ตอนที่ 169
บทที่ 169 ค่ายกลกู่พิษ สมบัติกู่ระดับสี่
October 31, 2026
บทที่ 169 ค่ายกลกู่พิษ สมบัติกู่ระดับสี่
สวี่หยางหน้าเสีย ยามนี้คนในเมืองเซียนเป็นเพียงแกะที่รอวันถูกเชือด ผู้ใดจะต้านทานได้
บัดนี้ไม่ใช่แค่สวี่หยาง กองกำลังปริศนาอื่น ๆ ก็ยังรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง และกำลังคิดหาทางรับมือกับมัน
แม้คนมากมายจะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ทว่าสิ่งหนึ่งนั้นแน่นอน!
มันคือการหนี
มีแค่การหนีที่จะทำให้รอดชีวิตได้
…
ภายในสำนักชิงหยาง โถงโอ่อ่าตั้งตระหง่านบนยอดเขา
ชายหนุ่มในชุดขาวยืนปล่อยมือ ก้มมองที่ตั้งเมืองเซียนห่างออกไป
ผิวเขาขาวราวหิมะ สีหน้าซีดเซียว แววตาลึกล้ำผิดธรรมดา เปี่ยมล้นการผันแปรของกาลเวลา
ครืด!
ตอนนี้หยกสื่อสารของเขาดังขึ้น เมื่อได้รับข้อความ
“คนสามพันคนมาถึงแล้ว”
ชายหนุ่มมองหยกประดับในมือแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “พวกเจ้าทุกคนเข้ารวมค่ายกลกู่พิษ”
“กลุ่มก่อนหน้านี้ยังต้านทานเอาไว้ ถ้าเราทุ่มเทเร็วเกินไป หากค่ายกล…”
“ไม่มีปัญหา สมบัติกู่ระดับสี่ถูกหลอมแล้ว สามารถควบคุมเจ้าสำนักได้”
เสิ่นวั่นเชียนที่ได้รับข้อความเอ่ยเสียงสั่น “เจ้าสำนักถูกควบคุมไวนัก”
ชั่วขณะนั้นในใจเขาเต็มไปด้วยความเสียใจ ไม่แน่ใจว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี
เขารู้สึกมาตลอดว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้นั้นไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม เสียงหนึ่งบอกว่าเขาทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อรักษาแดนเซียนตอนเหนือ
“รับทราบ”
เสิ่นวั่นเชียนตอบกลับไป
เจ้าสำนักถูกควบคุมแล้ว ดังนั้นการรักษาค่ายกลกู่พิษก็จะง่ายขึ้นมาก
แสงจากหยกค่อย ๆ หรี่ลง
ชายหนุ่มชุดขาวมองจัตุรัสมหึมาด้านหน้าโถงใหญ่
ในตอนนี้จัตุรัสโอบล้อมด้วยชั้นไอหมอกทะมึนหนา ผู้บำเพ็ญนับไม่ถ้วนถูกกักขังอยู่ด้านใน
“ซ่งซานชู เจ้าประกาศสงครามในแดนเซียนตอนเหนือ”
“ผู้ดูแลระดับสูงของสำนักใหญ่ทั้งสามไม่มีวันปล่อยเจ้าไป”
“อ๊าก…”
ใครบางคนถูกหลอมอีกครั้ง ก่อนแมลงกู่จะค่อย ๆ คลานออกมาจากกลุ่มหมอก สร้างดักแด้ห่อพันซากศพ
“ต้องใช้เกือบแสนคนเพื่อหลอมสมบัติกู่ระดับสี่ ยังมีหนทางจะหลอมกลุ่มผู้บำเพ็ญระดับสูง ถ้าเป็นผู้บำเพ็ญระดับล่างต้องใช้คนมากกว่านี้!”
“อย่างน้อยต้องใช้สมบัติกู่สามถึงห้าชิ้นเพื่อรักษาแดนเซียนตอนเหนือ ถึงเวลานั้นข้าจะมีกองกำลังไปต่อสู้กับแดนเซียนตงไห่”
“ซ่งซานชู ในฐานะศิษย์สูงสุดของสำนักชิงหยาง หากเจ้ากระทำการน่าละอายต่อสำนักของเจ้า เจ้าจะต้องชดใช้อย่างสาสม”
ภายในโถงใหญ่ พลังขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแปรเปลี่ยนเป็นพลังท่วงทำนองกระจายออกไป
หากคนอยู่ในโถงใหญ่ พวกเขาก็จะเห็นผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดของสำนักชิงหยางนั่งขัดสมาธิ หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่
ดูคล้ายจะพยายามรักษาจิตให้มั่นคง
ซ่งซานชูแค่นเสียงเย็น สะบัดข้อมือ คว้าสมบัติกู่ระดับสี่ออกมา
“ท่านเจ้าสำนัก สมบัติกู่ระดับสามไม่สามารถควบคุมท่านได้อย่างสมบูรณ์ ข้าไม่มีทางเลือกนอกจากใช้ค่ายกลกู่พิษและขัดเกลาสมบัติกู่ระดับสี่”
“อย่าโทษข้าเลย ข้าเพียงควบคุมท่าน ท่านยังหลงเหลือจิตใต้สำนึก ข้าจะดูแลแดนเซียนตอนเหนือและเมืองหลวงเพื่อต่อกรกับแดนเซียนตงไห่เอง”
“ตอนนี้ผู้คนมากมายตกตาย มันเป็นเพียงความเจ็บปวดสั้น ๆ เท่านั้น การเสียสละเหล่านี้คุ้มค่า”
ซ่งซานชูส่ายหน้าแล้วบอกเสียงเรียบ
ก่อนหน้านี้เขาใช้สมบัติกู่ระดับสามเข้าควบคุมผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานได้สำเร็จ
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด สมบัติกู่ก็ทำได้เพียงรักษาการปะทะกับภวังค์จิตของผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่สามารถควบคุมผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้ และในขณะเดียวกันผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดก็ไม่สามารถกำจัดสมบัติกู่ในใจไปได้ทั้งหมด เกิดเป็นสถานการณ์คุมเชิงกัน
ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดต้องพยายามอย่างหนักเพื่อทัดทานกับสมบัติกู่ พวกเขาไม่สามารถละสมาธิไปจากการต่อสู้ได้ ตอนนี้พวกเขาจึงได้แต่รักษาสถานการณ์นี้ไว้
อย่างไรก็ตาม เมื่อซ่งซานชูขัดเกลาสมบัติกู่ระดับสี่ได้สำเร็จ สถานการณ์นี้จึงเปลี่ยนไป
“ท่านเจ้าสำนัก อีกไม่นาน อีกไม่นานท่านก็จะไม่เจ็บอีกแล้ว…”
ซ่งซานชูเข้ามาในโถงใหญ่
…
ภายในค่ายกลกู่พิษ
ขณะผู้บำเพ็ญรอบตัวที่ถูกหลอมทรุดไปแล้ว หลินเวยและผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานหลายคนรวมตัวกัน สภาพดูอนาถาไม่น้อย
พวกเขานึกไม่ถึงว่าจะเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้หลังมาถึง
หลงเข้ามาในเขตค่ายกลน่าสยดสยอง แมลงนับไม่ถ้วนกัดกินพลังของพวกเขา ทำให้อ่อนกำลังและถูกดูดซับพลังการโจมตี
พวกเขาพยายามหลายต่อหลายครั้ง โยนหุ่นเชิดของตนออกไป ใช้วิชา ใช้ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสอง แต่เคราะห์ร้ายที่ค่ายกลนี้ยังคงไม่สะท้านสะเทือน
“ไม่ อย่างน้อยก็ต้องใช้ยันต์ทะลวงค่ายกลระดับสามหรือสูงกว่านั้นถึงจะทำลายค่ายกลนี้ได้
“หรือไม่ก็ต้องใช้ผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานสามคนในการทำลายมัน ซ่งซานชูต้องรู้ถึงจุดอ่อนของค่ายกลนี้แน่ ถึงไม่ให้ผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานเข้ามาที่นี่สักคน”
หลินเวยมองซ่งซานชูที่กลับมาจากด้านนอกค่ายกล สีหน้าไม่น่ามอง
ทันใดนั้นเขาก็เบิกตากว้าง
เขาเห็นอะไรกัน
ด้านหลังซ่งซานชู โจวหลี่ เจ้าสำนักชิงหยางก้าวออกมา
“เจ้าสำนัก เชิญ” ซ่งซานชูก้มศีรษะค้อมกายให้โจวหลี่อย่างนอบน้อม
โจวหลี่พยักหน้าน้อย ๆ เมื่อมาถึงเหนือค่ายกล
ปัง!!
ปราณขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดรุนแรงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ คนในค่ายกลที่ไม่สามารถทนไหวกระอักเลือดออกมาคำใหญ่
“อ๊าก…”
“อย่านะ…”
หลินเวยร้องโหยหวน เสื้อผ้าขาดวิ่น กระบี่ที่ถูกควบคุมร่วงลงกับพื้น สูญสิ้นกำลังในกาย
“จบเห่แล้ว…”
หลินเวยทนไม่ไหวอีกต่อไป กึ่งคุกเข่าทรุดลงกับพื้น