ในเช้าของวันที่อากาศสดใส อัคคีกำลังสร้างความคุ้นเคยกับบรรดาเจ้าอาชา

ไนย ที่เพิ่งสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ

และวันนี้ก็เป็นคิวของอาชาไนยพันธุ์ยิปซีแวนเนอร์ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในโลกจากประเทศอังกฤษ ที่อัคคีได้พาออกมาเดินเล่นรับแสงแดดพร้อมกับพูดคุยกับมันด้วย

อัคคีลูบคลำทั่วแผงคอม้า สายตาคมกริบจ้องมองสัตว์เหล่านี้ด้วยความรัก พูด

คุยกับม้าราวกับพวกมันเป็นเพื่อนของตนก็ไม่ปาน

“ไง ไอ้เพื่อนยาก รู้ไหมว่าตอนนี้นายย้ายบ้านจากเมืองผู้ดี มาอยู่ในประเทศไทยแล้ว นายต้องทำตัวให้คุ้นเคยกับอากาศของบ้านเรา และห้ามแผลงฤทธิ์สะบัดเราตกจากหลังของนายเหมือนเมื่อวานอีก”

“หวังว่ามันจะเข้าใจและไม่ทำอีกนะครับ คุณเพลิง” ลุงสนเอ่ยพูด หลังจากยืนเกาะขอบรั้ว มองอัคคีกำลังเจรจากับม้าพันธุ์งาม

“น่าจะเข้าใจนะ ลุงสน เพราะวันนี้มันไม่เกเรสักเท่าไร ยังให้ผมลูบตัวเตะต้องตัวมันได้บ้าง”

“ยังดีนะครับที่มันให้คุณไฟจับตัวมัน ผมกับไอ้สนเข้าใกล้มันไม่ได้เลย มันสะบัดตัวเดินหนีท่าเดียว”

ลุงชาญบ่นอุบ อยากขึ้นขี่เจ้าม้ายิปซีแวนเนอร์สีดำขลับตัวนี้ แต่เจ้าม้าก็ไม่เป็นใจให้แตะต้องเอาซะเลย

“มันเลือกนายชะมัด ตัวอื่นไม่เห็นเป็นไร แต่ตัวนี้เล่นตัวน่าดูชม” อัคคีเอ่ยยิ้มๆ ยังคงลูบแผงม้าไม่หยุด “แต่อีกสักพักมันคงเคยชินและยอมให้ผมขี่ดีๆ”

“คุณไฟซื้อม้ามาล็อตนี้แพงเอาการ ถ้ามีคนมาขอซื้อต่อ คุณไฟจะขายไหมครับ”

อัคคีนิ่งเงียบไปชั่วขณะกับคำถามของลุงสน ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างไม่แน่ใจว่า

“ไม่รู้เหมือนกันลุง อาจจะขายต่อก็ได้ เอากำไรนิดๆ หน่อยๆ แต่ถ้าเกิดหลงรักมันขึ้นมาก็คงตัดใจขายไม่ลง”

“คุณไฟครับ ลุงชาญถามจริงๆ เถอะครับ คุณไฟรักม้ามากกว่าผู้หญิงหรือครับ ถึงยังไม่มีแฟนสักที”

ขณะเอ่ยถาม ลุงชาญก็ตีหน้านิ่วคิ้วขมวด จนอัคคีอดหัวเราะออกมาไม่ได้

“ผมก็เหมือนพวกลุงๆ นั่นแหละครับ ที่ชอบและรักผู้หญิง แต่ทำไงได้ ในเมื่อเจ้าสาวของผมยังไม่โผล่มาสักที ผมก็ขอรักม้าพวกนี้ไปก่อน”

เอ่ยตอบไปแล้ว อัคคีก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงผละจากเจ้าอาชาไนยมาชำระคดี กับลุงทั้งสอง

“พูดถึงเรื่องนี้แล้ว สารภาพมาซะดีๆ ว่าพวกลุงเป็นคนไปแจกใบปลิวและติดป้ายอิงค์เจ็ทหน้าฟาร์มของผมใช่ไหมครับ”

ไม่ได้เอ่ยถามปากเปล่าเท่านั้น แต่อัคคีทำเสียงฮึ่มๆ ถลึงตาพร้อมกับเดินเข้าใส่ ทำเอาลุงสนต้องร้องโวยวายและกระทุ้งท้องเพื่อนรักด้วยความโมโห

“ไอ้ชาญ มันจะเสือกถามคุณไฟทำไม เห็นไหม โดนคุณไฟชำระความเลยมึง”

“ก็กูลืมตัวนี่หว่า...”

ลุงชาญตอบเสียงอ่อย ยิ้มแห้งๆ ให้กับอัคคีที่ยังคงถลึงตาจ้องมอง ก่อนจะเอ่ยตอบให้แลดูน่าสงสารว่า

“ที่พวกลุงทำไปทั้งหมดก็เพราะว่าหวังดี และทำตามคำสั่งของคุณเพลิงครับ”

ลุงสนยอมรับตรงๆ โดยไม่ลืมบอกเหตุผลอันน่าฟังในตอนท้ายด้วย “ใช่ครับ พวกเราเป็นลูกน้อง เจ้านายสั่งก็ต้องทำตาม แต่คุณเพลิงก็หวังดี อยากให้คุณไฟมีเมียเร็วๆ ถึงได้ช่วยประกาศตามหาเจ้าสาวให้คุณไฟ”

“เจ้าเพลิงมันติดสินบนอะไร ลุงๆ ถึงรีบทำงานถวายหัวให้มันในทันที”

“คุณเพลิงบอกว่าพอแต่งงานเสร็จแล้ว จะพาหมามุ่ยไปฮันนีมูน และพาลุงกับไอ้สนนั่งเรือบินครับ”

แต่ลุงสนก็ไม่ยอม และผลักให้อีกฝ่ายมาอยู่ด้านหน้าแทน

มีแอร์สวยๆ คอยเสิร์ฟไวน์ให้พวกลุงดื่มด้วย ถ้าคุณเพลิงกับคุณไฟได้แต่งงานเร็วๆ

“แบบนี้นี่เอง”

อัคคีพยักหน้าหงึกๆ พอจะรู้มาจากบิดามารดาแล้วว่า ลุงทั้งสองอยากนั่งเครื่อง

บินมาก เพราะเกิดมาไม่เคยนั่งเครื่องบินสักที และนี่คือเหตุผลที่ลุงๆ อยากให้เขามีเจ้า

สาว เพื่อจะได้แต่งงานและไปฮันนีมูนพร้อมๆ กับพี่ชายฝาแฝด

เอาเป็นว่าเดี๋ยวว่างๆ ผมจะพาพวกลุงนั่งเรือบินจากกรุงเทพฯ ไปนั่งจิบไวน์แล้วดูสาวๆ

ลุงๆ ทั้งสองก็เบิกตาโตเท่าไข่ห่าน

“ไปพรุ่งนี้เลยได้ไหมครับ ลุงชาญอยากเห็นเหมือนที่คุณไฟพูด”

อยากนั่งเรือบิน อยากเห็นสาวๆ และอยากเล่นน้ำทะเลด้วย”

กับท่าทีตื่นเต้นไม่ต่างจากเด็กๆ ของลุงทั้งสอง “ไปวันนี้หรือพรุ่งนี้คงไม่ได้ครับ ผมต้องเคลียร์งานในฟาร์มก่อน

“งั้นเดี๋ยวลุงไปถามคุณเพลิงให้นะครับ”

แต่ไม่ทันได้ทำตามที่เอ่ยบอก ก็เห็นรถยนต์ของอัคนีแล่นเข้ามาใกล้ จนอัคคีอดแซวพี่ชายไม่ได้ว่า

“ไอ้เพลิงมันตายยากจริงๆ เพิ่งพูดถึงอยู่หลัดๆ ก็โผล่หน้ามาซะแล้ว”

และเมื่อมองเข้าไปในรถยนต์เห็นว่าพี่ชายไม่ได้มาคนเดียว อัคคีก็เอ่ยพึมพำถามว่า

“ไอ้เพลิงมันพาใครมาด้วย ไม่ใช่หมามุ่ยนี่หว่า...”

“ไหนๆ ขอลุงดูหน่อย”

ลุงสนเดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าอัคคี เพ่งสายตามองเข้าไปในตัวรถยนต์ พลางหันมากระซิบเอ่ยถามเพื่อนรักว่า

“ไอ้ชาญ ใช่คนนี้หรือเปล่าวะ ที่คุณเพลิงบอกว่าจะไปรับ”

คนนี้แหละมั้ง

พร้อมกับเอ่ยถามเสียงดังว่า “นี่! ลุงสน ลุงชาญ

“เปล๊า...ไม่มีอะไรครับ” ลุงชาญเอ่ยตอบเสียงสูง สร้างความหมั่นไส้ระคนโมโหให้กับคนเอ่ยถาม

“ปฏิเสธเสียงสูงอีกแล้ว แบบนี้ต้องโกหกแน่ๆ”

“อย่าไปสนใจไอ้ชาญเลยครับคุณไฟ สนใจเจ้าสาวที่กำลังลงจากรถดีกว่าครับ”

ส่วนอัคคีก็ถึงกับหูผึ่ง! เอ่ยถามเสียงดังว่า

“อะไรนะ เจ้าสาว? เจ้าสาวของใคร”

“เอ่อ...เอ่อ...ลุงไปหาคุณเพลิงดีกว่า”

เมื่อลุงสนเผ่นหนีไม่ตอบคำถามให้กระจ่าง อัคคีก็หันไปขึงตามองลุงชาญบ้าง

“ลุงชาญ!”

“ลุงก็จะไปหาคุณเพลิงเหมือนกันครับ”

จนเขาไม่สามารถซักไซ้ไล่ความได้อีก

ทะแมงสะดุดตาเขาเป็นอย่างมาก ก็เอ่ยถามว่า

พาใครมา”

เรียกว่าฬานาก็ได้ เธอเป็นสัตวแพทย์

เฮ้ย! เฮ้ย! ไอ้พี่ชาย ใครบอกว่าผมต้องการสัตวแพทย์ และผมยังไม่ได้พูดสักคำว่าจะรับเธอเข้าทำงาน”

ตลอดเวลาที่พูดกับพี่ชาย ดวงตาคมกริบกวาดมองพีรดาตั้งแต่หัวจรดเท้า

“เรียนจบหมอสัตว์จริงหรือเปล่า ท่าทางไม่ให้เลย รูปร่างอ้อนแอ้นแบบนี้น่าจะเป็นพวกนางแบบซะมากกว่า”

อัคนีเอ่ยตอบแทนพีรดา ซึ่งไม่มีโอกาสได้พูดสักที

“ถ้าไม่เชื่อ นายก็ขอดูใบประกอบวิชาชีพจากคุณฬานาสิ”

“เสียเวลาเปล่า เพราะบอกแล้วว่าเราไม่ได้ต้องการสัตวแพทย์” อัคคีปฏิเสธ

“เฮ้ย! ต้องการสิ นายมีม้าเป็นฝูง

“ก็ผมยังไงล่ะ”

“นายดูคนเดียวไม่ได้หรอกน่า”

กระทั่งเกิดเป็นความรัก อัคนีจึงยุไม่หยุด

เดี๋ยวฬานาสมัครงานกับฟาร์มแถวๆ นี้ หรือไม่ก็ไปหางานในเชียงใหม่ก็ได้ค่ะ”

ใบหน้างามก็เผยความผิดหวังให้เห็น

“ก็ได้ จะรับเข้าทำงานก็ได้ ถ้าหากคุณผ่านการสัมภาษณ์จากผม”

Bình Luận ()

0/255