บทที่ 11 ปราบกบฏ (4)

ภาระหน้าที่ของแต่ละคนไม่เหมือนกันแต่ตำแหน่งที่อยู่บนบ่าของลั่วเหยียนเจิ้งนั้นหนักหนามาก อีกทั้งไม่มีผู้ใดที่จะวางใจได้เมื่อไรที่พลาดพลั้งชีวิตก็คงถึงจุดจบ ชีวิตเขากับลั่วเหยียนเจิ้งไม่ต่างกันนัก แต่เวลานี้เขารู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่อย่างน้อยก็ยังทำตัวเที่ยวเล่นได้บ้าง

“ท่านพี่เหยียนเจิ้งปกครองได้ดี เพียงแต่กิเลสในใจมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด หากได้ขึ้นหลังเสือแล้วมิอาจลงมาได้ ท่านพี่น่าจะรู้ความหมายดี” ลั่วเหยียนเจิ้งยกยิ้มที่มุมปาก เหตุใดเขาจะไม่รู้

“เจ้ากลัวไหมที่จะอยู่บนหลังเสือร่วมกับเจิ้น”

คำถามที่มีนัยน์ได้หลายอย่างทำให้ใบหน้างดงามกดคิ้วคมลงลึกยิ่งกว่าเดิม ดวงตาเรียวสวยมองสบดวงตาคมกริบที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนหลอกล่อให้ตกหลุมพราง ทว่าคนโดนหลอกล่อกลับนั่งนิ่งไม่ได้ร้อนใจกับสายตาที่มองมาอย่างเฝ้ารอคำตอบ

“คำพูดร้อยคำไม่อาจเชื่อได้ กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์”

ความหมายทำให้ลั่วเหยียนเจิ้งนิ่งไป

หลิ่วเหวินอี้มองคนยกยิ้มบางด้วยสีหน้านิ่งเฉย ความรู้สึกที่มีให้ลั่วเหยียนเจิ้งในเวลานี้เป็นเพียงสหายผู้หนึ่งเท่านั้น

“มาแล้ว”

ที่พุ่งเข้าไปยังตำหนักขององค์ชายสิบหลิงเซียว พลันนั้นลั่วเหยียนเจิ้งก็ยกมือขึ้นส่งสัญญาณบางอย่าง

หลิ่วเหวินอี้เอ่ยเสียงเรียบนิ่งมองคนออกคำสั่งข้างกายที่มีสีหน้าจริงจังอีกครั้ง อาภรณ์สีดำที่สวมใส่ยิ่งทำให้อีกฝ่ายเหมือนมัจจุราชที่พร้อมจะคร่าชีวิตผู้คนมากขึ้น

ขณะเดียวกันภายในตำหนักหลิงเซียว ซึ่งมีกองกำลังลับแอบซุกซ่อนอยู่เวลานี้กำลังนั่งปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด

เวลานี้ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะวิ่งแจ้นมาหาเขา อาภรณ์สีแดงขับผิวขาวให้ดูงดงามสง่าสูงส่งทว่าดวงตาเย็นเยือกที่สาดมองเหล่าคนโปรดปรานมีแต่ตำหนิ

“ฝ่าบาทอย่าเพิ่งมีโทสะ พวกกระหม่อมเห็นสมควรแล้วที่จะชิงลงมือในครั้งนี้

Bình Luận ()

0/255