ตอนที่ 1168
บทที่ 1168 ได้แต่งงานกับขวัญตา ชีวิตของฉันก็สมบูรณ์แล้ว
October 31, 2026
เจตต์ได้ยินขวัญตาพูดแบบนี้ ก็รีบพูดเอาตัวรอด "ถ้างั้นสะใภ้บอกว่าแบบไหนก็แบบนั้นแหละ ถึงผิดยังไงก็คือถูก"
"อือ คำพูดนี้ไม่เลว"
หลังจากรู้แล้วว่าพ่อไม่เป็นอะไร ขวัญตาก็อารมณ์ดีขึ้นอย่างมาก ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเจตต์กับบุริศร์ทำอะไรไป แต่ตอนนี้พ่อเธอบอกว่าไม่เป็นอะไรก็คือไม่เป็นอะไร
เธอมองเจตต์ด้วยสายตาซาบซึ้งและขอบคุณ
ดีจริงๆ เลย
ได้แต่งงานกับผู้ชายคนนี้ และอีกอย่างก็ได้เดินร่วมทางกันมาจนถึงจบพิธีแต่งงานที่เธอห่วงที่สุดในชีวิต เธอดีใจจริงๆ
คุณท่านสุรเชษฐเห็นสิ่งที่เจตต์และขวัญตาปฏิบัติต่อกันและกันแล้วนั้น ก็ตกอยู่ในภวังค์โดยไม่รู้ตัว
ระหว่างนั้นคล้ายกับว่าเขาจะเห็นภาพภรรยาของตนเองซ้อนขึ้นมารางๆ
เวลานั้นเธอก็ปลื้มปีติยินดีเช่นนี้ที่ได้แต่งงานกับเขา เฝ้ารอวันที่ลูกหลานจะเต็มบ้าน แต่น่าเสียดายที่เธอไม่มีโชค ไม่มีโอกาสได้เห็นขวัญตาสวมชุดแต่งงานออกเรือนในวันนี้
คุณท่านสุรเชษฐลากมือของขวัญตามา พร้อมกับมองไปที่เจตต์ "เจตต์ ลูกสาวของฉันฉันรู้ดี เธอโดนฉันโอ๋จนเสียคนมาตั้งแต่เด็ก อาจจะมีบางทีที่เอาแต่ใจบ้าง ดื้อรั้นบ้าง นายก็อภัยให้เยอะๆ ลูกสาวฉันมองโลกตามความจริง แต่ก็มีขีดจำกัดเช่นกัน เธอเป็นเด็กดีคนหนึ่ง ถ้าหากวันไหนที่นายไม่รักเธอแล้ว ขอร้องว่าอย่าทำร้ายเธอ เพียงแค่โทรมาบอกฉัน ฉันจะมารักเธอกลับบ้านเอง รับรองได้ว่าจะไม่ทำให้นายลำบาก"
คำพูดนี้ทำให้ขวัญตาร้องไห้สะอื้นหนักทันที
"พ่อ…"
"เด็กดี ไปอยู่บ้านสามีแล้วจะเอาแต่ใจตัวเองแบบเดิมไม่ได้แล้วนะ ต้องเคารพเชื่อฟังพ่อสามี เจตต์เป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง อย่าหาเรื่องมาให้เขาลำบากใจบ่อยนัก งานแต่งงานคือความปรารถนาที่จะจัดขึ้น ทุกคนแต่งงานกันก็เพราะว่าความรัก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ผ่านไป กลับปล่อยให้ใจเริ่มห่างกันไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะว่าวันเวลาที่ทำให้ความตื่นเต้นเร้าใจของพวกเธอหายไป แต่เป็นเพราะเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ยอมพูดคุยเคลียร์กันต่างหาก ที่ค่อยๆ สะสมกันจนเกิดเป็นความคับใจ จึงทำให้ความรักที่หวานชื่นแปรเปลี่ยนไปเช่นนี้ เด็กน้อยเอ๋ย ไม่ว่าใจลูกจะคิดยังไง ไม่ว่าลูกจะโกรธขนาดไหนก็ต้องสื่อสารพูดคุยกันกับเขา เพียงแต่ต้องคุยกันให้ดีแล้วพวกลูกจึงจะผ่านไปได้ดี หากมีวันไหนที่ลูกไม่สามารถข้ามผ่านไปได้จริงๆ แล้ว ไม่ต้องกลัว! ลูกยังมีพ่อ! ลูกยังมีครอบครัวฝั่งนี้ เพียงแค่ลูกกลับมา ไม่ว่าลูกจะโตขนาดไหนลูกก็ยังเป็นเด็กในใจพ่อเสมอ"
คำพูดของคุณท่านสุรเชษฐรอบนี้ทำให้จิตใจของคนเป็นพ่อที่มีลูกสาวที่อยู่ในงานนั้นเริ่มอยู่ไม่สงบ
ว่ากันว่าการแต่งงานมีลูกนั้น บ้านฝ่ายชายจะยินดี บ้านฝ่ายหญิงจะเป็นทุกข์ ประโยคนี้ไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
เป็นอีกครั้งที่ขวัญตาอดไม่ไหวที่จะวิ่งไปกอดคุณท่านสุรเชษฐพร้อมร้องไห้ออกมาไม่หยุด
เจตต์นั้นซาบซึ้งเป็นอย่างมาก
เขาคุกเข่าทั้งสองข้างลงต่อหน้าคุณท่านสุรเชษฐ
"พ่อครับ พวกเราตระกูลรัตติกรวรกุลผมเป็นคนรับผิดชอบดูแล พ่อของผมก็ได้ไปเที่ยวรอบโลกแล้ว ไม่อยู่บ้าน ไม่สามารถอยู่พูดแบบนี้ในฐานะพ่อสามีได้ จากวันนี้เป็นต้นไปพ่อคือพ่อของผม ผมจะปฏิบัติต่อพ่อเหมือนพ่อแท้ๆ และเคารพรักพ่อแบบที่ขวัญตารัก ว่ากันว่าลูกเขยก็คือลูกชาย จากวันนี้เป็นต้นไปผมยินดีที่จะเป็นลูกชายพ่อครับ ถ้าหากในอนาคตมีวันไหนที่ผมทำผิดหรือเดินทางผิด ขอให้พ่อสั่งสอนผมเหมือนกับที่สอนลูกพ่อ ส่วนขวัญตา ผมเจตต์คนนี้เอาชีวิตเป็นประกัน ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ ขวัญตาอยู่บ้านใช้ชีวิตแบบไหน อยู่ที่ตระกูลรัตติกรวรกุลก็จะเป็นเช่นนั้น จุดนี้ขอให้พ่อสบายใจได้ ถ้าหากว่าพ่อไม่สบายใจจริงๆ สามวันผมจะพาขวัญตากลับมาเยี่ยม ของเพียงแค่พ่อไม่รังเกียจพวกเราก็พอ"
คำพูดของเจตต์แสดงความหมายลึกซึ้งและชัดเจนทุกอย่าง
ขวัญตาและคุณท่านสุรเชษฐตะลึงทั้งคู่
จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร?
นี่จะไม่กลายเป็นว่าฝ่ายชายมาอยู่บ้านฝ่ายหญิงเหรอ?
แม้จะไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้น แต่ถ้ามีคนเอาเรื่องนี้ออกไปพูดก็คงจะไม่น่าฟังเท่าไหร่
แม้เจตต์จะไม่ใช่คุณชายทั้งสี่ของเมืองชลธี แต่ตำแหน่งในเมืองชลธีนั้นก็นับว่าเป็นที่รู้จักของทุกคน ตอนนี้ถ้าหากบอกทุกคนว่ามีคนที่มีชื่อเสียงและอิทธิพลเช่นนี้แต่งงานและย้ายเข้ามาอยู่บ้านตระกูลปวนะฤทธิ์ฝั่งเจ้าสาวเช่นนี้ คงจะดูผิดธรรมดาไปหน่อย?
ขวัญตายังคงตกตะลึง
เธอดูออกว่าเจตต์คิดเช่นนั้นจริงๆ ไม่ได้กำลังแสดง
ชั่วพริบตานั้นดวงตาของเธอก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
"เจตต์!"
เจตต์ยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน
คุณท่านสุรเชษฐได้ฟังเพียงเท่านี้ ยังจะมีอะไรให้น่าห่วงได้อีกล่ะ
"เรื่องกลับมาอยู่นั้นช่างมันเถอะ หนุ่มสาวสมัยนี้ฉันเข้าใจดี มาอยู่กับคนแก่อย่างฉันนั้นก็คงจะไม่เป็นอิสระเท่าไหร่นัก ฉันรู้ว่าพวกเธอมีทรัพย์สินมากมาย อีกทั้งคุณท่านตนุวรยังยกบ้านอีกหลังให้พวกเธอไว้เป็นเรือนหอใช่ไหม? ฉันคงไม่ให้พวกเธอกลับมาอยู่หรอก เพียงแค่ตอนที่พวกเธอว่างแล้วกลับมาหาฉันบ้างก็พอแล้ว"
เจตต์ยิ้มพร้อมพูด "พ่อครับ พ่อกลัวผมกลับมากินข้าวบ้านพ่อแล้วไม่จ่ายเงินเหรอ? ไม่ต้องกังวล ผมจะจ่ายค่าอาหารทั้งหมดเอง"
ประโยคนี้เต็มไปด้วยความหยอกล้อ แต่คุณท่านสุรเชษฐดูออกว่าเจตต์นั้นอยากจะกลับมาอยู่ที่นี่กับขวัญตาจริงๆ
ตอนนั้นเองในใจของคุณท่านสุรเชษฐรู้สึกตื่นเต้นมาก
ถ้าเกิดว่าเลือกได้ ใครจะอยากให้ลูกสาวแต่งงานออกจากบ้านกัน?
เลี้ยงดูฟูมฟักมาตั้งยี่สิบกว่าปี แต่เพียงชั่วข้ามคืนก็กลายเป็นสะใภ้บ้านอื่นแล้ว ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยแถมยังไม่รู้ว่าจะสามารถปรับตัวได้ไหม จะเข้ากับทางฝั่งครอบครัวฝั่งสามีได้หรือเปล่า จะเหงาไหม?
เรื่องน่ากังวลใจพวกนี้ คนเป็นพ่อที่ไหนจะไม่ห่วงบ้างล่ะ?
แต่ถ้าหากลูกสาวพาลูกเขยเข้ามาอยู่บ้านตัวเองล่ะก็ การใช้ชีวิตของลูกสาวก็จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย รอบข้างก็ล้อมรอบไปด้วยผู้คนที่คุ้นเคย สำหรับลูกสาวแล้วคงจะดีที่สุด
แต่น้อยนักที่จะมีผู้ชายยอมทำแบบนี้
สายตาที่คุณท่านสุรเชษฐมองไปที่เจตต์นั้นแตกต่างออกไปเล็กน้อย
"พวกเธอนั้นก็มีบ้านอยู่เป็นของตัวเองไม่ใช่เหรอ?"
"ตอนนี้ยังคงปรับปรุงตกแต่งอยู่นะ? ผมกับขวัญตายังคิดไม่ออกว่าจะตกแต่งออกมาเป็นแบบไหนดี คอนโดผมก็ยังไม่ได้จัดการเก็บกวาด วันนี้คงกลับไปอยู่บ้านเก่าของตระกูลผมก่อนชั่วคราว แต่ว่าบ้านเก่าของตระกูลผมนั้นเป็นที่ไว้สำหรับให้พ่อผมอยู่ในตอนเกษียณ ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าพ่อจะกลับมาตอนไหน แต่มันคงไม่ดีถ้าจะทำให้พ่อผมรู้สึกว่าตัวเขานั้นไม่มีบ้านให้กลับ ใช่ไหม? ดังนั้นผมกับขวัญตาคงต้องกลับมาขอความเมตตาจากพ่อตาแล้วล่ะครับ"
เจตต์พูดแบบไม่ปล่อยให้มีช่องโหว่
ขวัญตาเพิ่งจะพบว่าเขาจริงจังจริงๆ เวลานี้จึงไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
รอบข้างนั้นพากันร่วมยินดีที่คุณท่านสุรเชษฐได้ลูกเขยดีแบบนี้
ครั้งนี้คุณท่านสุรเชษฐยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่สุขสราญ
"ขอให้ความสุขนี้ส่งกลับคืนสู่ทุกคนเช่นเดียวกัน! วันนี้อีกชั่วครู่จะไปโรงแรมแล้ว ขอให้ทุกคนทานดื่มกันได้เต็มที่เลยนะ ตระกูลปวนะฤทธิ์ขอขอบคุณทุกคนมากที่มากันในวันนี้"