“เป็นอะไรหรือเปล่าทำไมเงียบไป” เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นในที่สุด โดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นหนึ่งในแผนการเรียกร้องความสนใจของคู่หมั้นสาว

รามาวตีปากสั่นเพราะต้องทนกับการกลั้นยิ้มเมื่อแผนของตนเป็นไปตามที่คาด อย่างน้อยการเงียบของหล่อนก็สามารถดึงความสนใจจากเขาได้

“เปล่านี่คะ แค่ไม่อยากรบกวนคุณ” เสียงหวานพูดเหมือนเกรงใจ

“นึกว่ากำลังสำนึกผิดอยู่ซะอีกที่ตามผมมา ถ้าอยากกลับก็บอกได้นะ รถยังแล่นออกมาไม่ไกล ผมจะบอกให้รถวนไปส่ง และจะซื้อตั๋วให้ด้วย”

ใบหน้าสวยหวานหันมาขึงตาใส่ที่เขาพูดเหมือนรำคาญหล่อนเสียจริง “ไม่มีทางหรอกค่ะ คนอย่างรามาวตีตัดสินใจอะไรแล้วไม่เคยคิดจะถอยหลัง”

“หึๆ คุณหนูลูกสาวมหาเศรษฐีต้องมาใช้ชีวิตอยู่บ้านไร่จะอยู่ได้สักกี่วัน” ชายหนุ่มนิ่วหน้าอย่างหยันๆ

“ฉันอยู่ได้ก็แล้วกัน พูดยังกะบ้านคุณเป็นกระต๊อบผุๆ พังๆ อย่างนั้นแหละ ยอมรับมาดีกว่าค่ะว่าคุณกลัวที่จะอยู่ใกล้ฉัน เลยไม่อยากให้ฉันตามมา” สาวน้อยแสนเจ้าเล่ห์ยื่นหน้าเข้าไปพูดใกล้ๆ เขาคล้ายกำลังท้าทาย

ใบหน้าหล่อคมกระตุกยิ้มมุมปาก ดวงตายาวรีดำขลับดั่งนิลมณีหลุบลงมองริมฝีปากสีกุหลาบด้วยสายตาชนิดหนึ่งซึ่งทำเอาคนถูกมองถึงกับสะท้าน

“แล้วเราจะได้เห็นกันสาวน้อย ว่าใครควรจะต้องกลัวใคร”

หญิงสาวห่อตัวเข้าหากันด้วยความรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาเอาเสียดื้อๆ ไม่ใช่เพราะแอร์รถยนต์แต่เกิดจากสายตาชวนสะท้านของเขาต่างหาก

“หนาวเหรอ?”

รามาวตีพยักหน้าน้อยๆ เขาจึงถอดเสื้อตัวนอกแล้วยื่นให้พร้อมกับสั่งห้วนๆ

“ใส่ซะ”

มือเรียวบางรับเสื้อตัวนั้นมาจากมือเขา แทนที่จะใส่หล่อนกลับยกเสื้อตัวนั้นขึ้นแตะจมูก แล้วสูดเบาๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างถูกใจ

“ฉันชอบกลิ่นน้ำหอมของคุณจัง”

ใบหน้าหล่อคมนิ่วเข้าหากันพลางหันมาจ้องคนที่กำลังเอาเสื้อของเขาคลุมกายอย่างคาดโทษ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบอย่างยั่วเย้าคืนบ้าง

“กลิ่นตัวของผมน่าดมกว่านี้อีกนะ”

“คุณ...”

รามาวตีหน้าแดงกับความใกล้ชิดและประโยคชวนใจสั่นของเขา

“อยากลองดมดูมั้ยล่ะ”

เพราะอายคนขับ มือเล็กผลักร่างสูงออกห่าง ปฏิภาณไม่ยอมถอยตามแรงผลัก กระทั่งจมูกโด่งแตะลงบนแก้มใสเบาๆ

นั่งหน้าขรึม

แล้วหลับลงโดยหันหน้าออกไปทางหน้าต่างรถ

วันนี้ท้องฟ้าโปร่งโล่งปราศจากซึ่งมวลหมู่เมฆน้อยใหญ่ รถคันนั้นยังคงแล่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกือบบ่ายโมงก็แล่นมาจอดเทียบบริเวณหน้าบ้านไม้สักหลังขนาดใหญ่ที่ปลูกอยู่บนเนินหญ้าเขียวขจีซึ่งแวดล้อมด้วยไม้ประดับนานาพรรณ

ห้องใหญ่ที่สุดเป็นห้องของเจ้าของบ้าน ส่วนอีกสามห้องที่เหลือเป็นห้องรับแขก คิดขึ้นมาก็อดเคืองไม่ได้

เมื่อเสร็จแล้วก็เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองสบายๆ ก่อนจะขึ้นไปนอนเล่นบนเตียงกว้าง

ค่ำมากแล้วแต่ปฏิภาณก็ยังไม่เห็นรามาวตีลงมาเสียที ตอนแรกกะจะใช้ให้เด็กแววขึ้นไปเรียก แต่ก็เปลี่ยนใจขึ้นไปด้วยตัวเอง

ชายหนุ่มผลักประตูโดยไม่ได้เคาะ เมื่อเข้าไปข้างในแล้วก็พบว่าภายในห้องปิดไฟมืด มีเพียงแสงสว่างจากดวงจันทร์วันเพ็ญลอดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ แสงนวลลออทอดกว้างลงไปกระทบกับร่างอรชรที่นอนหลับอยู่บนเตียงซึ่งตะแคงข้างใบหน้าไปทางแสงจันทร์

มือหนาเอื้อมไปแตะแขนนุ่มกำลังจะเขย่าปลุกให้หล่อนตื่นไปกินข้าวก่อนค่อยมานอนต่อ แต่แล้วก็ชะงักดั่งต้องมนตร์สะกด

น่าสัมผัส

ให้พ้นจากใบหน้าสวยหวานอย่างแผ่วเบา...กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายสาวคล้ายดั่งแม่เหล็กดึงดูดให้เขาโน้มใบหน้าลงไปใกล้ จนกระทั่งริมฝีปากหยักเกือบจะประกบเข้ากับเรียวปากนุ่มของหล่อน ในขณะที่เจ้าตัวยังคงหลับสนิท

‘ไอ้บ้าเอ๊ย’

ถึงแม้หล่อนจะเป็นคู่หมั้นของเขาก็เถอะ แต่ก็ตระหนักแก่ใจว่าการหมั้นครั้งนี้เป็นการหมั้นแบบตกกระไดพลอยโจนเท่านั้น คงไม่ดีแน่ถ้ายัยตัวแสบตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเขานั่งอยู่บนเตียงและทำท่าราวกับจะกระโจนเข้าหาหล่อนด้วยความหื่นกระหายแบบนี้

ร่างสูงกำยำรีบผุดลุกขึ้นจากเตียง และผลุนผลันออกไปจากห้องด้วยอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดตัวเอง

หล่อนพยายามกวาดสายตาหาสิ่งผิดปกติแต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่า สาวน้อยเกือบจะลงความเห็นแล้วว่าคงอุปทานไปเองว่าเมื่อสักครู่มีใครบางคนเข้ามาในห้องนี้ หากแต่ไออุ่นและกลิ่นโคโลญแบบบุรุษกลับลอยฟุ้งเข้ามาแตะจมูก

เมื่อไม่เห็นเขานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารจึงตามไปที่ห้องนั่งเล่น เมื่อเข้าไปในนั้นก็พบว่าร่างกำยำกำลังนั่งจิบกาแฟหลังอาหารอยู่อย่างสบายอารมณ์ สาวน้อยปรี่เข้าหาเขาอย่างเตรียมจะเอาเรื่อง แต่เพราะความไม่ระมัดระวังจึงทำให้เท้าเล็กๆ

“โอ๊ยย”

เสียงหวานร้องอุทานดังด้วยความจุก ถึงแม้ว่าจะเป็นพื้นพรมก็เถอะ แต่ส่วนหน้าตั้งแต่หน้าอกจรดลงไปยังหัวเข่าก็กระแทกลงอย่างจัง

ปฏิภาณหันขวับมามองแล้วรีบลุกขึ้นไปโอบประคองพาร่างอ้อนแอ้นไปนั่งบนโซฟา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสุ้มเสียงดุๆ

“ทำไมเดินไม่ระวังเลย”

ทั้งรู้สึกเสียหน้าและน้อยใจ คนอะไรแทนที่จะถามว่าเจ็บตรงไหนสักคำก็ไม่มี มิหนำซ้ำยังมาตำหนิหล่อนอีก

“ไม่ต้องมายุ่ง”

“เจ็บตรงไหนบ้าง”

ประโยคนั้นเพิ่งจะตามมา แต่ไม่ตามมาเปล่าๆ สายตาคมกริบยังมองอย่างสำรวจไปทั่วร่างอรชรเพื่อสำรวจหาสิ่งผิดปกติ แล้วเขาก็พบว่าหัวเข่าเนียนนุ่มทั้งสองข้างของหล่อนมีรอยเขียวคล้ำ

เข่าบวมเลย” ชายหนุ่มบ่นพึมพำก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบเอาหลอดยาแก้ฟกช้ำมาจากตู้ยา

Bình Luận ()

0/255