*** ทักทายคร้า ***

ขณะที่ชั้นบนสุดของคอนโดมิเนียมหรูอบอวลด้วยไอแห่งรัก หากชั้นที่ยี่สิบซึ่งเป็นห้องพักของคุณหมอสาวกลับเต็มไปด้วยความห่วงใย เจ้าของห้องเดินกลับไปกลับมาเพื่อรอเพื่อน ใจร่ำๆ อยากขึ้นไปตาม แต่คนที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาห้ามไว้

“หมอ... พี่ตาลายแล้ว นั่งลงเถอะ เดี๋ยวคุณนาเดียก็มาเชื่อพี่สิ” อัลวาเรซลุกไปจับมือแอนนามานั่ง

“เชื่อได้ไงล่ะ บอกให้รอสองชั่วโมง นี่มันปาเข้าไปสามชั่วโมงแล้วนะคะ พี่ก็พูดได้สิ เพราะได้เปรียบทั้งขึ้นทั้งล่องนี่” แอนนาสะบัดเสียงใส่พร้อมกับตวัดค้อนด้วยสายตา

“เขาสองคนนานๆ เจอกันทีนะครับ เลยต้องคุยกันนานหน่อย แต่ก็ดีนะเราจะได้มีเวลาอยู่สองต่อสองนานไปด้วย” อัลวาเรซวกกลับมาเข้าเรื่องตัวเอง แถมยังเอื้อมมือลูบผมยาวสลวยอย่างอ่อนโยน คุณหมอสาวชำเลืองตามองร่างสง่าในชุดลำลองสบายๆ ความอ่อนโยนที่ศีรษะทำให้เธอไม่อยากขยับห่าง

“พี่อยากหอมแก้มหมอจัง ได้หรือเปล่า” เขากระซิบขอใกล้ๆ จนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดซอกคอขาวผ่อง คุณหมอที่เก่งแต่รักษาคนไข้ แต่ไม่เก่งเรื่องความใกล้ชิดระหว่างชายหญิงถึงกับใจเต้นรัว พอเขาก้มลงไปหาหมายจะทำในสิ่งที่ขอ เธอก็เอนตัวออกห่าง

“หอมแล้วไงจะหอมอะไรบ่อยคะ ตั้งแต่พี่มาแอนนาโดนหอมไปสองสามฟอดแล้วนี่” เธอบอกทั้งที่อายแสนอายจนอยากทำตัวหายวับไปที่อื่น

“หอมแก้มกันวันละนิดจิตแจ่มใสนะครับ ความรักต้องหมั่นเต็มน้ำตาล รักจะได้อยู่กับเรานานๆ ไง” เขาบอกพลางยกร่างบอบบางไปนั่งบนตัก แล้วฉวยโอกาสหอมแก้มเธอทั้งซ้ายขวาแรงๆ จนแอนนาเจ็บเพราะหนวดเคราแข็งเป็นตอของเขา

“ว้าย! ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ”

“จะหวงทำไมครับ สุดท้ายเราก็ต้องเป็นของกันและกันอยู่แล้ว” เขาถามพลางกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น แอนนาวางมือบนบ่ากว้าง ตามองหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรไม่วางตา

“แต่ไม่ใช่ตอนนี้นี่คะ แอนนากับเพื่อนแม้จะดื้อและเป็นสาวสมัยใหม่แต่ก็ไม่เคยทำตัวไม่ดี”

“พี่รู้ครับ นั่นล่ะคือคุณค่าของผู้หญิง มันอาจไม่สำคัญกับพี่ แต่มันสามารถทำให้พี่รู้ว่าคนๆ นี้มีค่ามากแค่ไหน” อัลวาเรซแนบหน้าผากกับหน้าผากเธอแล้วถูไถไปมาอย่างหยอกเย้า “ตกลงจะให้ทำมากกว่าหอมไหมเอ่ย…”

“เคยมีใครบอกไหมว่าผู้ชายบ้านนี้เอาแต่ใจ อยากได้อะไรต้องได้” แอนนาบอกอย่างอ่อนใจ อัลวาเรซหัวเราะเบาๆ แล้วจูบแก้มนุ่มอีกครั้ง

“แก้มเราหอมใสเหมือนแก้มเด็ก หอมแล้วยิ่งอยากหอม” เขาทำทีก้มลงไปหาใหม่ แอนนายกมือดันใบหน้าหล่อเหลาเอาไว้

“พอแล้ว ชอบเอาเปรียบกันจริงๆ เชียว เจอแม่กับคุณลุงจะฟ้องให้เลื่อนงานแต่ง”

อัลวาเรซบอกเหมือนคนใจป้ำ แอนนาตวัดค้อนงามๆ ผิวแก้มใสแดงแล้วแดงอีก ครั้นเสียงหัวเราะเบาๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักหนาของชายหนุ่ม

จะให้ยอมได้ยังไงล่ะก็แม่คุณเลื่อนตั้งสองปีเพื่อไปเรียนต่อเฉพาะทาง แค่สองเดือนเขาก็แทบรอไม่ไหว

ถ้าเลื่อนเข้ามาเป็นเดือนหน้าสิพี่ยอม” อัลวาเรซบอกแววตากรุ้มกริ่ม

“ถ้าเป็นแบบนี้จะเลื่อนออกเป็นสองปีจริงๆ แถมไปเรียนไกลพี่อีกต่างหาก” เธอขู่บ้าง อัลวาเรซจึงคลายวงแขนออกแต่ก็ยังกอดไว้หลวมๆ

“จะฟ้องพ่อกับแม่ ว่าหมอขู่พี่”

“แน้…ได้ไงคะ เดี๋ยวแม่ก็ว่าแอนนาดื้อกับพี่หรอก” เธอแกะมือเขาออก อัลวาเรซก็ยอมปล่อยแต่โดยดี

ขอกอดนิดก็ไม่ได้ แม่ยังกระซิบบอกพี่เลยนะว่าถ้าแอนนาดื้อก็ให้…” เขาหยุดพูดเพื่อดึงความสนใจ

“ให้อะไรคะ บอกมานะ” เธอมองเขาอย่างคาดคั้น

สัญญา” เขาชูนิ้วก้อยขึ้น แอนนาอมยิ้มยกนิ้วก้อยไปเกี่ยวรัดนิ้วก้อยเขา อัลวาเรซคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะเฉลยคำตอบที่เธออยากรู้ “แม่บอกถ้าแอนนาดื้อก็จับปล้ำได้เลย

พันก็ไม่เชื่อ พี่เรซโมเม”

“ไม่เชื่อก็โทร.ไปถามท่านสิ พี่ต่อสายให้ก็ได้นะครับ” อัลวาเรซทำทีหยิบโทรศัพท์ออกมา แอนนาตาโตแย่งไปถือเสียเอง

“ไม่เอาเดี๋ยวเป็นเรื่องใหญ่” แอนนาวางโทรศัพท์ห่างมือชายหนุ่ม อัลวาเรซเลยถึงโอกาสโอบกอดร่างคนรักไว้ทั้งตัว

“รักหมอจัง เดือนหน้าเราแต่งเลยไหมพี่ไม่อยากรอ” เขาบอกเสียงทุ้มเหนือศีรษะนุ่ม

คุณอัลฟาโล่ก็ไม่เห็นมีท่าทีว่าจะแต่งสักหน่อย”

ป่านนี้หมอคงป่องแล้วเนอะ” อัลวาเรซบอกเสียงใสพร้อมกับรอยยิ้มยินดี

พี่เรซเฮี้ยวใหญ่แล้วนะ…” กำปั้นน้อยทุบบนแผ่นอกกว้างเบาๆ อัลวาเรซจรดริมฝีปากลงกลางกระหม่อมแผ่วเบา หากกลิ่นหอมของผิวกายทำให้ต้องจูบซับลงมาตามหน้าผากนูน เปลือกตา

ถ้าไม่กลัวว่าหมอจะโกรธพี่” เขากระซิบซ่านเสียงสั่นข้างใบหู

แอนนาเสียงขาดๆ หายๆ ภาวนาให้เพื่อนรักมาหาเพื่อให้เธอได้ออกจากสถานการณ์วาบหวาม เพราะถ้ายืดเวลาอยู่ตามลำพัง

“เราไปตามคุณอัลฟาโล่กับนาเดียดีไหมคะ แอนนาเป็นห่วง กลัวนิคจะตามมาอาละวาดที่นี่”

เดี๋ยวพวกเขาก็มาเองแหละ เรามาคุยและช่วยกันวางแผนเรื่องของเราดีกว่านะครับ พอถึงวันแต่งเราจะได้ไม่ต้องนั่งคุยกันอีก เพราะมีเรื่องทำมากมายอยู่แล้ว” ประโยคท้ายแววตาเขากรุ้มกริ่มจนแอนนาหวั่นๆ ในใจ

Bình Luận ()

0/255