*** ทักทายคร้า ไปสนุกกันต่อเลยจ้า ***

ย่านชุมชนที่แออัดในเมืองหลวงอย่างเบอร์ลิน ในยามค่ำคืนเงียบสงบ ตึกปลูกเรียงรายตลอดสองข้างทาง ความสูงทอดตัวยาวเป็นเงาดำมืด คล้ายอำพรางความชั่วร้ายไว้ข้างใน ด้านหลังของตึกแถวเป็นโกดังร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดมานาน แต่วันนี้ชายฉกรรจ์สวมชุดดำ มีหมวกปิดบังใบหน้าสี่คน ยืนอยู่ข้างรถยุโรปสีดำคันใหญ่เหมือนกำลังรอใครสักคน

“มาแล้วครับ...” คนที่ยืนใกล้ประตูรถก้มบอกคนที่นั่งรออยู่ข้างใน แสงไฟหน้ารถที่วิ่งมาหรี่ลงก่อนจะจอดนิ่งอยู่ด้านหน้า ไม่นานร่างผอมสูงของไซม่อนหัวหน้าแผนกวิจัยของจีเอ็มโอกรุ๊ป ก้าวลงมาด้วยท่าทีร้อนรน คนในรถกดปุ่มกระจกเลื่อนลงเมื่อไซม่อนเดินเข้าไปใกล้

“ได้ของมาไหม...” ชายร่างใหญ่ปิดบังใบหน้าเอ่ยถามด้วยท่าทีเรียบเฉย ไซม่อนยกมือปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก สายตาจับจ้องดวงตาแข็งกระด้างดุดันของคนถามอย่างหวั่นๆ

“ไม่มีของแต่มีข่าวมาบอก...” แม้จะไม่พอใจกับคำตอบ แต่ร่างใหญ่ก็ยังนิ่งสงบและเยือกเย็นดุจเดิม ไซม่อนกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ความหวาดกลัวเกาะกินใจจนยืนแทบไม่อยู่

“ว่ามา...”

“จีเอ็มแท็ค-วัน ไม่ใช่สไนเปอร์ที่ดีที่สุดของพวกมัน ตอนนี้พวกมันผลิตอายุต้นแบบที่มีอานุภาพร้ายแรงกว่าหลายเท่า อาทิตย์หน้าพวกมันจะทดสอบที่สนามยิงปืนแถบชานเมือง ผมเลยเอาข่าวมาบอกเผื่อเป็นทางเลือกให้ท่านได้...” คนในรถเงียบไปชั่วครู่อย่างแปลกใจเล็กน้อย เพราะแหล่งข่าวบอกเพียงว่าต้องการ จีเอ็มแท็ค-วัน ไปใช้ทำงานบางอย่าง คนที่อยากได้ต้องทุ่มเงินมาหาศาลเพื่อซื้อสายในหน่วยงานของจีเอ็มโอ เพราะอาวุธปืนทรงประสิทธิภาพ ทางเจ้าของจะไม่เสนอขาย ถ้าอยากได้ก็ต้องโจรกรรมเท่านั้น

“จัดการตามแผนเดิม มันทดสอบเสร็จเมื่อไหร่นายหาทางเอามาให้ฉันทันที...”

“ครับ...ครับ...” ไซม่อนบอกอย่างกลัวๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเงินที่พวกมันเสนอ เขาคงไม่ทำผิดกับองค์กรแบบนี้ “ผม...เอ่อ...อยากได้ค่าจ้างงวดแรก...” ไซม่อนบอกไม่เต็มเสียง แต่ก็ทำให้คนในรถกระตุกริมฝีปากในเงามืด มือหนาในถุงมือหนังสีดำกำเข้าหากันแน่นอย่างไม่พอใจ แต่ไซม่อนไม่มีโอกาสได้เห็น

“พรุ่งนี้นายไปรับที่ร้านกาแฟเบลคอฟฟี่ตอนบ่ายสามโมง ฉันจะให้คนเอาไปให้...” สิ้นเสียงกระจกรถก็เลื่อนปิดสนิทเพื่อตัดการสนทนา ชายฉกรรจ์ที่ยืนข้างรถรีบเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถและขับออกไปทันที ราวไม่ต้องการให้ใครรู้ใครเห็น ไซม่อนยกมือขึ้นปาดเหงื่อ มองไฟท้ายรถที่วิ่งห่างออกไปและหายไปกับความมืด

“ฟู่ว…” ไซม่อนเป่าลมออกจากปากคล้ายโล่งอกโล่งใจ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถและขับออกไป พอเลี้ยวรถเข้าสู่ถนนสายหลัก แสงไฟจากรถที่วิ่งผ่านหน้าไป ทำให้ไซม่อนมองเห็นไม่ถนัด แต่คนที่นั่งอยู่เบาะด้านหน้าของรถที่วิ่งผ่านไปรู้สึกคุ้นตาจนต้องมองกระจกหลังดูอีกครั้ง

“มีอะไรวินสตัน...” เดฟเดวิทถามเมื่อเห็นความผิดปกติของลูกน้องคนสนิท วินสตันเอี้ยวตัวไปสบตาเจ้านายหนุ่ม

“รถที่เราผ่านเมื่อกี้ ผมจำได้ว่าเป็นรถคุณไซม่อนครับบอส...”

“หมอนั่นอาจจะมาธุระแถวนี้ก็ได้...” เดฟเดวิทบอกก่อนจะเอนหลังพิงกับเบาะ “สืบหาคนที่ไล่ล่าเราให้เร็วที่สุด มันกล้าไล่ยิงเรากลางถนนแบบนั้นแสดงว่าคนที่สั่งมันมาบิ๊กพอดู…” เดฟเดวิทสั่งงานไม่ทันจบเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น พอเห็นเบอร์ที่โชว์อยู่บนจอก็กดรับทันที

“หวัดดีชาวไร่ผู้ยิ่งใหญ่ โทรมาดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้แม่มดไปนอนห้องลูกหรือไง...” เดฟเดวิทหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงคนปลายสายคำรามในลำคอ

“กวนประสาทแบบนี้ น่าจะถูกยิงถล่มให้หนักกว่านี้ แล้วเป็นไงนายปลอดภัยใช่ไหม...” ลาห์มานอฟเอ่ยถามมาตามสาย แต่ความห่วงใยในน้ำเสียงเดฟเดวิทสามารถรับรู้ได้โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องเอ่ยถาม

“ปืนในตลาดมืดพวกนั้นทำอะไรฉันไม่ได้หรอก แต่ก็ขอบใจที่เป็นห่วง…”

“สงสัยใครบ้าง...”

เดฟเดวิทครุ่นคิดกับคำถามที่มืดแปดด้าน ธุรกิจที่ทำก็สร้างศัตรูไม่น้อยอยู่แล้ว และกองกำลังผิดกฎหมายหลายกลุ่มก็โกรธแค้นที่เขาไม่ยอมขายอาวุธให้ บางทีพวกมันอาจแค้นจนต้องลงมือ

“ฉันอาจจะหน้าตาดีกว่าพ่อของมัน จนมันรับไม่ได้ก็เลยอยากเก็บฉันมั้ง...” เดฟเดวิทพูดติดตลกเพื่อให้คนปลายสายคลายกังวล

ฉันว่าปัญหาต่อไปของนาย คงเป็นเรื่องจลาจลในคาลัสกัส ยิ่งยืดเยื้อชีคอาหมัดคงต้องสั่งซื้ออาวุธไปใช้เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง...”

“ฉันไม่มีวันขายอาวุธให้มันเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์แน่...” เดฟบอกแววตาแข็งกร้าวอย่างโกรธแค้น ภาพข่าวชาวเมืองร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอยู่กับกลุ่มควัน ที่เพิ่งผ่านตาไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงลอยเข้ามาในหัว

“นั่นคือปณิธานของจีเอ็มโอ แต่นายอย่าลืมว่าคนที่สนับสนุนชีคอาหมัดยังอยู่ในอำนาจ จาซิเยฟคงไม่นิ่งดูดายเมื่อหลานชายเดือดร้อน...”

เดฟเดวิทบอกเสียงลอดไรฟัน แววตาคมดุดันน่ากลัว

รัฐคาร์ซาเลม ในประเทศโอมาน

อัลซาอี อิดฟาฮิม อยู่ในชุดโด๊ปสีขาวปักดิ้นทองอย่างประณีต ยืนทอดสายตามองผ่านบานกระจกใส ไปยังนายทหารสังกัดหน่วยรบพิเศษ ที่ยืนประจำการตามจุดต่างๆ อย่างเข้มแข็ง ใบหน้ายับย่นปกคลุมด้วยหนวดเครายาวเยือกเย็น

เรียกความสนใจสุลต่านซาเย็ดเซม

“นายพลกาเบรียนขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ...”

ดวงตายับย่นไหวระริกพร้อมกับริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มน้อยๆ อย่างยินดี ทหารองครักษ์เดินไปเปิดประตูให้ร่างสูงสง่าในชุดพรางทหารสีเขียวเข้มเดินเข้ามา

นายพลกาเบรียนตบเท้ายืดอกและโค้งคำนับประมุขของรัฐดุจนายทหารองครักษ์คนอื่นๆ สุลต่านซาเย็ดเซม มองร่างสูงสง่าน่าเกรงขามของบุตรชายอย่างภาคภูมิใจ หลายปีที่กาเบรียนได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท ผู้มีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งผู้ปกครองรัฐ องค์รัชทายาทก็ได้พิสูจน์ตัวเองจนเป็นที่ยอมรับจากทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นไหวพริบในเชิงธุรกิจ การบริหารและความสามารถในการสู้รบ ทำให้พระองค์หมดห่วงและพร้อมจะสละอำนาจการปกครอง ให้ไปอยู่ในมือคนรุ่นใหม่ แต่สถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านอย่างคาลัสกัสทำให้พระองค์เป็นกังวล

“เสด็จพ่อมีเรื่องกังวลพระทัยใช่ไหมพะยะค่ะ...”

ชีคอาหมัดเป็นคนรุ่นใหม่มองผลกำไรมากว่าความเป็นอยู่ของคนในชาติ...” เสียงแหบพร่าของสุลต่านชราผู้มากด้วยประสบการณ์ บ่งบอกถึงความไม่สบายใจ

สายของเราที่แฝงตัวอยู่ที่นั่นรายงานว่าตัวแทนสภาสูงของดาลัสกัส เริ่มไม่พอใจและรวมตัวกันลับๆ เพื่อช่วยเหลือชาวเมือง...” ข่าวที่บุตรชายรายงาน เรียกเสียงถอนพระทัยของสุลต่านซาเย็ดเซมเบาๆ

หากผู้นำประเทศไม่สร้างรอยร้าวพวกนี้ กลุ่มคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง จะไม่เป็นอุปสรรคของการดำรงไว้ซึ่งความรักความสามัคคีของคนในชาติ จำไว้นะกาเบรียนชาวเมืองทุกคนคือพี่น้องของเรา อย่าปล่อยให้เขาหิว อย่านำพาพวกเขาเข้าสู่ความทุกข์ระทมของสงคราม เพราะเสียงเล็กๆ

“ลูกจะจำใส่หัวใจไปตลอดชีวิตพะยะค่ะ...”

“ดีมากลูกรัก พ่อหวังว่าเจ้าจะเป็นสุลต่านที่เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรมและคุณงามความดี...”

กาเบรียนลุกขึ้นยืนและโค้งคำนับแทนการรับคำ

“เสด็จพ่อจะไม่ผิดหวังในตัวลูก...”

สุลต่านซาเย็ดเซมหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความสุขและหมดห่วง

“ได้เวลาเสด็จกลับวังหลวงแล้วพะยะค่ะ...”

“อาทิตย์หน้าพ่อจะไปเยี่ยมชาวเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ และไปเยี่ยมศูนย์อพยพด้วย...”

กาเบรียนถึงกับหน้าเครียดด้วยความเป็นห่วงบิดา เพราะระยะทางที่จะไปสุ่มเสี่ยงถูกลอบสังหารเป็นที่สุด

“แต่มันอันตรายเกินไปพะยะค่ะ ขอหน้าที่นี้เป็นของลูกจะดีกว่า...”

“พระเจ้าเป็นเจ้าของลมหายใจของเรา ถ้าพระองค์มีพระประสงค์ใครก็ฝืนไม่ได้เจ้าอย่ากังวลไปเลยกาเบรียน...”

Bình Luận ()

0/255