ตอนที่ 1269
บทที่ 1269 พยายามช่วงชิง หรือจะยอมแพ้?
October 31, 2026
“ฉันจะไปเอาหลักฐานมาจากไหน
ปีวราจนปัญญาจริงๆ
บุริศร์กลับยิ้มเย็นชา “ไม่มีหลักฐานก็ตาย เธอเลือกเอา”
“ฉัน……ฉันสามารถออกจากที่นี่ไปหาหลักฐานได้ไหม?”
ปีวรามองบุริศร์อย่างระมัดระวัง กระวนกระวายใจ
คิดไม่ถึงว่าบุริศร์จะพยักหน้า ตอบเบาๆ “ฉันให้สามวัน ถ้าสามวันไม่สามารถหาหลักฐานมาได้ ไม่ว่าเธอจะอยู่ไหน ฉันก็หาเธอเจอ อย่าสงสัยความสามารถของฉัน”
ปีวราอยากจะร้องไห้อีกรอบ
ทำไมเธอถึงได้ไปแหย่เทพสังหารเช่นนี้
“ตอนนี้สภาพร่างกายของฉัน คุณคิดว่าจะคล่องแคล่วภายในสามวันเหรอ? อย่าพูดถึงหาหลักฐานเลย ฉัน……”
“ลูกน้องของคริชณะไม่ได้เหยาะแหยะไร้ความสามารถ เธอจะบอกว่าเธอไม่ใช่คนของเขา?”
บุริศร์พูดแบบนี้ ปีวรายังจะพูดอะไรได้อีก
เธอรีบออกไปจากหมู่บ้านดารายนด้วยร่างกายที่บาดเจ็บ
กมลยืนมองท่าทางจนตรอกของปีวราอยู่ตรงหน้าต่าง พึมพำกับตัวเอง “ฉันจะยังได้กินของอร่อยอยู่ไหมเนี่ย?ทำไมถึงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไว้ใจไม่ได้?”
พูดจบก็ส่ายหน้าเดินเข้าไปในห้อง
บุริศร์เก็บคราบเลือดจากผ้าปูบนเตียง และนำไปให้กับกิจจา
“ตรวจ DNA ว่ามีลงทะเบียนบันทึกเอาไว้ไหม สามารถหาตัวตนของเธอเจอหรือเปล่า”
กิจจางุนงงเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าทันที
หลังจากออกมาจากศาลบรรพบุรุษ ดูเหมือนบุริศร์จะไม่สนใจคำพูดของเขาในตอนนั้น และยิ่งส่งเรื่องทุกอย่างให้เขาโดยไม่ลังเล
กิจจาไม่รู้ว่าตนเองควรพูดว่าดีใจหรือเปล่า ในใจยุ่งเหยิงอย่างยิ่ง
เขาชอบบุริศร์ และรู้ว่าบุริศร์ก็ดีกับเขามา แต่เรื่องของพ่อแม่ก็ส่งผลกระทบต่อเขาจริงๆ
แต่ก่อนปกปิดไว้อย่างดี หลังจากถูกควันสลบในศาลบรรพบุรุษ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเปิดเผย กิจจาคิดว่าบุริศร์จะเนรเทศตนเองออกไปไกลๆ ไม่ปล่อยให้เขาแตะต้องสิ่งสำคัญ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าบุริศร์จะทำอย่างตรงกันข้าม ทำให้เขาสับสนอย่างยิ่ง
“เป็นอะไรไป? มีปัญหาอะไรเหรอ?”
เห็นแววตาสับสนของกิจจา บุริศร์ไถ่ถามเบาๆ
“ไม่มีปัญหาครับ แต่การตรวจ DNA ต้องใช้เวลาสามวัน เร็วที่สุดคือวันครึ่ง ที่นี่ผมไม่มีเครื่องมือ”
กิจจาวางความสับสนในก้นบึ้งของหัวใจลง สบตากับบุริศร์ด้วยแววตาไร้ความหวาดหวั่น พูดไปตามข้อเท็จจริง
บุริศร์ครุ่นคิดสักพักจึงกล่าวว่า “ต้องการเครื่องมืออะไร ทำรายการให้แด๊ดดี้ เดี๋ยวจะให้คนไปเตรียมให้ อีกหนึ่งชั่วโมงเครื่องมือจะพร้อมใช้งาน”
“ครับ”
กิจจาพยักหน้า
บุริศร์พูดจบก็หันตัวเดินไป
“แด๊ดดี้!”
กิจจากลับเรียกเขาเอาไว้
“หือ?”
บุริศร์มองกิจจาด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรครับ”
กิจจารีบหันหน้าหนี
เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงเรียกบุริศร์เอาไว้ แต่ในขณะนั้นเอง มองดูแผ่นหลังที่โดดเดี่ยวของบุริศร์ กิจจาก็เศร้าใจเล็กน้อย
อยู่ดีๆ บุริศร์ก็ยิ้มขึ้นมา พูดเสียงเบา “พักผ่อนเยอะๆ พรุ่งนี้จะพาไปไหว้แด๊ดดี้ของลูก”
คำพูดนี้ทำให้นัยน์ตาของกิจจาร้อนผ่าวทันที
“ครับ”
ทั้งสองคนพูดกันแค่นี้
เมื่อบุริศร์ออกไปจากห้องของกิจจา เห็นนรมนมองเขาอยู่ตรงระเบียงทางเดิน อดไม่ได้รีบเดินเข้าไปหา
“ออกมาทำไม?บอกให้คุณพักผ่อนไม่ใช่เหรอ?”
“เกิดอะไรขึ้นระหว่างคุณกับกิจจากันแน่?”
นรมนมีความรู้สึกที่ว่องไว ถึงแม้สองคนจะไม่ได้พูดอะไร แต่เธอสัมผัสได้ว่าเหมือนทั้งสองคนมีปัญหาบางอย่าง
บุริศร์หัวเราะ โอบไหล่ของนรมน ตอบอย่างอ่อนโยน “ไม่มีอะไร กิจจามีปมอยู่ในใจ ค่อยๆ คลายออก กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ความจริงเด็กคนนั้นรู้ดี”
“มีปมในใจ?ปมอะไร ทำไมฉันไม่รู้เลย?”
นรมนกังวลขึ้นมาทันที
บุริศร์ลูบศีรษะของเธอ “ไม่มีอะไรหรอก คุณไม่ต้องเป็นห่วง นี่เป็นเรื่องระหว่างผู้ชาย พวกเราสามารถจัดการเองได้ โอเคไหม?”
“ผู้ชายอะไรกัน? กิจจาเพิ่งจะห้าขวบ”
นัยน์ตาของบุริศร์ดูเคร่งขรึม
“คิดถึงตรินท์อีกแล้วเหรอ ที่นี่ห่างจากสถานที่ที่เขาพลีชีพไม่ไกล อยากจะหาเวลาไปดูไหม?”
ได้ยินนรมนพูดแบบนี้ บุริศร์ยิ้มทันที “รู้ใจผมจริงๆ ผมเพิ่งจะพูดแบบนี้กับกิจจา พรุ่งนี้ผมจะพาเขาไปปัดกวาดสุสานของตรินท์ คุณกับกมลรอพวกเราอยู่ที่นี่ก็ได้”
“พวกเราไปด้วยกันเถอะ ถึงยังไงก็เป็นน้องชายของคุณ อีกอย่างพวกเราอยู่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรทำ”
นรมนรู้สึกว่าไม่อยากแยกกับบุริศร์
ที่นี่มีวิกฤตมากมาย ใครจะรู้ว่าหลังจากแยกกันจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาอีก ไม่สู้อยู่ด้วยกันดีกว่า หากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ยังสามารถช่วยกันดูแลได้
“อืม”
ในระหว่างที่พูดทั้งสองก็กลับเข้าห้อง