เมื่อได้รับอนุญาตจากอัคคีแล้ว พีรดาก็รีบเดินเร็วๆ กลับมายังบ้านของอีกฝ่าย และขณะกำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน ก็ไม่ลืมหันมามองว่าอัคคีได้เดินตามเธอมาหรือเปล่า พอเห็นเป็นทางสะดวก อัคคียังคงยืนคุยกับลุงสนและลุงชาญอยู่ จึงรีบเข้าไปในบ้าน ตรงไปยังโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทร.หามารดาในทันที

การโทร.ในครั้งแรกไม่สามารถติดต่อกับมารดาได้ เนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์ของปลายทางเป็นสายไม่ว่าง เมื่อลองกดโทร.อีกครั้งก็ยังเป็นสัญญาณไม่ว่าง พีรดาจึงต้องวางหูโทรศัพท์ลงกับแป้น แล้วยืนรออย่างใจเย็น กระทั่งห้านาทีผ่านไปจึงลองกดโทรอีกครั้ง และครั้งนี้ก็คลี่ยิ้มออกมาได้ เมื่อโทรติดและมารดาได้กดรับสาย

“คุณแม่คะ ฬานาเองค่ะ”

พีรดารีบเอ่ยบอกเพราะเกรงว่ามารดาจะสงสัย ที่มีเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยโทรไปหาท่าน

“ฬานา!!! อยู่ไหน! กลับมาบ้านเดี๋ยวนี้”

ไม่มีการทักทายหรือสอบถามสารทุกข์สุกดิบของลูกสาว ทันทีที่รู้ว่าคนที่โทรมาหาตนนั้นคือลูกสาวที่กำลังตามหาตัวให้วุ่นอยู่ สรุตาก็ตวาดออกคำสั่ง และตบท้ายด้วยการด่าทอยืดยาว

“หายหัวไปไหนมา นังฬานา รู้ไหมว่าทำให้พ่อกับแม่เดือดร้อนมากแค่ไหน”

ขอบตาถึงกับร้อนผ่าวด้วยความน้อยใจ ที่มารดาดุด่ามากกว่าจะถามถึงความเป็นอยู่ของเธอ

“ฬานามาทำงานเก็บเงินไว้ให้คุณแม่เอาไปใช้หนี้คุณเมธัสยังไงละคะ”

คราวนี้ผู้เป็นมารดานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยถามออกมาได้ “ใครบอกว่าแม่เป็นหนี้คุณเมธัส”

“ฬานาได้ยินคุณพ่อคุณแม่คุยกันค่ะ คุณแม่เอาเงินของเขามาทำอะไรตั้งสี่ล้าน”

“อย่ายุ่ง! แม่จะเอาเงินมาทำอะไรก็เรื่องของแม่ แกมีหน้าที่ทำตามที่พ่อกับแม่สั่ง คือกลับมาแต่งงานกับคุณเมธัส”

“ไม่ค่ะ ฬานาไม่กลับบ้าน และจะไม่แต่งงานกับคุณเมธัสด้วย”

เพราะคิดว่าไม่มีใครอยู่ในบ้าน พีรดาจึงตอบโต้โทรศัพท์กับมารดาด้วยน้ำเสียงค่อนข้างดัง และก็เป็นจังหวะเดียวกันที่อัคคีเดินเข้ามาได้ยินพอดี

อัคคีขมวดคิ้วเข้าหากันยุ่งกับประโยคที่แล่นมากระทบหู และด้วยยืนหันหลังให้กับประตูทางเข้า พีรดาจึงไม่รู้ว่ามีบุคคลอื่นเข้ามาได้ยินเสียงการสนทนาของเธอ

“ฬานาคุยกับใคร”

แล้วเดินอ้อมไปทางด้านหลังเพื่อเข้าไปในห้องครัว ซึ่งในห้องครัวมีโทรศัพท์อยู่อีกหนึ่งเครื่อง และโทรศัพท์ภายในบ้านพ่วงเข้าหากันทุกเครื่อง แค่เพียงเขายกหูฟังขึ้น

ต่างก็ไม่รู้ว่ามีบุคคลที่สามแอบฟังการสนทนาของพวกตน จึงทะเลาะตอบโต้กันอย่างดุเดือด

“แกต้องกลับบ้าน กลับมาแต่งงานคุณเมธัส”

ฬานายืนยันคำเดิมว่าไม่กลับ

“ถ้าแกไม่แต่งงาน คุณเมธัสเขาจะเอาเงินสี่ล้านของเขาคืน”

มันไม่ใช่เงินของเรา

“ถ้าฉันมีให้เขาก็ดีสิ แต่...เงินสี่ล้านไม่มีเหลือแล้ว”

“คุณแม่เอาไปทำอะไรหมดคะ”

“คาสิโน ฉันเอาไปเล่นในคาสิโนหมดแล้ว”

อย่างหมดแรง

“คุณแม่เอาเงินสี่ล้านไปถลุงในคาสิโนหมดเลยหรือคะ”

พีรดาเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา หลังจากนิ่งเงียบไปนาน ขอบตาร้อนผะผ่าวอยากร้องไห้เหลือกำลังกับเรื่องที่ดังอยู่ในโสตประสาท

“ก็ฉันเพิ่งบอกไปหยกๆ ว่าเงินหมดแล้ว”

สรุตาตอบกลับด้วยความโมโห เมื่อถูกลูกสาวเซ้าซี้ในเรื่องที่ไม่อยากพูดและกำลังเป็นทุกข์อยู่ในขณะนี้

ถ้าหากไม่แต่งงานกับเขา...เขาก็จะยึดเอาบ้านของเราไปขาดทอดตลาด คราวนี้พ่อกับแม่ก็ไม่มีที่อยู่ แกจะทำตัวเป็นลูกทรพีปล่อยให้พ่อกับแม่นอนข้างถนนได้ยังงั้นหรือ”

ทำเอาเขาต้องขบกรามไว้แน่นด้วยความเจ็บปวดแทน ขณะเดียวกันก็บอกกับตัวเองให้ใจเย็นๆ รอฟังพีรดาสนทนากับมารดาของเธอให้จบซะก่อน

“เขา...เขาให้เวลาคุณแม่กี่วันคะ...” น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นแสนแผ่วเบาจนแทบไม่พ้นลำคอ

ผู้เป็นมารดาตอบเสียงเข้ม “ถ้าแกไม่มีเงินสี่ล้านไปให้เขา

ย้ำคำให้ลูกสาวได้คิดแล้ว ผู้เป็นมารดาก็กดวางสายในทันทีโดยไม่รอฟังคำปฏิเสธจากพีรดา

แต่พีรดายังคงเธอหูโทรศัพท์ค้างอยู่ ร่างบางสะอื้นร้องไห้จนตัวโยน โดยหารู้ไม่ว่าเสียงร่ำไห้ของเธอช่างสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้ที่แอบฟังยิ่งนัก

และพอเหลือบสายตาเห็นเวลาบนนาฬิกาที่ประดับไว้บนผนังบ้าน ก็รีบเช็ดคราบน้ำตาให้เหือดแห้ง เพราะเหลือเวลาอีกแค่สามสิบนาที ก็ต้องไปรับประทานมื้อค่ำที่บ้านของแม่เลี้ยงรดาแล้ว

และด้วยไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่ต้องแขวนท้องรอเธอแค่เพียงคนเดียว พีรดาจึง

เดินเซโซตรงไปยังห้องนอนของตน ในหัวนั้นหนักอึ้งไปด้วยคำพูดของมารดา

บ้านของเธอก็จะถูกเมธัสใช้อำนาจยึดไปขายทอดตลาด แต่ถ้าหากยอมแต่งงานกับเมธัส

Bình Luận ()

0/255