*** ลอบสังหาร ***

ห้องประชุมเล็กในค่ายทหารเหยี่ยวเวหา นายทหารระดับสูงกำลังนั่งประชุมกันด้วยใบหน้าเคร่งเครียด นายพลกาเบรียนในฐานะประธานการประชุมนั่งเก้าอี้หัวโต๊ะ ใบหน้าคมเครียดขรึมจนยากจะเดาใจว่าคิดอะไรอยู่ แต่ทุกคนเชื่อว่าแผนการอารักขาต่างๆ ถูกเตรียมพร้อมไว้แล้ว

“ทหารตรวจค้นรถทุกคันแล้วครับท่านนายพล แต่ก็ไม่มีวี่แวว จีเอ็มแท็ค-ทูร์เลย บางทีคนร้ายอาจเปลี่ยนอาวุธก็ได้นะครับ…” นายทหารคนหนึ่งเอ่ยถามผู้บัญชาการสูงสุด

“อย่าประมาทเป็นเด็ดขาด แล้วเสื้อเกราะพิเศษที่จัดเตรียมไว้มาถึงหรือยัง...”

“มาถึงแล้วครับท่านนายพล...”

“ดี พรุ่งนี้เราจะแบ่งออกเป็นสองส่วน หนึ่งอารักขาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติ สองอารักขาองค์สุลต่าน ผมกับยูราฟจะอารักขาวงใน ส่วนวงนอกเป็นหน้าที่ของผู้พันอามูน พรุ่งนี้กันทุกคนที่ไม่ใช่คนของเราออกห่างให้มากที่สุด…” ทุกคนลุกขึ้นโค้งคำนับรับคำสั่งและแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง

ทุกคนออกไปจากห้องจนหมดแต่ประธานการประชุมยังคงนั่งหน้าเครียดอยู่ที่เดิม แผ่นหลังหนาเอนพิงพนักสูงพร้อมกับเสียงผ่อนลมหายใจออกมาดังๆ เพื่อระบายความเคร่งเครียดที่อัดแน่นอยู่ในใจ องค์สุลต่านซาเย็ดเซมเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับคิมหัวเราะเบาๆ

“อย่ากังวลไปเลยกาเบรียน พ่อไม่มีอะไรต้องห่วงอีกเพราะมีเจ้าดูแลงานทุกอย่างแทนพ่อ...”

ร่างสูงลุกขึ้นไปประคองบิดาไปนั่งที่ชุดรับแขก

“พรุ่งนี้เสด็จพ่อต้องปลอดภัยครับ ความชั่วจะชนะความดีได้ยังไงกัน…” กาเบรียนจับมือยับย่นไปวางบนศีรษะอย่างเทิดทูน สุลต่านชรายิ้มสายตามองร่างสูงอย่างภาคภูมิใจ

“ไม่มีอะไรชนะความดีไปได้หรอกกาเบรียน แม้ชีวิตเราจะดับสูญไปแล้วแต่ความดีก็ยังคงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน อย่าให้ความกลัวและความกังวล ทำให้เราขาดความมั่นใจนะ ไปพักผ่อนเสียพรุ่งนี้จะเป็นยังไงพระเจ้าได้ลิขิตไว้แล้ว...”

“กระหม่อมปกป้องฝ่าพระบาทด้วยชีวิตพะย่ะค่ะ...” องค์สลต่านลุกขึ้นช้า หากกาเบรียนสังเกตสักนิดก็จะเห็นน้ำใสๆคลออยู่ในดวงตาของผู้ให้กำเนิด แต่ไม่ใช่น้ำตาของความหวาดกลัวใดๆ แต่น้ำตาที่ซึมของความความอิ่มเอมและสุขใจ...สำหรับพระองศ์หากวันรุ่งพรุ่งนี้ ชีวิตจะเหลือเพียงเถ้าธุลีก็คงไม่มีผลอะไรอีกต่อไป…เพราะคนสืบทอดอำนาจทั้งแข็งแกร่ง เก่งทั้งชั้นเชิงต่อสู้และเหนือชั้นเรื่องธุรกิจหลังจากองค์สุลต่านซาเย็ดเซมเดิน ออกจากห้องไป คิมถามประกายล้อเลียน

“อยากได้กำลังใจมั้ยคะท่านนายพล...” กาเบรียนยกคิ้วขึ้นสูงอย่างไม่เข้าใจ จนกระทั่งคิมยื่นโทรศัพท์ส่งให้ ดวงตาคมมองไฟกะพริบบอกสถานะการทำงานอยู่จึงยื่นมือออกไปรับอย่างงงๆ พอเสียงคนปลายสายดังแว่วมาให้ได้ยิน ริมฝีปากหยักได้รูปก็ยกขึ้นอย่างพอใจ

“ฮัลโหล..ฮัลโหล คุณคิมฟังอยู่หรือเปล่าคะ...” เสียงฟรีดาเรียกขานคนปลายสาย แต่เสียงทุ้มนุ่มหูที่ตอบกลับไปทำให้เสียงหวานนั้นเงียบไปนาน

กาเบรียนตอบกลับไปในขณะที่สายตามองน้องสาวอย่างขอบคุณ คิมขยิบตาให้แล้วเดินออกจากห้อง กาเบรียนเดินไปยืนที่หน้าต่างทรงโค้ง

“เราเพิ่งจากกันแค่สองวันเองนะคะ...” ฟรีดาแก้ต่างให้ตัวเอง

“คิดถึงมากรู้ไหมครับ แล้วฟรีดาคิดถึงพี่บ้างหรือเปล่า...” เสียงทุ้มหวานบอกไปอย่างที่หัวใจคิด เสียงฟรีดาเงียบไปนานแต่กาเบรียนก็รอฟังคำตอบอย่างอดทน

“ค่ะ...” นั่นคือคำตอบสั้นๆ แม้จะเข้าใจในความหมาย แต่นายพลหนุ่มก็อยากจะฟังจากปากของเธอ

“ค่ะแล้วคิดถึงมั้ย...” เขาคาดคั้นเอาคำตอบ

แต่ชัดเจนนักในหัวใจแกร่ง กาเบรียนยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

พื้นฟ้าสีทองเหลืองอร่ามไปด้วยแสงแรกแห่งอรุณ พื้นทรายสีทองก็ส่องแสงระยิบระยับคล้ายจะยินดีและรอต้อนรับผู้นำคนสำคัญ ทางเสด็จผ่านถูกกั้นด้วยเส้นเชือกขนาดใหญ่ สองข้างทางขณะนี้เต็มไปด้วยชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในค่าย มานั่งรอชมบารมีและรับเสด็จ รถบรรทุกของบริจาคจอดเรียงรายอยู่ด้านหลัง

องค์สุลต่านซาเย็ดเซมก็ก้าวออกจากห้อง ด้านหลังมีนายพลกาเบรียน ยูราฟและเดฟเดวิท ยืนอารักขาไม่ห่าง ถัดไปทางด้านซ้ายก็เป็นคิมและนายทหารระดับนายพันอีกสองคน เสียงเซ็งแซ่ของชาวเมืองและผู้ลี้ภัยที่เฝ้ารับเสด็จ ต่างส่งเสียงถวายพระพรดังลั่นอย่างจงรักภักดี

ที่ได้มีโอกาสมาเยือนที่นี่ เพื่อมาดูแลทุกข์สุขพี่น้องของเรา ที่ได้รับผลกระทบของการสู้รบในดาลัสกัส และภายในศูนย์อพยพของคาร์ซาเล็ม แม้จะคับแคบแต่ก็ยินดีต้อนรับชาวดาลัสกัสอย่างพี่น้อง และเราหวังว่าทุกคนจะอยู่กันอย่างสันติตลอดไป...” คำกล่าวสั้นๆแต่ตรึงในหัวใจของชาวเมืองจบลง

“ขอพระผู้เป็นเจ้าคุ้มครององค์เหนือหัวตลอดไป...”

สุลต่านชรายิ้มและโบกมือให้กับคนที่มารับเสด็จ ครั้นเสด็จลงมาเหยียบพื้นทราย ฝูงชนก็ฮือกันเข้าไปใกล้ แต่ทหารองครักษ์กันออกไปนั่งที่เดิม

“ให้ตายสิกาเบรียน ฉันไม่ชอบความเงียบแบบนี้เลยจริงๆ...” เดฟเดวิทเอียงตัวไปบอก กาเบรียนกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง

กาเบรียนสยบเสียงต่ำกวาดสายตามองผู้คนที่นั่งอยู่สองฟากทางเดิน ในขณะชาเล็ตก็นั่งก้มหน้าปะปนอยู่กับผู้อพยพคนอื่นๆ

เดฟเดวิทกวาดสายตามองหาเป้าหมายแต่ก็ไม่เห็น สายตาคมมองรถบรรทุกของบริจาคที่จอดเรียงรายกันอยู่บริเวณลานจอดที่ทางทหารจัดไว้ให้

“รถที่ขนของบริจาคมีทั้งหมดสิบคันแล้วคันนั้น...” เดฟเดวิทเอ่ยออกมาอย่างตกใจ กาเบรียนเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นก็ตะโกนสั่งการทันที

จากนั้นก็อาศัยความตื่นตกใจของทุกคนค่อยๆ คลานออกไป คิมเข้าไปประคององค์ซาเย็ดซาแล้วพาเดินกลับเข้าไปในห้องรับรอง ฟรังซัวหมอบอยู่บนเนินทรายห่างจากศูนย์เพียงเจ็ดร้อยเมตร มีแท็บเล็ตขนาดเล็กอยู่ในมือ จีเอ็มแท็ค-ทูร์ ตั้งอยู่บนเนินทรายปลายกระบอกปืนขยับไปมา ตามจังหวะปลายนิ้วเพื่อล็อกเป้าหมาย เมื่อภาพใบหน้าสลุต่านซาเย็ดเซมปรากฏชัดขึ้น ปลายมือของฟรังซัวก็กดปุ่มแดงอย่างไม่ลังเล เดฟเดวิทกวาดสายตามองรอบบริเวณ

“มันปล่อยกระสุนแล้วครับ...” สิ้นเสียงแอชลีย์ เดฟเดวิทก็เห็นวัตถุสีเงินสะท้อนกับแสงอาทิตย์แต่ก็เพียงเสี้ยววินาที

“หลังเนินทรายนั่น...” กาเบรียนหันไปมองตามปลายมือ เตรียมจะขยับตัววิ่งไป แต่ปลายหางตาก็เห็นเลือดที่ไหล่ขวาของบิดาจึงวิ่งเข้าไปประคอง เดฟเดวิท

ชาเล็ตมองกาเบรียนที่วิ่งมาพร้อมกับทหารนับสิบคน ฟรังซัวพยายามค้นหาเป้าหมาย

“เราต้องรีบไปจากที่นี่...” ชาเล็ตบอกหน้าเครียดและปิดกระเป๋าบรรจุกระสุนส่งให้ฟรังซัว ความรีบร้อนทำให้ถุงมือที่สวมเกี่ยวกับปลายกระบอกปืนขาด ชาเล็ตจึงถอดทิ้งและสะพายปืนวิ่งเข้าไปในเขตของรัฐดาลัสกัส

วินสตัน ยูราฟแยกกันเป็นสองทีมเพื่อโอบล้อมศัตรู ชาเล็ตและฟรังซัวหันกลับมายิงต่อสู้ และวิ่งผ่านเสาปักปันเขตเข้าไป เดฟเดวิท วินสตันและยูราฟวิ่งตามเข้าไป

“บ้าเอ๊ย มันไม่รู้รึไงว่าสองคนนั่นเป็นคนร้าย...” เดฟเดวิทสบถออกมาและเล็งปืนไปที่หอคอยสูง แต่ยูราฟจับมือใหญ่นั้นไว้ทัน

Bình Luận ()

0/255