ตอนที่ 129
บทที่ 129 ทำข้อแลกเปลี่ยนกับอสูรลิง
October 31, 2026
บทที่ 129 ทำข้อแลกเปลี่ยนกับอสูรลิง
“ดี!”
สวี่หยางรู้สึกพึงพอใจเมื่อเห็นหุ่นเชิดทั้งสองตัวถูกทำลายลง แปลว่าวิชาควบคุมหุ่นเชิดที่หลินอวี้เล่าเรียนมาในครั้งก่อนไม่ได้สูญเปล่า
ทำให้การต่อสู้เมื่อครู่นั้น ทำผลงานได้ไม่เลวทีเดียว
ท้ายที่สุดแม้หุ่นของหลินสยงสวี่จะสู้กับเทพีหมายเลขหนึ่งได้อย่างสูสี แต่องค์ประกอบของมันเหนือกว่ามาก หากการต่อสู้ยังดำเนินต่อไป เทพีหมายเลขหนึ่งต้องพ่ายแพ้แน่นอน
หากหุ่นเชิดของหลินสยงสวี่คว้าชัย มันอาจหันมาโจมตีเรือวิญญาณด้วยการทำลายตนเอง เช่นนั้นแล้วคงเกิดการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง สวี่หยางที่ไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย จึงคิดว่าสิ่งที่หลินอวี้ทำนั้นถูกต้องแล้ว
แน่นอนว่าหุ่นเชิดอย่างเทพีหมายเลขหนึ่งนั้นมีมูลค่าสูง ถึงจะน่าเสียดายที่ต้องสูญเสียมันไป แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเช่นกัน
เมื่อเทพีหมายเลขหนึ่งถูกทำลายไป หลินอวี้ได้หยิบหุ่นเชิดอีกตัวหนึ่งออกมาทันที
นี่คือเทพีหมายเลขสอง ข้อแตกต่างคือสามารถเคลื่อนที่ได้เพียงบนบกเท่านั้น ไม่สามารถเหาะบนฟ้าได้
เมื่อหุ่นเชิดของตนถูกทำลายไปแล้ว หลินสยงสวี่พลันรู้สึกหวาดกลัว
เขามองไปยังคนกลุ่มนี้ และพบว่าไม่รู้จักใครเลยนอกจากหลินหวั่นชิง
“นางแพศยานี่มีลูกน้องเยอะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
แฮ่ก แฮ่ก!
ในตอนนี้ หลังจากถูกโจมตีด้วยร่มพันกลมาอย่างหนักหน่วง อาการเจ็บปวดของบาดแผลมากมายทำให้ร่างกายของเขาชาไปทั้งตัว เสื้อคลุมระดับสูงได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน
เวลานี้ เสิ่นม่านอวิ๋นและหลินหวั่นชิงมาถึงพร้อมกัน
“หลินสยงสวี่ วันนี้จะเป็นวันตายของเจ้า”
หลินหวั่นชิงกล่าวเสียงดัง ก่อนจะสะบัดผ้าหลากสีหลงเฟิ่งที่ดูราวกับแส้ยาวขนาดใหญ่ไปทั่วท้องฟ้า จากนั้นมันก็ปล่อยพลังออกมา
สิ่งนี้คือศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสอง
ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้แม้มันดูเหมือนผ้านิ่ม ๆ ธรรมดาทั่วไป ทว่าเมื่อถูกใช้งานจะกลายเป็นอาวุธอันทรงพลัง ทุกครั้งที่โจมตี จะสามารถสร้างพลังมหาศาลออกมา
โดยเฉพาะส่วนหน้าของปลายผ้านั้นมีความคมกริบ สามารถตัดได้แม้แต่ภูเขาหรือหินผา
“นี่มันศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสอง หลินหวั่นชิง นางแพศยาอย่างเจ้ามีของดี ๆ แบบนี้ได้อย่างไรกัน?”
หลินสยงสวี่อิจฉาอย่างมาก เขาคิดมาโดยตลอดว่าภายใต้อำนาจการปกครองของบิดา ไม่ว่าสมบัติหรือเส้นสายในตระกูล มีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้นที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
ทว่าเมื่อเทียบกับหลินหวั่นชิงแล้ว มันทำให้เขาดูด้อยค่าขึ้นมาทันใด
ไม่มีเวลาให้คิดมากความ เขารีบหยิบเครื่องรางป้องกันระดับหนึ่งคุณภาพต่ำชิ้นหนึ่งออกมา
เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น พร้อมกับโล่ป้องกันที่ถูกทำลายลง ทำให้หลินสยงสวี่ไม่อาจต้านทานพลังอันรุนแรงนี้ได้ เขากระอักเลือดออกมาเต็มปาก ร่างถูกอัดกระแทกลงกับพื้น ฝุ่นทรายลอยฟุ้งเต็มอากาศ
เวลานี้ เขาถูกขนาบข้างไว้ด้วยผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าและผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด หลินสยงสวี่อยู่ในสภาพไร้ทางสู้ ความตื่นตระหนกบนใบหน้ารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มือไม้เริ่มอ่อนแรง
สวี่หยางสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณในร่างกายของอีกฝ่ายเริ่มลดลง ทว่าไม่ใช่เพราะหมดกำลังแต่เป็นเพราะความตื่นตระหนก
เหตุเพราะขาดประสบการณ์การต่อสู้ เป็นผลมาจากได้รับการปรนนิบัติจนเคยตัว
ในความเป็นจริงแล้ว หลินสยงสวี่ก็เป็นถึงผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า ทั้งยังร่ำรวยเงินทอง หากช่ำชองประสบการณ์การต่อสู้มากกว่านี้ มุ่งเน้นไปที่การหลบหนี พวกของสวี่หยางอาจทำได้เพียงสร้างบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
แต่หลินสยงสวี่ไม่ได้ทำเช่นนั้น เขาเลือกที่จะต่อสู้และหลบหนีในเวลาเดียวกัน ทำให้เขาเสียเวลาอย่างมาก
จนกระทั่งหลินหวั่นชิงและเสิ่นม่านอวิ๋นตามมาถึง เขาจึงไม่มีโอกาสได้หนีอีก
“หวั่นชิง หวั่นชิง มีอันใดก็คุยกันดี ๆ เถิด อย่างน้อยเราก็คนตระกูลเดียวกัน”
หลินสยงสวี่รีบตะโกนอย่างตื่นตระหนก
“เฮอะ เมื่อครู่เจ้ายังเรียกข้าว่านางแพศยามิใช่หรือ?”
หลินหวั่นชิงแสดงท่าทีสมเพช
“ข้าผิดไปแล้ว พี่ชายสำนึกผิดแล้ว”
“ฮึ!”
หลินหวั่นชิงแค่นเสียงเย็น จากนั้นเกิดเสียงฟ้าร้องและเสียงระเบิดดังมาจากผ้าหลากสีหลงเฟิ่ง หลินสยงสวี่ถูกพลังนั้นซัดกระเด็น ทำให้มือข้างหนึ่งหักและเสื้อคลุมฉีกขาดเป็นชิ้น ๆ มันได้สูญเสียพลังวิญญาณและกลายเป็นแค่เสื้อผ้าธรรมดา ๆ
ฉัวะ!
หลินหวั่นชิงเดินมาหยุดด้านหน้าหลินสยงสวี่
“ช้าก่อน!”
หลินสยงสวี่พยายามร้องขอชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินหวั่นชิงและหอบหายใจอย่างรุนแรง “ญาติผู้น้อง ตอนเล็ก ๆ ข้าเป็นคนพาเจ้าไปซื้อขนม เจ้าลืมไปแล้วหรือ!”
ฟึ่บ!
สิ่งที่ตอบกลับเขาคือ เคล็ดวิชาตัดวิญญาณของหลินหวั่นชิง
โดยไม่ทันตั้งตัวศีรษะของหลินสยงสวี่ลอยกระเด็นไปตกที่ชายหาด ทำให้สีของน้ำทะเลแถบนั้นกลายเป็นสีแดงฉาน ทว่าได้ถูกระลอกคลื่นซัดจนสีนั้นจางลงอย่างรวดเร็ว และไม่นานสีของน้ำทะเลก็คืนสู่สภาพเดิม
“อู๊ก อู๊ก อู๊ก!”
เมื่อเห็นการตายของศัตรู อสูรลิงระดับสองทั้งสองตัวจึงทุบหน้าอกของพวกมันและคำรามเสียงดังพลางใช้สายตามองอย่างโกรธแค้น แต่หลังจากเห็นการกระทำของพวกสวี่หยางแล้ว พวกมันก็ไม่โง่พอที่จะเข้าใกล้ ทำเพียงคุกคามพวกเขาจากระยะไกลเท่านั้น
“พี่ใหญ่สวี่ แล้วพี่ชายของข้า…”
เกาผิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดออกมา
“เขายังมีชีวิตอยู่”
สวี่หยางพยักหน้าตอบ ขณะเขาไล่ตามหลินสยงสวี่นั้น จิตเทวะของเขาได้ค้นพบตำแหน่งของเกาหยวนโดยบังเอิญ อีกฝ่ายนั้นยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ แต่ถูกกลุ่มอสูรลิงจับตัวเอาไว้
ดูจากพฤติกรรมของอสูรลิงเหล่านี้แล้ว พวกมันไม่ได้ต้องการที่จะทำร้ายมนุษย์ ดังนั้นพวกมันน่าจะมีเหตุผลบางอย่าง
เมื่อนึกเช่นนั้น สวี่หยางจึงพยายามลองสื่อสาร
คาดไม่ถึงว่าอสูรลิงจ่าฝูงตัวผู้จะเดินเข้ามาหาเขาเอง
“ปราณระดับสองหรือ”
สวี่หยางสัมผัสได้ถึงพลังปราณอันแข็งแกร่งของอสูรลิงตัวนี้ อสูรลิงจงใจเปิดเผยพลังของมันเพื่อแสดงความแข็งแกร่งและเตือนสวี่หยางไม่ให้ทำการบุ่มบ่าม
สวี่หยางคุยกับมันอย่างตรงไปตรงมา “พวกข้าเป็นศัตรูกับคนกลุ่มนี้และมาที่นี่โดยไม่มีเจตนาร้าย”
อสูรลิงดูเหมือนจะเข้าใจ จากนั้นได้โบกไม้โบกมือพลางร้องคำรามราวกับแสดงความต้องการบางอย่าง
“สหายเต๋าสวี่ ดูเหมือนอสูรลิงตัวนี้ต้องการให้พวกเราช่วยเหลือนะ”
หลินหวั่นชิงคาดเดา
“น่าเสียดายที่ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่มันพูด” ทันใดนั้นเอง หนูสุ่ยหลิงที่อยู่ในขากางเกงของสวี่หยางได้คลานออกมา มันพยายามกระโดดไปมา
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”