ทัณฑ์สวาทจอมมาร

10.พยาบาลจำเป็น

เมื่ออยู่ตามลำพัง ใบหน้าคมสันของคนที่เพิ่งจากมาก็ลอยเข้ามาในหัว ความวาบหวามและรสจูบดูดดื่มยังคงติดอยู่ทั่วร่าง ร่างงามเดินไปหยุดหน้ากระจก ปลายนิ้วแตะริมฝีปากอิ่มที่ยังหลงเหลือรอยช้ำนิดๆ เอาไว้

ขณะที่ใจลอยไปไกล เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น กังสดาลเห็นเบอร์ไม่คุ้นตาโชว์อยู่หน้าจอก็ตัดสายทิ้งไป แต่คนที่โทร.เข้ามาก็ไม่ละความพยายาม โทร.มาอีกครั้ง เธอจึงตัดสินใจรับเพื่อตัดรำคาญ

“สวัสดีค่ะ ต้องการพูดกับใครคะ”

“ต้องการพูดกับมายเดียร์ของผมครับ” เสียงทุ้มกวนอารมณ์จนเธออยากจะตัดสายทิ้ง แต่คำขู่ของเขาทำให้เธอต้องถือสายไว้

“ถ้ากดทิ้งผมจะบุกเข้าไปในรังชาโรน็อฟแน่นอนมายเดียร์”

“อย่าเรียกแบบนี้ได้ไหม ฉันเลี่ยนจนจะอ้วกอยู่แล้ว” เธอสวนกลับอย่างไม่เกรงใจ หากคนปลายสายยังอารมณ์ดี ตอบกลับมาให้เธอได้อายอีกจนได้

“แค่จูบลูบคลำก็ท้องแล้วเหรอ แบบนี้ต้องรีบไปหาว่าที่พ่อตาแม่ยายซะแล้วสิ”

“อย่านะ! ขืนเข้าคุณเข้ามา นิคเอาเรื่องคุณแน่” กังสดาลร้องห้ามและใจโหวงเหวง น้ำเสียงห่วงใยส่งผ่านไปให้อย่างไม่รู้ตัว

“มายเดียร์ห่วงขนาดนี้ผมไม่ยอมตายง่ายๆ”

“เฮ้อ... ฉันจะทำยังไงกับคุณดีนะ แล้วนี่โทร.มากวนประสาทคนอื่นเขาตอนดึกมีอะไรก็ว่ามาค่ะ ฉันง่วง”

“คิดถึง” คำพูดสั้นๆ แต่คนฟังถึงกับอึ้ง คนปลายสายก็เงียบไปเพื่อรอฟังเสียงตอบโต้ของอีกฝ่าย กังสดาลกัดริมฝีปากอยู่นานกว่าจะตอบกลับไป

“ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นอาจจะปลื้มจนจิกหมอน แต่สำหรับฉันมันเป็นคำโหลๆ ที่ได้ยินทุกวันจนเบื่อ” เธอพูดให้เขาหน้าแตก แต่อัลฟาโล่แตกไปทั้งหน้าและใจ เพราะไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนไม่ปลื้มเขาแบบนี้มาก่อน

“จี๊ดขึ้นสมองเลยมายเดียร์ เพราะความคิดถึงของผมไม่เคยให้ใคร มายเดียร์ได้สิทธิ์ความคิดถึงเพียงคนเดียว ต่อไปคนที่จะบอกคิดถึงคุณได้มีแค่ผมคนเดียวเท่านั้น” เขาบอกเสียงจริงจัง

“สเปนคือถิ่นคุณ แต่ที่นี่ถิ่นฉัน ชีวิตก็เป็นของฉัน ถ้าอยากเป็นเจ้าชีวิตคนอื่นก็เชิญไปไกลๆ เพราะชีวิตของฉันหัวใจเท่านั้นกำหนดว่าจะยกให้ใคร กู๊ดไนต์นะคะคุณอัลฟาโล่ อาร์คาดิโอ” เธอเรียกเขาเต็มยศก่อนจะตัดสายทิ้ง หากเธอได้เห็นสีหน้าและแววตาของคนปลายสายยามนี้ คงต้องคิดให้หนักเพราะเขาต้องหาวิธีเอาคืนแน่นอน

กังสดาลวางโทรศัพท์บนหัวเตียงแล้วล้มตัวลงนอนเหยียดยาว สายตาทอดมองดวงดาวผ่านบานเลื่อนที่เชื่อมต่อกับระเบียง นี่เธอจะหนีผู้ชายคนนี้ไม่พ้นจริงๆ หรืออย่างไร ทำไมยิ่งหนีเขาก็ยิ่งตามจนเธอขาดความเป็นส่วนตัว หรือความรักจะเป็นจริงอย่างที่คนอื่นเขาพูดกัน… ความรักก็เหมือนผีเสื้อ เวลาเราวิ่งเข้าหา ผีเสื้อมักจะบินหนี แต่เมื่อไรเราหันหลังให้ ผีเสื้อก็จะบินเข้ามาหา… หญิงสาวคิดไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งเผลอหลับไป ทั้งๆ ที่มีหลายเรื่องค้างคาในใจ

หลังจากปะทะคารมกับอัลฟาโล่ได้สองวัน กังสดาลก็นัดเจอเพื่อนๆ ที่ร้านอาหารใกล้กับโรงแรมของวิกกี้ แต่สามสาวเพื่อนเลิฟก็ไม่ยอม เรียกร้องจะกินอาหารไทยที่โรงแรมให้ได้ เธอจำต้องตามเสียงส่วนรวมอย่างจำใจ ทันทีที่เธอจอดรถหน้าโรงแรม การ์ดของอัลฟาโล่ก็รายงานให้เจ้านายรู้ทันที

กังสดาลเดินตรงไปที่ห้องอาหาร ดวงตากลมโตชำเลืองมองซ้ายขวาราวกับนางสมันสาวระวังภัย แจ๊สซี่เห็นกังสดาลเดินมาก็ยกมือให้ หญิงสาวยิ้มพลางเดินไปนั่งที่เก้าอี้ว่างระหว่างสองสาว

“แอนนายังไม่มาเหรอ”

“เมื่อกี้โทร.มาบอกว่ากำลังออกจากโรงพยาบาล คงอีกประมาณครึ่งชั่วโมงน่าจะมาถึง” วิกกี้เป็นคนตอบก่อนจะหันไปมองหน้าแจ๊สซี่

“แกสองคนมีอะไรหรือเปล่า ทำไมมองหน้าฉันแปลกๆ” กังสดาลมองหน้าเพื่อนเลิฟสลับกันไปมา

“เมื่อวานฉันเห็นแกวิ่งหน้าตาตื่นออกจากลิฟต์ แล้วคุณ…เอ่อ…คุณอัลฟาโล่ก็วิ่งตามแกออกมา” วิกกี้ถามพลางมองหน้าแดงระเรื่อของกังสดาล

“ระหว่างแกกับเจ้าพ่อแดนกระทิงดุมาดเข้มคนนั้น มันเกิดอะไรขึ้นยัยนาเดีย บอกมาให้หมดเดี๋ยวนี้เลย ก่อนที่ฉันกับยัยวิกกี้จะอกแตกตายเพราะความอยากรู้” แจ๊สซี่และวิกกี้จ้องหน้ากังสดาลอย่างตั้งใจ ทำเอาคนถูกซักฟอกทำหน้าไม่ถูก

“ก็ไม่มีอะไรนี่ เขาแค่อยากรู้จักก็เลยเลี้ยงข้าว ฉันไม่อยากกินก็เลยหนีกลับไปก่อนก็เท่านั้น” กังสดาลจำต้องปิดบังความจริงเพื่อไม่ให้ใครต้องห่วงใย แจ๊สซี่ตีแขนกลมกลึงเบาๆ พลางจีบปากจีบคอบอกอย่างมีจริต

“ต๊าย! ยัยบ๊อง ทำไมทิ้งโอกาสที่สาวๆ ค่อนโลกอยากทำยะ เป็นฉันหน่อยไม่ได้แม่จะรีบแจ้นมาเชียว”

“เขารู้จักแกได้ยังไง เมื่อไร ทำไมฉันสามคนเพิ่งรู้เมื่อวาน” วิกกี้ยิงคำถามถี่ยิบเพราะเธอทั้งสี่ไม่เคยมีความลับต่อกัน

“หลังงานแสดงโชว์นั่นแหละ” กังสดาลตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดาที่สุด แต่ดูเหมือนเพื่อนรักทั้งสองจะไม่เชื่อสักเท่าไร กังสดาลถูกซักมากๆ ก็เปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อเบนความสนใจ “แกสองคนจะถามให้ฉันไมเกรนขึ้นทำไมนะ นายคนนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจสักหน่อย สั่งอาหารรอยัยหมอดีกว่า ฉันหิวแล้ว”

วิกกี้กับแจ๊สซี่ไม่ถามอะไรต่อเพราะรู้จักเพื่อนคนนี้ดี ว่าถ้าไม่อยากบอกต่อให้เอาอะไรมาล่อก็ไม่ยอมคลายเรื่องที่เก็บไว้ รอให้พร้อมเมื่อไรนั่นแหละถึงจะยอมคายไอ้เรื่องที่เก็บไว้ออกมา บางทีจนเพื่อนๆ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำ

“อยากกินอะไรเดี๋ยวฉันเลี้ยง ถือว่าเลี้ยงส่งยัยแจ๊สไปทำงานที่ฝรั่งเศส ส่วนฉันก็ต้องไปเรียนเพิ่มเติมที่นั่นด้วย” วิกกี้บอกพลางเรียกพนักงานมาสั่งอาหาร

“แกสองคนจะทิ้งฉันกับยัยหมอไปฝรั่งเศสเหรอ” กังสดาลเสียงเครียด

“ก็ห้องเสื้อที่โน่นเขาเชิญให้ไปออกแบบเสื้อผ้าในงานแฟชั่นโชว์ครบรอบสามสิบห้าปี ฉันก็เลยต้องไปอยู่ที่นั่นจนกว่างานจะเสร็จ”

“ขาดแกสองคนไปฉันกับยัยหมอก็เหงาแย่นะสิ” กังสดาลยกมือเท้าคางพร้อมกับส่งสายตาอ้อนๆ ไปให้ แจ๊สซี่จิ้มนิ้วที่หน้าผากนูนสวยของกังสดาลอย่างหมั่นไส้และรักใคร่ในคราเดียว

มีหนุ่มตามจีบแบบนี้ขี้คร้านจะลืมเพื่อน คิดถึงก็ประชุมสายสิยะจะยากอะไร ใช่ไหมวิกกี้”

กังสดาลมีอคติไม่เลิก แจ๊สซี่ผู้เป็นศิราณีให้เพื่อนๆ ในกลุ่มมองดวงตากลมโตที่กำลังเต้นเร่าด้วยความแปลกใจ เพราะนัยน์ตาคู่งามวันนี้ดูเปล่งประกายกว่าทุกครั้งที่เคยเห็น

“หมอแอนทำไมยังมาไม่ถึงอีก นี่ก็เลยเวลาเยอะแล้วนะแก” วิกกี้ชะเง้อมองประตูทางเข้า

“รออีกสักสิบนาที ถ้าไม่มาค่อยโทร.ตามก็แล้วกัน” กังสดาลออกความเห็นก่อนจะชวนคุยเรื่องทั่วไป

ส่วนคนที่กำลังตกอยู่ในหัวข้อสนทนา กำลังเลี้ยวรถเข้าไปจอดในลานจอดรถ คุณหมอสาวเปิดประตูลงจากรถก็ยกนาฬิกาดูเวลา

“เลยนัดอีกตามเคยฉัน” เมื่อเห็นตัวเองเลยเวลานัดไปมากก็รีบเข้าไปข้างใน ความรีบร้อนทำให้เธอไม่ทันมองคนที่เดินเลี้ยวเข้าไปในห้องอาหาร

โชคดีที่มีมือใครคนหนึ่งจับมือเธอไว้ทัน แอนนาบิดข้อมือออกแต่คนช่วยก็ไม่ยอมปล่อย

“คุณ!”

“ตัวจริงเสียจริงครับคุณหมอ” อัลวาเรซก้มศีรษะให้ว่าที่คู่หมั้น แววตาคมรีวับวาวด้วยความยินดี

“ปล่อยมือฉันค่ะ เพราะการลวนลามผู้หญิงในที่สาธารณะไม่ใช่วิสัยของสุภาพบุรุษ” แอนนาบอกเสียงดุ

อัลวาเรซมองใบหน้าหวานที่ดูแปลกไปกว่าทุกครั้งที่เห็น เพราะวันนี้ไม่มีแว่นสายตาปกปิดไว้ ทำให้เขาได้เห็นความสวยใสของว่าที่คู่หมั้นเต็มตา

เขาไม่ถือว่าลวนลาม แต่เป็นการแสดงความรักมากกว่า”

ยังไม่ได้หมั้นกันสักหน่อย ขี้ตู่จริง

“แต่เรายังไม่ได้หมั้นกัน เพราะฉะนั้นเขาเรียกลวนลาม” เธอเถียงพลางบิดมือออกจากอุ้งมือใหญ่ อัลวาเรซก็ยอมปล่อยแต่โดยดี

เราต้องหมั้นกันแน่นอนผมคอนเฟิร์ม ใกล้เที่ยงแล้วไปทานมื้อเที่ยงกันไหม” อัลวาเรซเอ่ยชวนก่อนจะมองเข้าไปในห้องอาหาร กังสดาล วิกกี้และแจ๊สซี่เห็นเพื่อนยืนคุยอยู่กับหนุ่มหล่อก็มองหน้ากัน

พูดจบคุณหมอสาวก็เดินไปที่โต๊ะ

“ขอโทษนะทุกคนที่มาสาย พอดีมีเคสสำคัญเลยทิ้งมาไม่ได้” แอนนาออกตัวโดยไม่เห็นคนที่เดินตามหลังมา สามสาวมองเลยบ่าเพื่อนไปยังหนุ่มหล่อที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ

แจ๊สซี่บอกพลางส่งสายตาหวานเยิ้มไปให้เป็นทัพหน้า แอนนาหันขวับไปมอง

“อุ๊ย! คุณ!” แอนนาอุทานใบหน้าเห่อแดง อัลวาเรซยิ้มให้ก่อนจะแนะนำตัวอย่างสุภาพ

เป็น…” เขาหยุดพูดแล้วยื่นหน้าไปถามเธอใกล้ๆ

เพื่อนก็พากันมองคนรู้จักของเธอไม่วางตา

เลยจำกันไม่ได้ เราก็เลยต้องทบทวนความหลังกันหน่อย” แอนนาถึงกับอ้างปากค้างกับความสัมพันธ์ที่เขาอ้าง...ยี้ไอ้คนเจ้าเล่ห์

“จริงอย่างที่คุณอัลวาเรซบอกหรือเปล่าหมอแอน” กังสดาลถาม

คุณหมอสาวรีบยกมือส่ายปฏิเสธ เพื่อนๆ

“คนนี้เหรอที่พ่อกับแม่แกจะให้แต่งงานด้วย” วิกกี้ถามขึ้นมาบ้าง แต่คนตอบกลับไม่ใช่เพื่อนสาว แต่เป็นอัลวาเรซที่ตอบแทน

แต่บังเอิญว่าผมมีธุระที่นี่เสียก่อน วันเปิดตัวประธานอีเกอร์คนใหม่รับรองคุณๆ ได้เห็นกันแน่นอนครับ” อัลวาเรซบอกยิ้มๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็คนกันเองสิคะ งั้นเชิญทานข้าวด้วยกันเลยนะคะ” วิกกี้กล่าวเชิญเสร็จก็ร้องอุทานเมื่อถูกแอนนาตีแขนซ้ายเบาๆ

“ทำไมต้องชวนเขาด้วย” แอนนาเอนตัวไปกระซิบถามขณะที่วิกกี้ส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม

คุณมีน้ำใจ ไม่เหมือนคนแถวนี้ จะหมั้นกันอยู่แล้วยังไม่สนใจชวน” อัลวาเรซบอกก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างว่าที่คู่หมั้น “วันนี้ผมขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงทุกคนนะครับ

“แบบนี้ต้องกินแล้วห่อกลับบ้านด้วยแล้วสิคะ” แจ๊สซี่บอกเสียงหวาน พนักงานเริ่มนำอาหารมาเสิร์ฟ ทำให้การสนทนาหยุดลงชั่วขณะ

ว่าแต่ใครชื่ออะไรกันบ้างครับเนี่ย” อัลวาเรซถามพลางสบตาแต่ละคนอย่างถูกใจ เพราะสาวๆ แก๊งนี้สวยเฉี่ยวทุกคน

“ฉันแจ๊สซี่ค่ะ ถัดไปก็จะเป็นวิกกี้ กังสดาลและคนสุดท้ายก็ไปทำความรู้จักกันเองนะคะ” แจ๊สซี่ทำหน้าที่แนะนำเพื่อนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

หมอแอนนะครับ งานแต่งคงต้องเชิญไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวด้วยนะครับ”

“ฉันตกลงแต่งกับคุณตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

อัลวาเรซตัดบทเลื่อนอาหารไปให้อย่างเอาใจ กังสดาล

เมื่อทานอาหารเสร็จทั้งหมดก็เดินออกจากห้องอาหาร แต่ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับ ครูซก็ออกมาจากลิฟต์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“คุณเรซครับ”

ทั้งอัลวาเรซและสี่สาวหันไปมองทางต้นเสียง “มีอะไรครูซ” อัลวาเรซถามหลังจากครูซเดินมาถึงตัว

“บอสไม่สบายมากครับ สงสัยแผลคงอักเสบ” ครูซตอบคำถามขณะที่ปรายหางตามองไปที่คนต้นเรื่อง กังสดาลหน้าถอดสีไม่คิดว่าเขาจะอาการหนักขนาดนี้

ก้าวยาวๆ

“บอสไม่ยอมไปหาหมอครับคุณเรซ ผมพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ”

เจ้านายป่วยขนาดนี้ยังไม่ทำอะไรกันอีก” อัลวาเรซต่อว่ากรายๆ ครูซก้มหน้าอย่างรู้ความผิดและตัดสินใจก้มศีรษะให้แอนนา

ถือว่าผมขอร้อง

“ไปดูเขาหน่อยนะแอนนา ถ้าหนักมากก็ต้องบังคับให้ไปโรงพยาบาล”

ช่วยหน่อยนะครับ เพราะพี่ชายผมบทจะดื้อใครก็บังคับไม่ได้” อัลวาเรซบอกเสียงเครียด

“เดี๋ยวฉันสามคนขึ้นไปเป็นเพื่อน” วิกกี้จับมือแอนนาบีบแรงๆ ก่อนจะพากันเดินเข้าไปในลิฟต์

ไม่ถึงอึดใจทั้งสี่สาวก็มายืนในห้องนอนกว้างของอัลฟาโล่ ใบหน้าซีดเผือดนอนนิ่งอยู่บนเตียงจนกังสดาลใจไม่ดีขยับไปยืนใกล้ๆ

แอนนาเปิดผ้าปิดแผลออกช้าๆ เพราะกลัวแผลอักเสบมากกว่าเดิม

“ใคร”

ส่วนนี่คุณแจ๊สซี่กับคุณวิกกี้เพื่อนหมอแอน คนนั้นพี่คงรู้อยู่แล้ว” อัลวาเรซบอกเสียงเรียบ

“แผลอักเสบได้ยังไงคะ” แอนนาถามและมองรอยแดงรอบๆ แผล อัลฟาโล่คลี่ยิ้มเล็กน้อยในขณะที่ตาคมยังคงมองกังสดาลไม่วางตา

คำตอบของอัลฟาโล่ทำให้ทุกสายตาหันไปมองกังสดาลเป็นจุดเดียว คนถูกมองทำหน้าไม่ถูก

“เมื่อวานที่ฉันเห็นแกวิ่งหนีคุณอัลฟาโล่ก็เพราะแกทำร้ายเขาเองหรอกเหรอนาเดีย” วิกกี้ถามด้วยความตกใจ กังสดาลพยักหน้าขึ้นลงยอมรับอย่างไม่มีทางเลี่ยง

แกทำจนแผลเขาอักเสบเลยเหรอ แบบนี้คนยิงก็ตีปีกเลยนะสิคะที่คุณเจ็บมากกว่าเดิม” แจ๊สซี่ผสมโรงเพราะไม่รู้ว่าคนยิงเป็นใคร

Bình Luận ()

0/255