อลิสาปล่อยให้น้ำตาของตัวเองไหลพรากออกมาอีกยกใหญ่ หลังจากที่เธอไล่สายตาอ่านข้อความในจดหมายจนครบทุกตัวอักษร

“เรากับแม่ไม่เคยมองว่าอลินจะเป็นภาระเลยนะ… จะทำอะไรทำไมไม่ปรึกษากันก่อน” หญิงสาวตะโกนถาม ทั้งที่เธอรู้ดีแล้วว่าไม่มีทางจะได้คำตอบ ทว่าก่อนที่เธอจะปล่อยให้ตัวเองด่ำดิ่งอยู่กับความโศกเศร้า เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขัดขึ้นซะก่อน

“ว่าไงคะแม่ เคลียร์งานเสร็จแล้วหรอ”

(เสร็จแล้วลูก ตอนนี้แม่กำลังจะกลับไปจัดกระเป๋าที่บ้าน แล้วลูกไปที่บ้านนั้นมาเป็นยังไงบ้าง ป้าเนตรเขาไม่ได้ทำอะไรลูกใช่ไหม)

น้ำเสียงของคนปลายสายเต็มไปด้วยความเป็นห่วง อรนภารู้จักนิสัยของพี่สาวอดีตสามีดีว่ารายนั้นร้ายกาจแค่ไหน แถมยังมีนิสัยหวงสมบัติเข้าเส้นพ่วงมาอีก และการที่ลูกสาวอีกคนของเธอไปปรากฎตัวที่นั่น ไม่มีทางเด็ดขาดที่บ้านนั้นจะยอมเปิดประตูต้อนรับง่ายๆ

“ก็ปะทะฝีปากกันพอหอมปากหอมคอค่ะแม่ หนูไม่ใช่อลินนี่คะที่จะยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ เขาทำได้มากสุดก็แค่ตะโกนด่าปาวๆให้รู้สึกรำคาญหูเท่านั้นแหละ เพราะว่าวันนี้มีทนายไปด้วยค่ะ ถึงจะช่วยได้ไม่มาก แต่หนูก็ตอกกลับป้าเนตรด้วยกฎหมายเชียวนะคะ” เธอโอ้อวดกลั้วหัวเราะ เพื่อให้มารดาคลายกังวล

(ตายล่ะ แล้วแบบนี้เขาไม่ด่ามาถึงแม่แล้วหรอนั่น)

พลางหัวเราะคิกคัก

(ไม่ล่ะ เรื่องอะไรจะต้องแคร์)

เอ้อ! แม่ถึงบ้านหรือยังคะ

เอ๊ะ! มีจริงๆด้วย จดหมายอะไรหรอ)

หนูอยากมาจัดการเรื่องของอลินให้เรียบร้อย แล้วก็อยากพักใจอีกสักเดือนสองเดือน

อีกอย่างเรียนหมอก็ยากจะตายไป

อรนภาบอกกลั้วหัวเราะ ทั้งที่ใบหน้าของท่านยังมีแววความโศกเศร้าฉายชัดอยู่

“แม่คะ หนูได้อ่านจดหมายของอลินแล้วนะ”

ถ้าเจอพวกป้าเนตรอีกก็ทำหูทวนลมไปนะ

“คงไม่หรอกค่ะ หนูให้คุณทนายเขาบอกป้าเนตรแล้วว่าต่อจากนี้หนูจะเป็นเจ้าภาพเอง แม่กับเคทจะขึ้นเครื่องมากี่ทุ้มคะ”

Bình Luận ()

0/255