ตอนที่ 131
บทที่ 131 ผลของหมอนจินตนิมิต
October 31, 2026
บทที่ 131 ผลของหมอนจินตนิมิต
“โฮก!!!”
“โฮกโฮก…”
อสูรลิงทั้งสองกรีดร้องเสียงแหลมราวกับว่าพวกมันได้เห็นบางสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ และวิ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง
สวี่หยางขมวดคิ้ว “ระวัง!”
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด!!”
หนูสุ่ยหลิงรีบวิ่งขึ้นไหล่ของสวี่หยางพลางส่งเสียงเตือนฝูงลิงไม่ให้มาวุ่นวาย
อสูรลิงระดับสองทั้งสองตัว ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจากบนต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล เหล่าฝูงลิงจึงหยุดกะทันหัน
จากนั้นได้เกิดภาพที่ทำให้สวี่หยางต้องประหลาดใจ
เพราะฝูงลิงที่อยู่ตรงหน้า พากันคุกเข่าและคลานไปหาจุดที่เสิ่นม่านอวิ๋นยืนอยู่
เสิ่นม่านอวิ๋น “…”
เสิ่นม่านอวิ๋นรู้สึกสับสนเล็กน้อยและมองไปที่สวี่หยาง “นี่มันเกิดอันใดขึ้น?”
หลินหวั่นชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกมันคงเห็นเจ้าเป็นเทพกระมัง”
สวี่หยางมองดูเสื้อคลุมระดับสามที่เสิ่นม่านอวิ๋นสวมใส่ ทันใดนั้นเขาก็เดาได้ว่า “บรรพบุรุษของลิงฝูงนี้คืออสูรลิงสีหมอก และลิงตัวนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงของเทพธิดาสุ่ยเหลียน ซึ่งตอนนี้เจ้ากำลังสวมเสื้อคลุมของนาง เป็นไปได้หรือไม่ที่ลูกหลานของอสูรลิงเหล่านี้จะคิดว่าเจ้าคือเทพธิดาสุ่ยเหลียน? หรือไม่พวกมันก็อาจจะคิดว่าเจ้าเป็นทายาทของนางกระมัง??”
และคำอธิบายนี้ก็ได้รับการพิสูจน์อย่างรวดเร็ว
หนูสุ่ยหลิงรับหน้าที่เป็นผู้แปล มันวิ่งไปสอบถามและกลับมาอธิบายให้สวี่หยางฟัง
ซึ่งเป็นดังที่สวี่หยางคาดการณ์ไว้ แม้ว่าอสูรลิงสีหมอกที่เป็นบรรพบุรุษของอสูรลิงพวกนี้จะตายไปแล้ว แต่มันได้ถ่ายทอดมรดกของเผ่าอสูรวานรไว้ให้กับลูกหลาน และหนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของเทพธิดาสุ่ยเหลียน
ในสามัญสำนึกของพวกมันคือ หากผู้ใดได้รับเสื้อคลุมของเทพธิดาสุ่ยเหลียน นั่นหมายความว่าผู้นั้นเป็นทายาทของนาง ดังนั้นขณะนี้จึงถือได้ว่าเสิ่นม่านอวิ๋นได้เป็นเจ้านายของพวกมัน
เสิ่นม่านอวิ๋นที่ไม่ได้คาดหวังกับสิ่งเหล่านี้ พลันหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
สวี่หยางที่รู้สึกประทับใจ หลุดหัวเราะออกมา
หากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องส่งคนมาเฝ้าเกาะอีกต่อไป เพราะอสูรลิงเหล่านี้ก็เป็นถึงกลุ่มนักรบที่ทรงพลัง
อสูรลิงคู่นั้นก็มีพลังเทียบเท่ากับขอบเขตสร้างรากฐานของมนุษย์ อีกทั้งมีพลังปราณที่แข็งแกร่ง
“เฮอะเฮอะ เช่นนั้น เชิญพวกเจ้าตามสบายเถิด และอย่าอยู่ดึกนักล่ะ ควรรีบพักผ่อน!”
เสิ่นม่านอวิ๋นไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ดังนั้นนางจึงกล่าวแนะนำแก่เหล่าอสูรลิงว่าให้พวกเขาสนุกสนานกันให้เต็มที่ หากเสร็จธุระแล้วให้กลับไปพักผ่อน
“ขอแสดงความยินดีกับอวิ๋นเอ๋อร์ ผู้ที่กลายเป็นนายหญิงของเหล่าอสูรวานร”
ใบหน้าของหลินอวี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
หลินหวั่นชิงอมยิ้มและกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องส่งคนมาประจำการที่นี่เสียแล้ว ม่านอวิ๋นหลังจากนี้ข้าคงจะต้องรบกวนเจ้าสั่งการพวกอสูรลิงแล้วละ”
“อืม แต่เสื้อคลุมตัวนี้ดีจริง ๆ”
เพียงแค่คิด พลังวิญญาณก็ท่วมท้นเต็มเสื้อคลุม ทำให้นางเหาะขึ้นไปในอากาศ ทะยานไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว
“ความเร็วนี้มัน…”
สวี่หยางพูดไม่ออก
เพราะความเร็วของเสิ่นม่านอวิ๋นนั้นเร็วเกินไป
ซึ่งตอนนี้ สมบัติที่เร็วที่สุดในการครอบครองของเขาคือเรือวิญญาณของหลินหวั่นชิง!!
ทว่าความเร็วของเสิ่นม่านอวิ๋นนั้นเร็วกว่าเรือวิญญาณถึงสองเท่า
และที่สิ่งสำคัญคือมันใช้พลังน้อยมาก นั่นแสดงให้เห็นว่าสมบัติชิ้นนี้ยอดเยี่ยมเพียงใด
“เสื้อคลุมตัวนี้ช่างดีอะไรอย่างนี้ ทั้งยังมีหมอนจินตนิมิต…”
จิตใจของสวี่หยางกำลังปั่นป่วน เขาแทบรอใช้หมอนจินตนิมิตไม่ไหวแล้ว
…
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม เสิ่นม่านอวิ๋นที่เหาะจนเหนื่อยล้าก็ค่อย ๆ ร่อนลงมาที่พื้น และได้พบกับสิ่งที่ทำเอาพูดไม่ออก
บุรุษที่แสนดีอย่างสวี่หยางกำลังอุ้มหลินอวี้และหลินหวั่นชิงลงไปพลอดรักในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
และร่วมรักกัน!
นางนั้นยังไม่เคยได้ลองทำอย่างนี้กับสวี่หยาง ทว่าพวกเขากลับ…
ในตอนนี้หลินอวี้กำลังร้องครวญครางและกำลังพยายามปีนหนี โดยที่ไม่สนใจว่าเรือนร่างอันบอบบางจะเปื้อนไปด้วยดินโคลนริมน้ำ พยายามตะเกียกตะกายด้วยร่างอันอ่อนแรง
แต่สวี่หยางกลับลากนางมากดลงไปอยู่ใต้ร่างของเขาอีกครั้ง
เสิ่นม่านอวิ๋นประท้วงขึ้นมา “อย่ารังแกพี่อวี้เอ๋อร์นะ!”
สิ้นเสียงนางก็ถอดเสื้อคลุมออกแล้วกระโดดตามลงไปในทันใด
และในไม่ช้า นางก็เริ่มร้องไห้ครวญครางและพยายามตะเกียกตะกายหนี มีสภาพไม่ต่างกับหลินอวี้แม้แต่น้อย
ท่ามกลางน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ พละกำลังของสวี่หยางนั้นราวกับได้กินโอสถทิพย์ และเมื่อไม่อาจรับแรงอันหนักหน่วงได้ ทางเดียวที่จะพ้นจากเงื้อมมือของสวี่หยาง นั่นคือการหนีขึ้นฝั่ง
และสิ่งที่ทำให้สตรีทั้งสองประหลาดใจก็คือ หลินหวั่นชิงสามารถทนได้
“สมแล้วที่อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด จุ๊ ๆ สหายเต๋าหลิน ข้าขอยกย่องเจ้าในฐานะวีรสตรี”
สวี่หยางยกนิ้วให้
หลินหวั่นชิงกลอกตา “ด้วยระดับการฝึกฝนของข้า จึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และหากม่านอวิ๋นได้ฝึกฝนจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน”
สวี่หยางว่ายไปข้างหลังนาง “อย่างนั้นหรือ? เจ้าแน่ใจหรือ?”
ร่างกายบอบบางของหลินหวั่นชิงสั่นเทา “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น นี่เจ้ายังทำอีกไหวอีกหรือ?”
สวี่หยางพูดอย่างเริงร่า “แน่นอนอยู่แล้ว!”
และไม่นานหลังจากนั้น น้ำก็กระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นอีกครั้ง
…
หนึ่งก้านธูปต่อมา
ขณะสวี่หยางกำลังขึ้นฝั่งนั้นเอง เขาได้ใช้จิตเทวะสำรวจเล็กน้อย
เขาพบว่าฝูงลิงล้วนอยู่ไกลออกไป ส่วนทางสองพี่น้องเกาผิงและเกาหยวน สวี่หยางได้ให้พวกนั้นนอนอยู่ริมชายหาดซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ เพื่อป้องกันการถูกรบกวน
เมื่อกลับมาที่กระโจม เขาพบว่าหลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋นกำลังนอนกอดกัน ขาเรียวยาวไขว้ทับกัน จมอยู่ในห้วงนิทรา
เนื่องจากกอดกันแน่นเกินไป ทำให้แตงหวานคู่โตของทั้งสองถูกบีบจนแบนราวกับแผ่นแป้งทอด
สวี่หยางสูดหายใจเข้าลึก พยายามเสตามองไปทางอื่น ไม่เช่นนั้นหากทนไม่ไหวขึ้นมา พรุ่งนี้จะลำบากเอา
เหตุเพราะพรุ่งนี้ตั้งใจจะรีบเดินทางกลับ
เมื่อเห็นถึงความอัดอั้นของสวี่หยาง หลินหวั่นชิงที่เมื่อยล้าไปทั้งกายก็เอ่ยหยอกล้อว่า “สหายเต๋าสวี่ เจ้ายังมีความกำหนัดอยู่อีกอย่างนั้นหรือ เจ้านี่ช่างหน้าไม่อายเสียจริง!”
“หืม เมื่อครู่นั้น ใครกันที่เอาแต่ตะโกนบอกข้าว่าอย่าหยุด!”
สวี่หยางนอนลงโดยมีหลินหวั่นชิงอยู่ในอ้อมแขน และเขี่ยจมูกนางอย่างหยอกล้อ
เมื่อคิดถึงเรื่องน่าอับอายของตนเมื่อครู่ หลินหวั่นชิงจึงพูดอย่างไม่ยอมรับ “ไม่ ไม่ เจ้ากำลังพูดเรื่องไร้สาระอันใดกัน ข้าไม่ได้ทำเช่นนั้น”
“เอาละ ๆ ไม่มีก็ไม่มี ไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนอันใด”
สวี่หยางพูดไม่ออก หลินหวั่นชิงนั้นขี้อายเกินไป คงเร็วไปที่จะหยอกล้อเรื่องพวกนี้กระมัง??
“ไม่คุยกับเจ้าแล้ว เชอะ! ข้าเกลียดเจ้า คนสารเลว!!”
หลินหวั่นชิงสะบัดหน้าหนีด้วยความโกรธและกระทืบเท้าตึงตังไปนอนคนเดียว
ซึ่งนั่นน่าจะแปลว่านางโกรธเข้าแล้วจริง ๆ