ตอนที่ 784
ตอนที่785 บทสรุป(ตอนจบ)
October 28, 2026
ตอนที่85 บทสรุป
ในสัปดาห์ที่สองของการพักฟื้นที่โรงพยาบาลร่างกายของดราณีค่อยๆดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชนัยจัดการเรื่องต่างๆเพื่อเตรียมตัวออกจากโรงพยาบาล แม้ว่าที่โรงพยาบาลจะมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันเพียงใด แต่ก็เทียบกับที่บ้านไม่ได้แม้แต่น้อย
ก่อนกลับปรัณยังย้ำแล้วย้ำอีกว่า ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ มีอะไรให้รีบติดต่อเขาทันที แต่ชนัยกลับยกมือขึ้นแสดงการรับรู้อย่างเสียไม่ได้ เพราะในใจของชนัยเองก็กำลังวางแผนการใหญ่อยู่
หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วดราณีก็ย้ายเข้ามาอยู่ที่คฤหาสน์ของชนัย หล่อนไม่มีญาติที่ไหนในเมืองJ บ้านของป้ากับลุงจะพักอยู่นานก็ไม่ได้
เพราะชายชราเขาอนุญาต เขาจึงหยุดปล่อยข่าวเชิงชู้สาว เกวลินหลังจากรู้ข่าวก็ดีใจจนน้ำตาไหลทีเดียว
เพราะคำแถลงในงานประกาศรางวัลครั้งก่อน บวกกับท่าทีในพักหลังๆของหล่อน ทำให้ความนิยมในตัวหล่อนเพิ่มขึ้น แต่ไม่รู้เพราะว่าหล่อนเคยได้ผ่านความเป็นความตายมาครั้งหนึ่งแล้วหรือย่างไรทำให้รู้สึกปลงกับเรื่องพวกนี้เสียแล้ว
เวลานี้เองที่คณิตเดินเข้ามาบอกข่าวกับเธอ มองหล่อนที่นั่งก้มหน้าเช็ดน้ำตาในห้องแต่งหน้า จู่ๆก็เกิดความสะใจขึ้นมา เรื่องนี้สำหรับหล่อนหากทำให้จบเสียตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร อย่างน้อยก็ทำให้หล่อนกลายที่สนใจของผู้คนอย่างคาดไม่ถึงและทำให้หล่อนเข้าใจในสัจธรรมของชีวิตคนเราบ้าง
ถึงแม้จะเป็นแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เมื่อมองเกวลินที่อยู่ตรงหน้านี้ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป
เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากภายในจิตใจ และหวังว่าหล่อนจะเป็นแบบนี้ตลอดไป
ทางด้านมหาวิทยาลัยของดราณีนั้น ชนัยก็ได้ไปพบกับคณบดีมหาวิทยาลัย พูดคุยเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นและลาป่วยให้หล่อน การบาดเจ็บครั้งนี้ถือว่าไม่น้อย โดยเฉพาะช่วงท้องที่โดนน้ำร้อนลวกนั้น อาจจะต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ยังดีที่ดราณีเข้มแข็ง แม้จะเห็นแผลเป็นที่แสนน่าเกลียด แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบในการดำเนินชีวิตประจำวันของหล่อนแต่อย่างใด
หล่อนกำหนดวันที่จะไปหาหมอปรัณเพื่อจัดการกับแผลเป็นของหล่อนแล้ว โรงพยาบาลประจำตระกูลของหมอปรัณนั้นคงไม่ต้องกังวลเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือและเทคนิคหากแต่ต้องใช้เวลาเท่านั้น
ชนัยเฝ้ามองร่างกายของหล่อนที่ดีวันดีคืน เขาจึงวางแผนอะไรบางอย่าง
วันหนึ่งหลังเลิกงานเขาบอกดราณีว่ามีงานเลี้ยงสังสรรต่อ แต่ความจริงแล้วเขาได้นัดเพื่อนสนิทหลายคนมาพูดคุยที่มูตี้คลับ
หลังจากที่ทุกคนมาครบแล้ว เขาก็ไม่อ้อมค้อม ถามทุกคนว่า" วันนี้ในสัปดาห์หน้าทุกคนว่างมั้ย ผมจะขอผู้หญิงแต่งงาน"
ทุกคนต่างตกตะลึง "!???"
คนที่มีปฏิกิริยาคนแรกยังคงเป็นเตชิต "เมื่อกี้แกว่าอะไรนะ"
"ขอแต่งงานไง ผมอยู่กับดราณีมาตั้งนาน ผ่านเรื่องราวต่างๆด้วยกันมามากมาย ก็ควรจะขอเธอแต่งงานได้แล้วนะ"
ไม่มีใครพูดอะไร สุดท้ายก็เป็นปรัณที่ขัดขึ้นมา "ค่อยๆเป็นค่อยๆไป พวกแกอ่ะยังอยู่ในช่วงโปรโมชั่น ยังเร็วไปที่จะมาพูดเรื่องแต่งงแต่งงานอะไรตอนนี้"
"ช้าไม่ได้ ไม่ง่ายเลยกว่าชายชรานั่นจะยอมรับ เกิดคุณปู่กลับคำขึ้นมาจะทำอย่างไร ผมจะต้องรีบฉวยโอกาสนี้ขอเธอแต่งงานจดทะเบียนให้เสร็จเรียบร้อย เรียกว่าจัดการทุกอย่างทีเดียวอย่างละเอียดรอบคอบ
"แกคิดแล้วเหรอว่าจะขอเธอแต่งงานยังไง"
"คิดแล้ว บนเรือยอร์ช ถึงเวลาทุกคนมาพร้อมหน้า ผมคิดแล้วว่าจะตกแต่งอย่างไร"
"แล้วครอบครัวของดราณีล่ะ คุณปู่แกเขายอมรับแล้วก็จริงแต่ทางนั้นเขายอมรับด้วยหรือเปล่า"
ประโยคนี้ถือว่าถามได้ตรงจุดที่สุด ชนัยเกือบจะพูดไม่ออก อึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะโบกไม้โบกมือ" ไม่สนล่ะ ผมจะขอเธอแต่งงานก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน"
มาถึงขนาดนี้แล้วทุกคนต่างก็ดูออกว่าเขาร้อนใจมากขนาดไหน ยังไงเสียก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ขอแค่เขาเข้าใจดีก็พอ คนนอกจะพูดอะไรมากก็ไม่ได้
สิ่งที่คนเป็นเพื่อนจะช่วยได้ก็คือ เมื่อเพื่อนจะขอสาวแต่งงาน ก็ต้องไปร่วมเหตุการณ์ด้วย
ไม่มีใครคิดจะขัดขวางเพียงแค่อยากจะเตือนสติเขาในบางเรื่องเท่านั้น
ในเรื่องนี้ เตชิตถือว่าเป็นแม่งานใหญ่พวกเขาพูดคุยหารือกันอยู่จนถึงห้าทุ่มถึงแยกย้ายกันกลับ
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ ดราณีก็หลับไปเสียแล้ว ชนัยผลักประตูเข้ามองเห็นเงาของร่างบางนอนอยู่บนเตียง ในใจก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นขึ้นมาทันที การที่เรากลับมาบ้านแล้วได้พบคนที่เรารักนี่มันช่างดีเหลือเกิน
และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ชนัยมั่นใจที่จะขอหล่อนแต่งงานให้ได้
สำหรับพ่อแม่ของหล่อนนั้น เขาต้องไปหาพวกท่านแน่นอน เขาจะใช้ความจริงใจเอาชนะใจพวกท่านให้ได้
สำหรับดราณีนั้นไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่ชนัยกำลังคิดจะทำอยู่เลย เพราะหน้าที่ของหล่อนตอนนี้คือรักษาตัวให้กลับมาปกติโดยเร็ว
แต่ช่วงหลายวันมานี้ ชนัยกลับบ้านค่อนข้างช้าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน ไม่ใช่ว่าหล่อนไม่ถามเขา แต่คำตอบที่ได้จากเขาคือ มีงานเก่าที่ค้างอยู่ช่วงที่เขาอยู่โรงพยาบาลเยอะ จึงต้องรีบจัดการให้เสร็จทำให้ต้องเลิกงานช้า
เหตุผลนี้ทำให้ดราณีเชื่อใจเขา และรู้ว่าเขางานยุ่งมากขนาดไหน
ดังนั้นเวลาจึงผ่านไปแบบนี้หนึ่งสัปดาห์ สองวันก่อนที่ดราณีจะกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ชนัยก็ชวนหล่อนไปทะเลเพื่อผ่อนคลายก่อนไปโรงเรียน
ดราณีที่อยู่บ้านมานานก็รู้สึกเบื่อๆจึงไม่ได้สงสัยอะไรรีบตอบตกลงเขาในทันที
เวลาหนึ่งทุ่มวันนั้น ชนัยขับรถมาถึงท่าเรือ เรือยอร์ชหรูหราลอยจอดเทียบท่าอยู่ ดราณีสวมโค้ทวูลตัวยาวสีบลูแซปไฟร์ รองเท้าบูทหนังสีดำส้นหนา ด้านในสวมชุดเดรสลูกไม้แขนยาวสีดำ มองดูแล้วสวยกว่าปกติ
ยิ่งเข้าใกล้เรือยอร์ชมากขึ้นเท่าไหร่ในใจของหล่อนก็รู้สึกว้าวุ่นขึ้นเท่านั้น
มองท้องฟ้าไกลๆที่ค่อยๆมืดลง ก้อนเมฆก้อนใหญ่ถูกฉาบด้วยสีส้มแดง หัวใจค่อยๆเต้นแรงขึ้น
ในขณะที่หล่อนก้าวขึ้นเรือนั้น ไม่รู้ว่าชนัยไปเอาผ้าสีขาวเส้นยาวมาจากไหนผูกไว้ที่ตาของหล่อน
ภาพเบื้องหน้าถูกบดบังไว้ ดราณียกมือขึ้นเพื่อที่จะดึงผ้าผืนนั้นออก แต่ถูกชนัยห้ามไว้ "อย่าขยับ"
ได้ยินเสียงคุ้นเคยนั้นทำให้หล่อนรู้สึกสบายใจขึ้น "คุณจะทำอะไร"
"เดี๋ยวคุณก็รู้" ชนัยไม่ยอมบอกหล่อนตรงๆ แต่จูงมือหล่อนเดินไปนั่งลงที่บนโซฟา
ในเวลาเดียวกันนั้นเองเพื่อนๆที่แอบอยู่ตามซอกมุมต่างๆของเรือก็ค่อยออกมารวมตัวกันที่ดาดฟ้าเรือชั้นบน
เรือยอร์ชออกตัว คนบนเรือเองก็ไม่รู้มาก่อนว่าจะมีเทียนวางเป็นรูปหัวใจดวงใหญ่ ชั้นบนและล่างที่มีราวบันไดถูกผูกด้วยลูกโป่งสีขาวชมพู และในหัวใจดวงใหญ่นั้นถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบสีโอลโรสและชมพู
เรือยอร์ชค่อยๆพุ่งทะยานออกไปข้างหน้า จนกระทั่งห่างออกจากฝั่งมาไกลมากแล้วจึงหยุดลง
ชนัยก้าวเข้าไป ใช้ไม้ขีดไฟจุดเทียนให้สว่างขึ้น มองดูเทียนที่สว่างวาบขึ้นมาทำให้เขาเริ่มรู้สึกตื่นเต้น
ทุกอย่างเขาวางแผนและเตรียมการมาอย่างดี ชนัยสูดหายใจเข้าลึกๆ เดินไปที่ด้านหน้าโซฟาแล้วจูงมือดราณีค่อยๆเดินอย่างระมัดระวังเข้าไปด้านในรูปหัวใจนั้น
ชนัยปล่อยมือหล่อน เขายืนอยู่ด้านนอก หายใจเข้าลึกๆสองครั้ง แล้วเขาจึงเอ่ยปากว่า"ดึงผ้าออกได้แล้ว"
ดราณีแทบจะอดทนรอไม่ไหวแล้ว รีบยกมือขึ้นดึงผ้าที่ปิดตาอยู่ออก เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าชัดๆกลับอึ้งจนพูดไม่ออก
แสงสว่างจากแสงเทียนล้อมรอบตัวของหล่อนไว้ เรือยอร์ชเองก็เหมือนจะเปลี่ยนสีชมพูอ่อนๆ หล่อนมองไปที่ลูกโป่ง กลีบกุหลาบและโต๊ะที่ปูด้วยผ้าสีขาวที่อยู่ไม่ไกล แชมเปญที่แช่อยู่ในถังน้ำแข็ง ซาบซึ้งตื้นตัน ดีใจ หัวใจเต้นรัวแรง ทั้งหมดนี่ไม่อาจบรรยายความรู้สึกทั้งหมดตอนนี้ของเธอได้
มิน่าละช่วงนี้เขาถึงกลับบ้านดึกดื่นแทบจะทุกวัน ที่แท้เขา… ดราณีน้ำตารื่นขอบตาแดงกล่ำ มองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยรอบๆข้างทำให้หล่อนพูดอะไรไม่ออก
ที่สิ่งที่จะทำให้หล่อนตกใจคือ วินาทีต่อจากนี้ ชนัยหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกจากกระเป๋ามาอ่าน "ดราณีวันนี้เป็นวันที่125ที่เราคบกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาสั้นๆ แต่สำหรับผมแล้วมันเหมือนผ่านมาเป็นศตวรรษ ตั้งแต่วินาที่ที่ผมได้พบกับคุณผมก็รู้ทันทีว่าคุณคือคนพิเศษสำหรับผม ถึงแม้ว่ามันจะเริ่มต้นได้ไม่สวยงามนักแต่ช่วงเวลศที่เราอยู่ด้วยกันนั้นคุณทำให้ผมเชื่อว่ายังมีความรักที่บริสุทธิ์จริงใจอยู่บนโลกใบนี้จริง"
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ชนัยที่เดิมทีนั้นไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนักกลับมีน้ำเสียงสั่นๆ เขาไม่หยุดไม่ได้ จึงค่อยๆปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติแล้วอ่านต่อไป
"เมื่อก่อนผมไม่เคยเชื่อว่าผมจะรักใครได้ และก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องแต่งงาน แต่เพราะคุณทำให้ผมรอคอยชีวิตในอนาคตข้างหน้า คุณมักจะพูดเป็นประจำว่าคุณเป็นแค่คนธรรมดาคนนึง เหมือนอยู่คนละโลกกับผม แต่สำหรับผมแล้วคุณเปรียบเสมือนแสงแรกที่สาดส่องมาที่โลกของผม ถ้าไม่มีคุณผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร ดังนั้นวันนี้ ผมจึงอยากจะขอคุณแต่งงานอย่างจริงจัง คุณ..จะแต่งงานกับผมมั้ย"
คำพูดแบบนี้ ในสถานที่แบบนี้ แม้แต่ในความฝันหล่อนก็เคยได้คิดได้ฝันเลย ผืนน้ำที่อยู่ไกลออกไปดูเหมือนจะเลือนลางขึ้นมา
แต่ทุกสิ่งตรงหน้าหล่อนมันคือความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว