พีรดาพยายามสะบัดข้อมือให้พ้นจากการจับกุม แต่ก็ไม่สามารถสะบัดหนีได้ เมื่อถูกอัคคีกำข้อมือของเธอไว้แน่น

“นี่คุณ...ปล่อยมือฉันได้ไหม ฉันเดินเองได้ ไม่ต้องให้จูงมือเหมือนเด็กๆ”

อัคคีหันมาถลึงตาใส่ พร้อมกับดุเสียงเข้ม “ผมชื่ออัคคี จะเรียกชื่อจริงหรือชื่อเล่นว่าไฟก็ได้ แต่อย่าเรียกว่า ‘คุณ’ สั้นๆ ผมไม่ชอบ”

ถูกดุเสียงห้วน แถมอีกฝ่ายยังถลึงตาใส่ราวกับเธอเป็นเด็กๆ ก็ไม่ปาน พีรดาก็ตีหน้างอใส่ ตอกกลับคืนอย่างไม่มียอมแพ้

“ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าคุณชอบให้เรียกแบบไหน ฉันเพิ่งมาถึงฟาร์มของคุณ และพูด

คุยกับคุณไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำไป”

“ถ้ายังงั้นก็จงรู้ไว้ว่าผมชอบให้เรียกว่าคุณไฟ”

อัคคีตอบเสียงเข้ม พอเดินมาถึงหน้าบ้าน ก็จับร่างบางให้ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หินอ่อน พร้อมกับออกคำสั่งราวกับพีรดาเป็นลูกน้องของตนเองแล้ว

“นั่งลง ฬานา รอผมอยู่ตรงนี้ ผมจะเขียนใบสัมภาษณ์มาให้คุณกรอก”

ถูกจับกดบ่าทั้งสองข้างด้วยแรงมหึมา ทำเอาพีรดาจำต้องทรุดตัวลงนั่งอย่างไม่มีทางเลือก ขณะเดียวกันก็รู้สึกโกรธจนเกือบหลุดปากไปแล้วว่าจะกลับโรงแรม ไม่สมัครงงสมัครงานแล้ว

ทว่า...ดวงตาทั้งคู่ดันหันไปเห็นเจ้าอาชาไนยสีขาวสะอาด ที่กำลังวิ่งเหยาะๆ อย่างสง่างามอยู่ในสนามหญ้า ความคิดที่จะหนีกลับโรงแรมก็หายไปในทันที

“นั่นม้าพันธุ์เพอร์เชอร์รอน (Percheron) ใช่ไหมคะ”

พีรดาเอ่ยถามโดยสายตายังจับจ้องอยู่ที่ม้าพันธุ์งามราคาแพงลิบ จึงไม่มีโอกาสได้เห็นสายตาของอัคคี ที่ทอดมองเธอด้วยแววตาชื่นชมระคนแปลกใจ

แน่นอนว่าอัคคีแปลกใจ ที่พีรดารู้จักและมองออกว่าเจ้าอาชาไนย ที่กำลังเดินวิ่งเลาะเล็มยอดหญ้าอยู่นั้นเป็นม้าพันธุ์อะไร

“ใช่ม้าพันธุ์เพอร์เชอร์รอน น่าจะมีตัวเดียวในประเทศไทยมั้ง”

พีรดาพยักหน้ารับรู้และเห็นด้วย ก็แหม! เจ้าม้าที่มีราคาหลักล้านเกือบจะเหยียบสิบล้าน หากไม่ใช่มหาเศรษฐีจริงๆ คงไม่มีใครกล้าซื้อมาเลี้ยงหรอก

“ฉันขอเข้าไปดูม้าของคุณใกล้ๆ ได้ไหมคะ”

คราวนี้พีรดาหันมามองผู้เป็นเจ้าของฟาร์มขณะเอ่ยขออนุญาต

“ได้ แต่ห้ามจับ ห้ามแตะต้องม้าของผมเด็ดขาด” อัคคีเอ่ยอนุญาต แต่ก็มีข้อแม้ในตอนท้ายด้วย

“ไม่แตะต้องแน่นอนค่ะ ฉันแค่อยากดูเจ้าม้าราคาแพงนับสิบล้านใกล้ๆ เพื่อเป็นบุญตาเท่านั้นเองค่ะ”

ก็รีบเดินเร็วๆ ตรงไปเกาะขอบรั้วเพื่อมองเจ้าอาชาไนย ทันทีที่เธอเดินเข้าไปใกล้รั้ว คนงานในฟาร์มซึ่งเธอจำได้ว่าชื่อลุงสน และลุงชาญ

“คุณฬานาชอบม้าหรือครับ”

ลุงชาญเอ่ยถาม พอจะรู้คำตอบจากการมองสายตาของหญิงสาว ซึ่งมองสัตว์สี่เท้าเหล่านี้ด้วยแววตาแห่งรัก

“ค่ะ ชอบมากค่ะ”

อยากเอื้อมมือไปลูบขนนุ่มๆ เป็นมันวาวของมันแต่ก็ไม่กล้า

“อยากขี่เจ้าตัวนี้ไหมครับ มันเชื่องมาก ไม่พยศเหมือนตัวอื่นๆ”

ลุงสนเอ่ยถามบ้าง พร้อมกับชี้นิ้วมาที่ม้าตัวสวย พยักพเยิดให้หญิงสาวทำตามคำชวนของตน

แต่พีรดากลับส่ายหน้าปฏิเสธ พลางเอ่ยตอบเสียงแผ่วเบา เพราะกลัวอัคคีจะได้ยินด้วย

แบบเจ้าตัวนี้เหมือนกันค่ะ แต่คุณไฟสั่งห้ามว่า

พีรดาเอ่ยพูดไม่ทันขาดคำก็ต้องสะดุ้งเบาๆ กับเสียงตะโกนเรียกดังห้วนจากอัคคี

“ฬานา มานี่ ผมจะสัมภาษณ์คุณแล้ว”

พีรดายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ขณะเอ่ยบอกลุงสนกับลุงชาญ

“เดี๋ยวพวกลุงๆ จะช่วยคุณฬานาเองครับ”

พอพีรดาเดินเร็วๆ

“กูชอบคุณฬานา คนนี้เหมาะที่จะเป็นเมียของคุณไฟที่สุด”

“ใช่ กูก็ชอบเหมือนกัน เธอดูทะมัดทะแมง แต่ขณะเดียวกันก็ดูอ่อนหวานเหมาะ

สมที่จะเป็นคู่ชกของคุณไฟ” ลุงชาญเห็นด้วยกับคู่ซี้

และลุงสนก็ขอความร่วมมือว่า “เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยให้คุณฬานาได้ทำงานอยู่ที่นี่”

ไอ้สน ‘รักแท้แพ้ใกล้ชิด’ ถ้าคุณไฟกับคุณฬานาได้ทำงานด้วยกัน ไม่นานคุณไฟก็ต้องหลงรักคุณฬานาแน่ๆ”

“แหม! มึงนี่พูดได้น่าฟังจริงๆ”

ลุงสนเอ่ยชมเพื่อนรักกลั้วเสียงหัวเราะร่วน ก่อนจะกำหมัดชนกัน จากนั้นก็เฝ้าจับตามอง และต่างก็ลุ้นว่าพีรดาจะได้ทำงานอยู่ในฟาร์มของนายไฟหรือไม่

อัคคีจับสายตามองทุกฝีก้าว ตั้งแต่พีรดาเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรง

หน้าตนอีกครั้ง และขณะลอบมองหญิงสาวอยู่นั้น ก็ยอมรับตรงๆ ว่าค่อนข้างชื่นชอบ

พีรดา จนกระทั่งหัวสมองเกิดคำถามบ้าๆ สำหรับการสัมภาษณ์งานในครั้งนี้

ทางด้านของพีรดาเกิดอาการใจเต้นแรง เมื่อถูกอัคคีจ้องมองไม่กะพริบตา หญิง

สาวพยายามคาดเดาว่าอัคคีจะตั้งคำถามว่าอย่างไรบ้าง และก็สร้างคำตอบอยู่ในใจเพื่อ

ให้คำตอบของตนเป็นที่ประทับ กระทั่งอัคคีรับเธอเข้าทำงาน

“พร้อมแล้วใช่ไหม ฬานา”

อัคคีเอ่ยถาม และพีรดาก็พยักหน้ารับคำเสียงหนักแน่น

“ค่ะ พร้อมแล้วค่ะ”

อัคคีกระตุกยิ้มตรงมุมปาก ดวงตาคมกริบจ้องมองแพรวพราวติดเจ้าเล่ห์ ก่อนจะยื่นกระดาษขนาดเอสี่ให้พีรดารับไปอ่าน

“อ่านซะ นี่คือคำถามสำหรับการสัมภาษณ์งานในวันนี้”

พีรดารับกระดาษแผ่นบางมากวาดสายตามอง ทว่า...แค่เพียงเห็นตัวหนังสือที่เขียนยึกยืออยู่บนกระดาษ ก็อดเหน็บแนมอีกฝ่ายไม่ได้

“แน่ใจหรือคะว่านี่คือตัวหนังสือ”

“ก็ตัวหนังสือ!” อัคคีตอบเสียงห้วน หน้าตึงกับคำเหน็บของพีรดา

เอ่ยตอบให้อัคคีต้องโมโหอีกรอบ “อ๋อ...ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย

Bình Luận ()

0/255