“ฟาร์มของนายไฟ”

อัคคี แฝดเล็กของตระกูลวัจนากาญจ์ เอ่ยพึมพำอ่านป้ายชื่อไร่ของตนด้วยความภาคภูมิใจ เพราะว่าเขาอยากมีฟาร์มเลี้ยงม้าเป็นของตัวเองมานานแล้ว

ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาตั้งใจว่าจะเอาปริญญาโทมาฝากบิดามารดา และจะขอที่ดินจากบิดาสักสี่-ห้าไร่ เพื่อเลี้ยงม้าที่ท้ายไร่

แต่เมื่อหมอประวิทย์ หรือที่อัคคีเรียกว่าลุงหมอ ซึ่งเป็นเพื่อนรักของบิดา ได้ประกาศขายฟาร์มเลี้ยงม้า เพราะมีปัญหาด้านสุขภาพ ไม่สามารถดูแลม้าที่มีเกือบห้าสิบตัวได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจขายฟาร์มพร้อมกับเจ้าอาชาไนยทั้งหมด เขาจึงรีบขอซื้อฟาร์มของลุงหมอในทันที

“นายมีฟาร์มเป็นของตัวเองแล้ว ไอ้ไฟ”

อัคคีบอกกับตัวเองพร้อมด้วยรอยยิ้มกว้าง ยืนมองคนงานสองสามคนที่เขายืมตัวมาจากไร่ธิปรกของผู้เป็นบิดาให้มาช่วยงานในฟาร์มของเขาก่อน ระหว่างเขาประกาศรับสมัครคนงานใหม่

แต่...มีคนงานสองคน ที่อาสามาช่วยงานใน ‘ฟาร์มของนายไฟ’ มาทุกวันตั้งแต่ไก่ไม่ทันขัน ไล่ให้กลับไร่ธิปรกก็ไม่กลับ นั่นก็คือสองทหารเสือสุดแสบ ‘ลุงสน’ กับ ‘ลุงชาญ’ นั่นเอง

และขณะอัคคีกำลังยืนมองคนงานช่วยกันขุดหลุม เพื่อปักเสาหลักขนาดใหญ่สองด้าน ก่อนจะแขวนป้ายชื่อฟาร์ม ซึ่งทำจากไม้สักแผ่นใหญ่ สลักชื่อด้วยตัวอักษรสีทองงดงาม ก็มีลุงสนและลุงชาญคอยยืนดูอยู่ใกล้ๆ ด้วย

“ขุดหลุมให้ลึกหน่อย แล้วก็โบกปูนทับบนหลุมด้วย เวลาลมพัดแรง ต้นเสาจะได้ไม่ล้มลง”

อัคคีเอ่ยบอกคนงาน และไม่ได้เอ่ยบอกปากเปล่าเท่านั้น ทว่า...เขาได้ลงมือช่วยคนงานทำงานทุกขั้นตอนจนเหงื่อท่วมตัว ผิดกับสองลุงที่นั่งไขว่ห้างสูบบุหรี่คอยสั่งการไม่มีหยุด

“ใช่ๆ ต้องขุดหลุมให้ลึกๆ โปกปูนให้แน่นหนาเหมือนที่คุณไฟบอก”

ลุงชาญเอ่ยสำทับชี้นิ้วไปยังหลุมลึกที่อัคคีและคนงานกำลังช่วยกันขุดอยู่

และลุงสนก็ทำหน้าที่เป็นผู้คุมงาน เอ่ยสั่งคนงานต่อจากเพื่อนรัก “พวกมึงลงจอบให้หนักเหมือนคุณไฟสิ พากันขุดเหยาะแหยะอย่างกับคนไม่ได้กินข้าวเช้า เมื่อไรจะเสร็จสักที”

ได้ยินคำสั่งของสองลุงที่ตะโกนสั่งแทบตลอดเวลา อัคคีก็กลอกตาขึ้นบนด้วยความขบขำระคนโมโหคนที่เอาแต่สั่ง ชายหนุ่มหยุดขุดดินถือด้ามจอบค้างไว้ ก่อนจะตะโกนถามลุงๆ สุดแสบทั้งสอง

“นี่ ลุงสน ลุงชาญ

ลุงไปช่วยจะเกะกะซะเปล่าๆ” ลุงสนโบกมือว่อนให้เหตุผลที่ฟังดูดีซะเหลือเกิน

“แล้วลุงชาญละ ไม่มาช่วยขุดหลุมหน่อยหรือ ได้ข่าวว่าลุงแรงเยอะกว่าใครเพื่อนไม่ใช่หรือครับ”

อัคคีแสร้งเอ่ยถามลุงชาญบ้าง และรู้ดีว่าคงได้คำตอบที่ไม่ต่างจากลุงสนสักเท่าไร และก็เป็นจริงเหมือนดั่งที่คิดไว้ไม่มีผิด เมื่อลุงชาญเอ่ยตอบหน้าตายว่า

“วันนี้ลุงขี้เกียจผิดปกติ เลยไม่ค่อยอยากจับจอบจับเสียมสักเท่าไร เอาไว้วันพรุ่งนี้ลุงจะช่วยคุณไฟขุดหลุมนะครับ”

ที่ช่างสรรหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาเอ่ยตอบ จึงทิ้งจอบลงกับพื้นดิน แล้วเดินดุ่มๆ

มาทำงานเลยลุง

ไม่ไปครับ

ลุงชาญร้องโวยวาย จนอัคคีต้องเอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนสัพยอกในคราวเดียวกัน

เดือนไหนพวกลุงๆ มีเงินไม่พอใช้ก็ไปยืมพ่อเลี้ยง...พ่อเลี้ยงก็ให้ยืมโดยไม่คิดดอก แถมยังได้เงินต้นคืนบ้างไม่ได้บ้าง

“อันนี้ไม่เถียงครับ”

ก่อนจะเอ่ยบอกถึงเหตุผลสำคัญ

กว่า

“พ่อเลี้ยงใจดีทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องกินเหล้า พ่อเลี้ยงไม่เลี้ยงเหล้าพวกเราเหมือนคุณไฟครับ”

“ใช่ๆ ทำงานอยู่ในฟาร์มของคุณไฟ พวกเราได้ก๊งเหล้าทุกวันเลย”

ลุงชาญเอ่ยสนับสนุนคำพูดของคู่หู และขณะเอ่ยพูดก็ไม่ลืมเช็ดปากของตนเองด้วยความเปรี้ยวปากอยากกินเหล้าแล้ว

“ผมไม่ได้อยากเลี้ยงเหล้าเลย พวกลุงนั่นแหละชวนผมตั้งวง นี่ผมดื่มกับพวกลุงจนจะกลายเป็นตับแข็งแล้ว”

ลุงๆ ทั้งสองกลับยิ้มร่า

หน่อยๆ พอหอมปากหอมคอให้เป็นกระษัยเท่านั้นเอง”

ลุงสนแก้ต่าง และลุงชาญก็ฉีกยิ้มกว้างจนแทบเห็นฟันหน้าทั้งหมด เอ่ยบอกต่อจากเพื่อนรักว่า

เรากินแค่พอหอมปากหอมคอ กรึ๊บเหล้าไปแล้วทำให้มีแรง ลิ้นรับรู้รสชาติได้ดีขึ้น กินข้าวได้อร๊อย

“โอ๊ยย...พอแล้วลุง เหตุผลแต่ละคน ฟังแล้วน่าปวดหัวชะมัด”

ยอมรับว่าเขาไม่เคยหาเหตุผลมาโต้แย้งลุงๆ ได้ชนะสักที

ถ้าปักป้ายแขวนชื่อฟาร์มไม่เสร็จภายในวันนี้

Bình Luận ()

0/255