*** ทักทายคร้า ***

จัตุรัสดาลัส กลางเมืองดาลัสกัส

ท่ามกลางเปลวแดดอันร้อนระอุ จัตรัสกลางเมืองหลวงเต็มไปด้วยประชาชนที่ร่วมใจกันออกมาเรียกร้องให้ชีคอาหมัด ปิดสัมปทานบ่อน้ำมันในรัฐที่เหลือเพียงไม่กี่แห่ง เพื่อให้บริษัทเอกชนที่เป็นเชื้อสายของชาวดาลัสกัสเข้าไปบริหาร เสียงโห่ร้องและยื่นข้อเสนอผ่านเครื่องกระจายเสียงดังไปทั่วบริเวณ อากาศยิ่งร้อนชาวเมืองต่างออกมาชุมชนมากขึ้นเรื่อยๆ ทหารภายใต้การนำของนายพลยัสซินต่างยืนตามจุดต่างๆ เพื่อดูแลความเรียบร้อย แต่สีหน้าและแววตาของทหารทุกนาย มองพี่น้องร่วมชาติด้วยสีหน้าวิตกกังวล

“พวกเราจะไม่ยอมให้ชาวต่างชาติ เป็นเจ้าของสมบัติของชาติเราเด็ดขาด บ่อน้ำมันจะต้องอยู่กับลูกหลานของดาลัสกัสเท่านั้น ขอให้องค์อาหมัดยกเลิกสัญญานั่นเสีย...” เสียงผู้นำฝ่ายเรียกร้องประกาศก้องหน้าเวที ทำให้คนที่นั่งประชุมอยู่ในห้องหน้าเครียด เพราะการปะทะรายวันทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก และผู้ร่วมชุมนุมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนหัวหน้าคุมสถานการณ์อย่างนายพลยัสซินไม่สบายใจ จึงขอประชุมสภาสูงของรัฐอย่างเร่งด่วน

“มันคิดว่ามันเป็นใครถึงมาสั่งคนอย่างฉัน…” องค์อาหมัดนั่งหัวโต๊ะในฐานะประธานการประชุมลุกขึ้นทุบกำปั้นลงบนโต๊ะอย่างโมโห “นายพลยัสซินเตรียมทหารให้พร้อม ถ้าพวกมันไม่เลิกฉันจะจัดการขั้นเด็ดขาดในบ่ายวันนี้...”

“ไม่ได้นะครับชีค เพราะคนพวกนั้นคือพี่น้องของเรา...” เสียงแหบพร่าของนายพลยัสซินเอ่ยคัดค้าน เจ้าหน้าที่สภาสูงหลายคนต่างก็ยกมือสนับสนุนนายพลชรา ทำให้ชีคอาหมัดหน้าแดงก่ำแววตาลุกวาวอย่างไม่พอใจ สายตาแข็งกร้าวกวาดมองทุกคนในห้องประชุม ก่อนจะไปหยุดที่เซกีองครักษ์คนสนิท

“คนที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศ ฉันไม่ถือว่ามันเป็นพี่น้องร่วมชาติ การพัฒนาประเทศต้องอาศัยเทคโนโลยีหลายอย่างซึ่งเราไม่มี แต่พวกมันไม่เคยเข้าใจ...” ชีคอาหมัดบอกอย่างดุดัน ร่างใหญ่เดินไปหยุดกลางหน้าต่างใสบานใหญ่ สายตามองชาวเมืองเรือนแสนที่นั่งชุมนุมกลางแสงแดดร้อนระอุ

“พวกเขาไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่ต้องการปกป้องสมบัติของชาติต่างหากชีค การให้ต่างชาติถือครองสิทธิ์บ่อน้ำมัน จะทำให้พวกเราล่มสลายผู้คนอดอยาก เพราะเม็ดเงินมหาศาลถูกพวกเขาขนออกนอกประเทศจนหมด บรรพบุรุษเราทุกยุดทุกสมัยสอนเสมอว่าน้ำมัน ประปาและไฟฟ้าห้ามตกอยู่ในมือของชาวต่างชาติเด็ดขาดเพราะคนที่จะเดือดร้อนคือประชาชนหาเช้ากินค่ำ ซึ่งข้อนี้ทุกคนรู้ดี...”

“นั่นมันสมัยคุณปู่แล้วท่านนายพล สมัยนี้ถ้าเรามีเงินจะซื้ออะไรก็ได้...”

“ข้อนั้นสำหรับนายทุนท่านชีคแต่ไม่ใช่สำหรับชาวเมือง ความเหลื่อมล้ำทางสังคมกำลังแผ่ขนาดไปทั่วหัวระแหง คนรวยรวยล้นฟ้า คนจนจนแทบไม่มีกินชีครู้บ้างหรือเปล่า...”

ชีคอาหมัดมองหน้านายพลชราคนเก่าแก่ของบิดาอย่างเคียดแค้น

“นั่นไม่ใช่หน้าที่ของท่านนายพล พวกมันขี้เกียจสันหลังยาว ยอมอดแต่ไม่ยอมงอเองต่างหาก...”

“ไม่เลยชีค พวกเขาทำงานแทบไม่ได้หยุด แต่ค่าแรงที่ได้ถูกหักไปจนแทบไม่เหลือ พวกเขาถึงออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม และวันนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ชีคจะต้องทำเพื่อพวกเขา…” นายพลยัสซินกล่าวเตือนสติชีคหนุ่มด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น หลายคนต่างมองนายพลชราผู้จงรักภักดีอย่างชื่นชม

ข้าถามคำเดียวนายพลยัสซิน ท่านจะนำกำลังไปจัดการกับพวกมันหรือไม่...” ชีคอาหมัดเดินไปก้าวแขนกับโต๊ะ สายตาแข็งกร้าวมองนายพลชราอย่างรอคำตอบ ห้องทั้งห้องเงียบสนิทเพื่อรอการตัดสินใจของผู้กุมกำลังทหารในมืออย่างใจจดจ่อ ร่างสูงสง่าในชุดทหารเต็มยศเดินไปตบเท้าตรงหน้าประมุขของรัฐ

“ผมขอลาออกจากผู้บัญชาการกองทัพของดาลัสกัส ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป...”

ชีคอาหมัดมองเหรียญบนโต๊ะแล้วกระตุกยิ้มที่มุมปาก

“ท่านนายพลครับ อย่าทำแบบนี้นะครับ...” หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน นายพลชราหันไปยิ้มให้กับผู้ร่วมประชุมก่อนจะเดินออกจากห้องอย่างสง่างาม

“แล้วเราจะได้เห็นดีกันนายพลยัสซิน...” ชีคอาหมัดพึมพำเบาๆ แววตาแดงก่ำมองประตูที่ปิดตัวลงนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคนต่างมีสีหน้าวิตกกังวล ความเลวร้ายของสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มส่อเค้ารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

จัดการสลายการชุมนุมเดี๋ยวนี้...” คนที่ถูกเอ่ยนามยังคงยืนแข็งทื่ออยู่หน้าห้อง แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อต้องเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์

ร่างสูงใหญ่ของผู้พันหนุ่มลูกน้องคนสนิทของนายพลยัสซิน

การกระทำของคนทั้งสองสร้างรอยแค้นให้กับชีคอาหมัดเกินจะทน ใบหน้าแดงก่ำจึงหันไปมองทหารคนสนิท ไม่ต้องรอให้นายเหนือหัวสั่งเป็นคำพูด

ตัสนีมเดินออกจากห้องประชุมตรงไปที่ห้องทำงานของนายพลยัสซิน เพื่ออารักขาและบอกถึงคำสั่งสุดท้ายของชีคอาหมัด นายพลชรายืนมองชาวเมืองที่นั่งตากแดดร้อนและเรียกร้องอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

“ท่านนายพลครับ...”

นายพลยัสซินละสายตาจากชาวเมืองไปมองลูกน้องคนสนิท แล้วคลายมือที่กอดอกวางลงข้างตัว สายตายับย่นมองป้ายประจำตำแหน่งที่หายไปอย่างตกใจ

“ทำไมทำแบบนี้ตัสนีม...”

“เหตุผลข้อเดียวกับท่านคือพี่น้องของเราต้องเจ็บไม่ได้ครับ...”

นายพลชรายิ้มวางมือลงบนไหล่หนาและบีบเบาๆ อย่างภูมิใจ ไม่เสียแรงที่สั่งสอนทุกอย่างจริงๆ

“เราต้องรีบไปเตือนพวกชาวเมืองนะครับ ชีคอาหมัดให้เซกีนำทหารพร้อมอาวุธหนักสลายการชุมนุมภายในหนึ่งชั่วโมง…”

“รวบรวมคนของเราแฝงกายเข้าไปบอกพวกเขาเร็วที่สุดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

ตัสนีมโค้งรับคำสั่งแล้วถอดเสื้อพรางทหารออกจากตัว ทหารที่ยืนอารักขาอยู่หน้าห้องมองนายพลทหารอย่าง.

พร้อมกับทหารอารักขาสี่นายที่ยังคงจงรักภักดี

“เราต้องรีบไปครับท่านนายพลเพื่อความปลอดภัย...” นายทหารคนหนึ่งเอ่ยเตือนเมื่อเห็นนายพลยัสซินหยุดเดิน แล้วหันไปมองผู้คนที่ยืนตะโกนร้องอยู่กลางถนน สายตายับย่นมองรถทหารที่วิ่งตรงไปยังกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมอย่างกังวล

“ฉันจะไม่ทิ้งพวกเขาต้องตายอยู่ข้างหลัง เราต้องกลับไปช่วยพวกเขา...” พูดจบนายพลชราก็วิ่งกลับไป ชาวเมืองเห็นท่านนายพลผู้เมตตาต่างโห่ร้องอย่างดีใจ

“ท่านนายพล...โอ้ขอบคุณพระเจ้าที่ท่านให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของเรา...” หัวหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมคุกเข่าตรงหน้าแล้วจับมือยับย่นไปวางบนศีรษะ

หัวหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมถึงกับผละ ทหารที่ยืนอยู่รอบๆ เริ่มดูหนาตาขึ้น ตัสนีมและทหารอาสาวิ่งเข้าไปส่งสารให้ทุกคนบอกกล่าวกันปากต่อปาก หลายคนเริ่มทยอยออกไป

เราจะปลูกดอกไม้แห่งศรัทธาเพื่อลูกหลานของเรา เราต้องลุกขึ้นสู้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายเพียงใดก็ตาม แต่เวลานี้ทุกคนต้องรีบออกจากที่นี่ ทหารกำลังจะยิงแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม...” คำพูดปลุกใจของนายพลยัสซินสั้นกระชับ เรียบง่ายทว่ายังกึกก้องในใจของชาวเมืองไม่รู้จบ

Bình Luận ()

0/255