้าเสียจริงๆ! เจ้าบอกว่ามีวิธีทำให้พานชิงอับอายขายหน้าไม่ใช่หรือ ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไร”
จะทำอย่างไรหรือ
ชาติที่แล้ว เรื่องที่นางถูกเฉิงสวี่ทำลายเกียรติ แม้นจวนสามจะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรง ก็ต้องเป็นผู้ที่ยื่นมีดให้อยู่ข้างๆ เป็นแน่
ชาตินี้ นางต้องการเปิดโปงโฉมหน้าที่แท้จริงของจวนสาม
อย่างน้อยก็บอกใบ้ให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวทราบแผนการของจวนสาม
การกระทำของพานชิงนั้นไม่เพียงแต่แฝงความปรารถนาของนางเอง แต่ยังแฝงการสนับสนุนช่วยเหลือของจวนสามด้วยเช่นกัน
“พวกเรากลับไปที่ห้องโถงรับแขกกันเถอะ” โจวเสาจิ่นกล่าว “ห้ามให้พวกบุรุษที่ศาลาริมน้ำสังเกตเห็นพานชิง”
ในชาติก่อน เหตุผลหลักประการหนึ่งที่หยวนซื่อเกลียดชังนางก็เพราะว่าการปรากฏตัวของนางทำลายการแต่งงานเพื่องเกี่ยวดองความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเฉิงกับตระกูลหมิ่นทั้งสองตระกูล และดับอนาคตของเฉิงสวี่
สถานะตระกูลของพานชิงไม่ได้ดีไปกว่านางนัก การที่พานชิงแต่งงานกับเฉิงสวี่ ก็เป็นการหยุดยั้งไม่ให้เฉิงสวี่ได้แต่งงานกับตระกูลที่เรืองอำนาจกว่าเช่นกัน เฉิงเจิ้งกับเฉิงสือล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์
ในศาลาริมน้ำมีเฉิงเจิ้งและพานจ้าว ทั้งยังมีเฉิงสือผู้คอยดูไฟชายฝั่งอยู่ข้างๆ เตรียมกระพือคลื่นให้โหมกระหน่ำซัดโถมอยู่ทุกเมื่อ ในตอนนี้ผลประโยชน์ของพวกเขายังคงเป็นหนึ่งเดียวกัน มีพวกเขาคอยช่วยพานชิงอยู่ นางจึงไม่อาจสาวไปถึงแผนการของจวนสามได้เลย
โจวเสาจิ่นฉุดเฉิงเจียแล้วมุ่งไปยังห้องโถงรับแขก