ตอนที่ 78
ตอนที่ 78 ปลอบโยน
October 31, 2026
ยามดอกวสันต์ผลิบาน – ตอนที่ 78 ปลอบโยน
สีหน้าเซื่องซึมบนใบหน้าของเฉิงเจียพลันสดใสขึ้นมา
นางจับมือของโจวเสาจิ่นเอาไว้แน่น พลางกล่าว “จริงหรือ”
“ย่อมเป็นความจริงอย่างแน่นอน” โจวเสาจิ่นตอบอย่างหนักแน่นและมั่นใจ “เจ้าลองคิดดู ว่าที่ข้าพูดมานั้นมีเหตุผลหรือไม่”
เฉิงเจียจมเข้าไปอยู่ในภวังค์ความคิด
โจวเสาจิ่นกล่าว “สรุปแล้ว หากไม่ใช่เพราะพานชิงทำเรื่องเช่นนี้ออกมา ท่านป้าเสียนจะโกรธจนเป็นลมล้มลงไปได้อย่างไร หากจะรู้สึกผิด ก็ควรจะเป็นพานชิงที่ต้องรู้สึกผิดถึงจะถูก การที่เจ้าดึงเอาทุกอย่างมาไว้ที่ตัวเองเช่นนี้ ไม่แน่ว่าจะเป็นการทำให้พานชิงสมปรารถนา และผลักความผิดมาให้เจ้าแทน หากเป็นความผิดของเจ้าก็คือความผิดของเจ้า พวกเราก็จะยอมรับผิด และปรับปรุงแก้ไขเสียก็ได้แล้ว แต่หากไม่ใช่ความผิดของพวกเรา เหตุใดพวกเราจะต้องยอมรับผิดด้วยเล่า และเหตุใดจะต้องถูกตำหนิแทนผู้อื่นด้วย”
คำพูดของโจวเสาจิ่นอาจจะไม่ถูกต้อง แต่เจตนาดีของโจวเสาจิ่นนั้น เฉิงเจียเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว
นางอดไม่ได้หยุดฝีเท้าลง จับมือของโจวเสาจิ่นเอาไว้แน่น กล่าวขึ้นอย่างจริงจังว่า “เสาจิ่น ข้ารู้ดีว่าเจ้าคือคนที่ดีกับข้าที่สุด ข้าจะเชื่อฟังคำของเจ้า หากเป็นความผิดของข้า ข้ายินดีไปคุกเข่าสำนึกผิดที่หอบรรพชน และคัด ‘บัญญัติสอนหญิง’ แต่หากไม่ใช่ความผิดของข้า ข้าไม่อาจจะยอมรับผิดเช่นนี้ และให้ผู้อื่นตำหนิอย่างอยุติธรรมได้อีก!” นางยิ่งพูดก็ยิ่งพูดได้เร็วขึ้น ยิ่งพูดดวงตาก็ยิ่งสดใสขึ้น เมื่อกล่าวถึงท้ายประโยคแล้ว ก็หันไปหาโจวเสาจิ่นและหัวเราะขึ้นมา
ในใจของโจวเสาจิ่นเกิดความหม่นหมองหนึ่งขึ้นมา
ชาติก่อน นางดีกับเฉิงเจียยิ่งกว่าชาตินี้เสียอีก
เฉิงเจียจะเคยรับรู้ถึงความดีของนางเหมือนอย่างในตอนนี้เช่นเดียวกันใช่หรือไม่?
เฉิงเสียนเป็นลม นางดึงเอาความรับผิดชอบทั้งหมดมาไว้ที่ตัวเอง ชาติก่อน ตนเองถูกนางล่อลวงไปที่โพรงหินแห่งนั้น หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นแล้ว นางจะรู้สึกอย่างไรบ้างนะ?
ต่อมา พวกนางทั้งสองคนต่างก็ถูกคนจากตระกูลเฉิงคอยกำกับดูแล จึงไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย
นางอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีดี ก็ป่วยและเสียชีวิตไป
ทิ้งบุตรชายวัยทารกเอาไว้คนหนึ่ง
เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองคนแล้ว เฉิงเจียยังน่าสงสารยิ่งกว่านางเสียอีก
นางนั้นมึนๆ งงๆ รู้จักคนไม่ถ่องแท้ ทว่าเฉิงเจียกลับเสมือนกับสัตว์ตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง ที่ในยามปกติจะถูกเลี้ยงดูและเอาใจใส่เป็นอย่างดี แต่เมื่อตกอยู่ในยามคับขัน นางกลับถูกเอาออกไปเหยียบย่ำอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด…
โจวเสาจิ่นกอดแขนของเฉิงเจียเอาไว้แน่น อดกระซิบเสียงเบาออกมาไม่ได้ว่า “ขอให้พวกเรามีชีวิตที่ดีในชาติภพนี้ด้วยเถิด!”
พอไร้ซึ่งเมฆหมอกเฉิงเจียก็กลายเป็นคนคิดไร้สาระขึ้นมา
“พวกเราย่อมต้องมีชีวิตที่ดีอย่างแน่นอน!” นางกล่าวยิ้มๆ หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นแล้ว ก็หันไปสำรวจรอบๆ ทั้งสี่ด้านครั้งหนึ่งอย่างมีเลศนัย และกระซิบกล่าวที่ข้างหูของโจวเสาจิ่นว่า “ถึงเวลานั้นพวกเราก็แต่งงานออกไปพร้อมกัน หรือไม่ก็แต่งเข้าไปยังตระกูลเดียวกัน ไปมาหาสู่กันเช่นเดิมอย่างในตอนนี้…หากข้าให้กำเนิดบุตรชาย ก็จะไปสู่ขอบุตรสาวของเจ้า หากเจ้าให้กำเนิดบุตรชาย ก็มาสู่ขอบุตรสาวของข้า…พวกเราแก่ตัวไปก็จะได้เกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกันด้วยบุตรชายบุตรสาว!”
“อา!” โจวเสาจิ่นตกตะลึง
เฉิงเจียเห็นแล้วก็รู้สึกน่าขบขันยิ่งนัก หัวเราะคิกพลางวิ่งออกไป
ฝีเท้าของนางนิ่มนวลสง่างาม ราวกับลูกกวางน้อยกลางป่า ที่กระโดดโลดเต้นอย่างเบิกบานและมีความสุข!
โจวเสาจิ่นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมา
ทันใดนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่า หากตนเองจำไม่ผิด หลี่จิ้งผู้เป็นสามีของเฉิงเจียในชาติก่อนนั้น จะมาเยี่ยมเยียนฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ผู้มีศักดิ์เป็นป้าของบิดาในอีกไม่นานนี้
เขาตกหลุมรักเฉิงเจียตั้งแต่แรกพบ
เจียงซื่อกลับไม่ชอบที่เขาเป็นเพียงพ่อค้าผู้หนึ่ง ไม่ยินยอมให้เฉิงเจียแต่งให้กับหลี่จิ้ง
ในเวลานั้น นางรู้สึกว่าเจียงซื่อช่างเป็นมารดาที่ดีผู้หนึ่ง ที่คิดแทนเฉิงเจียในทุกด้าน
แต่พอมองจากในตอนนี้แล้ว เฉิงเจียกลับเป็นเพียงสินค้าที่รอขายในราคาที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งเท่านั้น
ชาติก่อน พอเฉิงเจียเกิดเรื่อง หลังจากที่หลี่จิ้งทราบข่าวแล้ว ก็รีบเร่งมาจากลั่วหยางกว่าพันหลี่ ใช้เงินกว่าห้าหมื่นเหลี่ยงเป็นสินสอดสู่ขอเฉิงเจีย ต่อมาหลังจากที่เฉิงเจียเสียชีวิตแล้ว เขาก็ไม่ได้แต่งงานใหม่ รับเอาสาวใช้ข้างกายผู้หนึ่งของเฉิงเจียมาเป็นอนุ ให้ดูแลหน้าที่ต่างๆ ของภรรยาภายในจวน ส่วนเขานั้นนำบุตรชายที่เฉิงเจียให้กำเนิดนั้นมาติดตามอยู่ข้างกาย เลี้ยงดูเอาใจใส่ด้วยตัวเอง ต่อให้เป็นการออกจากบ้านไปเพื่อทำการค้า ก็จะพาบุตรชายล่องเรือหรือไม่ก็นั่งรถม้าไปด้วยกัน ไม่กล้าที่จะทิ้งบุตรชายเอาไว้กับผู้อื่น ด้วยกลัวว่าผู้อื่นจะข่มเหงรังแกเขา ที่กลัวยิ่งกว่านั้นก็คือกลัวว่าผู้อื่นจะเลี้ยงเขาจนเสียคน…
โจวเสาจิ่นเดินเข้าในห้องโถงรับแขกอย่างลังเล
ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่จับมือของเฉิงเจียเอาไว้ กล่าวขึ้นด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตาทั้งคู่ว่า “เจ้าเด็กคนนี้ เหตุใดถึงได้เลินเล่อเช่นนี้ หากอาของเจ้าเกิดโชคร้ายมีอันเป็นไปขึ้นมา เจ้าจะให้ข้าอยู่อย่างไร…”
จึงได้รู้ว่าจวนสามจะผลักความรับผิดชอบทั้งหมดไปไว้ที่เฉิงเจีย ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นระหว่างเด็กๆ ไปเสีย!
โจวเสาจิ่นเห็นเฉิงเจียยู่ปากอย่างขุ่นเคือง พร้อมด้วยท่าทางที่ต้องการจะกล่าวแย้งฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ นางจึงรีบก้าวออกไปทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่ากัว ฮูหยินผู้เฒ่ากวน ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่และคนอื่นๆ
“กลับมาแล้วหรือ!” ฮูหยินผู้เฒ่ากวนหัวเราะร่าพลางกล่าว “เอาล่ะ เหตุใดพวกเจ้าถึงได้วิ่งออกไปอย่างรวดเร็วเช่นนั้น ทำให้พวกข้าตกใจกันเสียยกใหญ่ไปครั้งหนึ่ง”
ต่อให้ฮูหยินผู้เฒ่ากวนไม่ถาม โจวเสาจิ่นก็ต้องหาโอกาสอธิบายให้ได้สักครั้งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นผู้อื่นก็จะเข้าใจว่าเป็นความตั้งใจของนางกับเฉิงเจียได้
“ท่านป้าใหญ่หลูกลัวว่าพี่สาวเจียจะวิ่งเล่นไปทั่ว” โจวเสาจิ่นกล่าวขึ้นอย่างขัดเขิน “ก็เลยให้มามาผู้หนึ่งคอยจับตาดูพวกข้าเอาไว้ ไม่ให้พวกข้าวิ่งเล่นไปทั่ว แต่พวกข้านั่งนิ่งๆ ต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ เพราะฉะนั้นก็เลย….”
มีคนหัวเราะขึ้นมาจากด้านข้าง
โจวชูจิ่นที่ยืนอย่างกระวนกระวายอยู่ข้างๆ ฮูหยินผู้เฒ่ากวนเองก็เผยรอยยิ้มออกมาเช่นกัน
บรรยากาศจึงผ่อนคลายขึ้นมา
โจวเสาจิ่นรู้สึกโล่งใจไปครั้งหนึ่ง
ฮูหยินผู้เฒ่ากวนกล่าว “เช่นนั้นป้าเสียนของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่รั้งอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยดูแลป้าเสียนของเจ้าเสียก่อน”
“ท่านป้าเสียนไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ” โจวเสาจิ่นยิ้มพลางกล่าว “ดูเหมือนว่าเป็นเพราะอากาศร้อนจนเกินไป พอท่านป้าเสียนเดินอย่างรีบเร่ง ก็เลยอาจจะเป็นลมได้เจ้าค่ะ ท่านป้าใหญ่จิงกล่าวว่าทางด้านนั้นมีคนมากแล้ว พวกข้าทั้งสองคนอายุยังน้อย ยังไม่รู้เรื่องอะไรนัก มีแต่จะช่วยให้เรื่องยิ่งยุ่งมากขึ้น ก็เลยให้พวกข้ากลับมาก่อน มารายงานให้ท่านและผู้อาวุโสทุกท่านได้ทราบ เพื่อจะได้ไม่ทำให้ผู้อาวุโสทุกท่านต้องเป็นกังวลใจเจ้าค่ะ”
ภายในห้องโถงรับแขกเงียบเชียบยิ่งนัก แม้เข็มหล่นก็ยังสามารถได้ยินเสียง
เห็นได้ชัดว่าทุกคนกำลังเงี่ยหูฟังว่าโจวเสาจิ่นพูดอะไรบ้างอย่างตั้งใจ