ตอนที่ 171
บทที่ 171 ผู้บำเพ็ญมารหุ่นเชิด
October 31, 2026
บทที่ 171 ผู้บำเพ็ญมารหุ่นเชิด
“อะไรนะ”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น หลินไห่ถังคล้ายได้ยินเรื่องเหลือเชื่อ จ้องสวี่หยางด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“สหายเต๋าหลิน อย่าได้ตกใจไป เจ้าได้ยินไม่ผิด ข้ามีหนทางยกเลิกข้อจำกัดของเจ้าได้”
ถึงอย่างไรเขาก็กำลังจะออกไปจากที่นี่ สวี่หยางไม่สนใจว่าจะต้องเปิดเผยความลับหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มเบื้องหลังหลินไห่ถังยังกำลังพยายามปกป้องตนเอง
หลินไห่ถังกลืนน้ำลายอึกใหญ่ “ข้อจำกัดในภวังค์จิตของข้าควบคุมจิตเทวะเอาไว้ ยากจะจัดการกับมัน นอกเสียจากจะเป็นพลังของภวังค์จิตขอบเขตจินตาน มันถึงจะค่อย ๆ คลายตรวน อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงสามวัน”
“ข้ารู้ ว่ากันตามตรง ข้าฝึกเคล็ดวิชาพิเศษที่ทำให้พลังวิญญาณของข้าเทียบได้กับผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน หรืออาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ”
สวี่หยางเอ่ยอย่างมั่นใจ
ทันใดนั้นหลินไห่ถังก็อดเอ่ยไม่ได้ “เช่นนั้น… ลองดูหน่อยก็ได้”
เขายิ้มบอก “ดูจากท่าทีของเจ้าแล้ว เหมือนจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นะ”
นางเอ่ยด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน “ข้าเต็มใจอยู่แล้ว แค่กลัวว่าข้าจะไม่สามารถคาดหวังได้มากนัก”
“เจ้าคิดแบบนั้นก็ดี บอกตามตรง ข้าเองก็ไม่เคยใช้จริง ๆ สักครั้ง ไม่อาจรับประกันได้”
หลินไห่ถังสามารถกลั่นยาให้เขาได้ เมื่อนึกถึงข้อนี้ สวี่หยางก็ตัดสินใจลองสักตั้ง
หลินไห่ถังนั่งขัดสมาธิตรงหน้าสวี่หยาง
ยามนี้นภาสลัวหม่นหมอง ค่ายกลบนฟากฟ้ายังปกคลุมทั่วเมืองเซียน ทั้งเมืองตกอยู่ในความมืดมน
ภายในโรงเตี๊ยม
สวี่หยางมองแผ่นหลังหลินไห่ถัง สูดหายใจลึกให้ผ่อนคลาย
จากนั้นจึงกำหมัด คลายมือ กำหมัด และค่อย ๆ คลายมือออก
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าดูประหม่ากว่าข้าอีก ลมหายใจของเจ้าถี่มากกว่าข้านัก” นางหัวเราะเบา ๆ
“อืม ข้ากลัวทำพลาด หากเผลอทำร้ายเจ้าขึ้นมาคงไม่ดี”
เขาบอกความจริง
“ไม่เป็นไรหรอก ทำสิ่งที่ต้องทำเถอะ ถึงอย่างไรข้าก็คงมีชีวิตอยู่ไม่ยืนยาวนัก เจ้าอาจช่วยข้าได้จริง ๆ ก็ได้”
“ตกลง”
สิ้นคำนาง เขาก็กดดันน้อยลงมาก
หลังสูดหายใจเต็มปอดสิบสามครั้ง สวี่หยางค่อย ๆ ปรับปราณและสำรวจภวังค์จิต จิตเทวะของเขาเปลี่ยนเป็นเส้นสาย ดำดิ่งลงในภวังค์จิตของหลินไห่ถัง
ปกติแล้วไม่ว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์คนใด พวกเขามักไม่เปิดเผยภวังค์จิตต่อผู้อื่นโดยง่าย
ทว่าสำหรับหลินไห่ถังแล้ว สวี่หยางเป็นความหวังสุดท้าย
โอ้โห…
หลังเข้ามาในภวังค์จิตของหลินไห่ถัง เห็นได้ชัดว่าจิตเทวะของสวี่หยางเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
และถลำลึกลงมากขึ้น
สำหรับหลินไห่ถัง ภวังค์จิตไม่ได้ซับซ้อน จิตเทวะมีอยู่บางตา ไม่นานสวี่หยางก็ค้นพบเป้าหมาย
ก้นบึ้งภวังค์จิต ปรากฏอักษรหนึ่งคล้ายยันต์พันธนาการ ด้านบนมีคำที่อ่านไม่เข้าใจถูกเผาไหม้ ลุกโชนและปลดปล่อยพลังออกมา
“ข้อจำกัด!!”
สวี่หยางเห็นได้ในทันที
เบื้องล่างข้อจำกัดคือฐานกลมที่หมุนเชื่องช้า มันถูกยึดติดกับฐานนั้น เปล่งแสงจาง ๆ ออกมาเป็นระยะ
“ฐานกลมนี้คือที่ตั้งค่ายกลพันธนาการ เป็นกุญแจสำคัญที่ควบคุมภวังค์จิตของหลินไห่ถัง!”
สวี่หยางคาดเดา
“เป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าพบสิ่งที่ควบคุมภวังค์จิตของเจ้าแล้ว กำลังเตรียมการปลดคลายมัน”
“ใช้จิตเทวะของเจ้าและค่อย ๆ ปลดคลายมัน ส่วนข้อจำกัดนั้น อย่าไปแตะต้องจะดีที่สุด”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
ด้วยจิตเทวะของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน สวี่หยางย่อมรับรู้ได้ถึงการถูกจิตเทวะนั้นพันธนาการ
มันเหมือนโซ่ตรวน เขาคือผู้ทำกุญแจที่สามารถปลดมันออกได้โดยง่าย
ฉัวะ!!
ชั่วขณะต่อมา จิตเทวะของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเส้นหนวดคมกริบ ฟันลงบนฐานสูงนั้นทันที
“โอ๊ย เจ็บ…”
หลินไห่ถังกุมศีรษะ รู้สึกถึงคลื่นความเจ็บปวดรุนแรง
เนื่องจากความเจ็บเจียนตายนี้ นางเอนหลังสิ้นท่า
“นี่มัน…”
สวี่หยางประคองนางไว้ ปลดเปลื้องฐานนั้นต่อไป มือนางจิกแขนเขาอย่างรวดร้าว กำลังพยายามอดทนอยู่
นางรู้ว่าต้องเจ็บเป็นธรรมดา หากทนไม่ไหว ท้ายที่สุดนางก็ต้องตาย
แต่นางไม่อาจตายได้ นางมีสิ่งอื่นต้องทำ
ตรงหน้านางคล้ายปรากฏภาพหมู่บ้านเล็ก ๆ บนเขา
เมื่อครั้งเยาว์วัย นางขึ้นเขากับพ่อแม่ไปเก็บสมุนไพรและฝึกวิชากับเพื่อน ๆ
หัวหน้าหมู่บ้านดูแลนางเป็นอย่างดี บอกว่านางมีความสามารถโดดเด่นและมีอนาคตยาวไกล
มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ นางเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสองได้ตั้งแต่ยังเด็ก
ทว่าวันหนึ่งเมื่อกลับจากเก็บสมุนไพร ฉากน่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏขึ้น
ใครบางคนฆ่าล้างบางทั้งหมู่บ้าน พ่อแม่นางเองก็ถูกสังหารไปด้วย
หลงเหลือเพียงกลุ่มเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับนาง
หลังจากนั้นนางถูกรับมาฝึกฝน ท้ายที่สุดจึงได้เป็นยอดบุปผาของหอสังคีตสวรรค์ เมื่อมาถึงแดนเซียนตอนเหนือและเข้าสำนักชิงหยาง นางก็กลายมาเป็นศิษย์สำนักชิงหยาง
ความปรารถนาสูงสุดของนางหาใช่การมีชีวิตอยู่ แต่เป็นการแก้แค้นต่างหาก
แก้แค้นให้พ่อแม่และชาวบ้าน
“สวี่หยาง ขอบใจเจ้ามาก”
เมื่อนึกได้ว่ามีหวังในการมีชีวิตรอดเพราะสวี่หยาง ความเชื่อมั่นก็ยิ่งทบทวี ทันใดนั้นนางก็จับแขนเขาแล้วซบศีรษะ
ด้วยระยะประชิดเพียงนี้ เขาได้กลิ่นหอมจาง ๆ จากกายนาง
“สหายเต๋าหลิน ฮึดสู้เข้าไว้”
เขาบอก “ต่อไปนี้อาจเจ็บมาก เจ้าต้องอดทนไว้”
“อืม ข้ารู้”
นางกัดฟันบอก
ไม่รู้ว่าเป็นความเก้อเขินหรือความเจ็บปวด หน้าถึงได้ขึ้นสีขนาดนี้
เข้าใจแล้วว่าบางครั้งภวังค์จิตก็สำคัญมากกว่าร่างกาย
ยามนี้หลินไห่ถังเกิดความรู้สึกประหลาดในใจ ขณะเปิดเผยภวังค์จิตต่อเขาอย่างหมดเปลือก
นางอยู่ใกล้ชิดเสียจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของเขา เมื่อจ้องเสี้ยวหน้าหล่อเหลา นางก็พลันใจเต้นระรัวไปด้วย
มันเป็นเช่นนั้นอยู่ครึ่งชั่วยามเต็ม
สวี่หยางอ่อนล้าแรงกาย
หลินไห่ถังแทบสลบเช่นกัน นอนแผ่อิดโรยอยู่กับพื้น
สวี่หยางฝืนลุกขึ้น อุ้มหลินไห่ถังขึ้นนอนบนเตียง
“สหายเต๋าหลิน พักผ่อนให้เต็มที่ การรักษานี้อาจใช้เวลาถึงสามวัน”
มันเป็นไปดังที่นางคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
เขาหันหลังไปนั่งขัดสมาธิที่เดิม
บรรยากาศยามราตรีด้านนอกยิ่งหม่นหมอง จันทร์เต็มดวงบนฟากฟ้าส่องสว่าง
เสียงแผ่วพลันดังมาจากด้านนอก
สวี่หยางแตกตื่นเมื่อใครบางคนลงมือ