ตอนที่ 1319
บทที่ 1319 นี่หมายความว่าต้องการอะไรมากกว่านี้
October 31, 2026
“แต่ถ้าจะตรวจดีเอ็นเอ อย่างน้อยต้องได้เลือดกับเส้นผมของฉัตรพล ตอนนี้เขาหายตัวไปไร้ร่องรอย นายคิดว่า……”
นี่ก็คือเป้าหมายที่บุริศร์มาที่นี่
เขารู้ว่าตอนนี้สุขภาพของพรวลัยไม่ดีมาก แต่เรื่องเหล่านี้ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน ทำให้เขาต้องเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา
บุณพจน์เองก็รู้
เขาครุ่นคิดพักหนึ่ง กล่าวเสียงเบาว่า “ครั้งนี้ร่างกายของพรวลัยบาดเจ็บสาหัส ในช่วงนี้ไม่สามารถช่วยเหลือได้ ฉันรู้เพียงฉัตรพลถูกขังเอาไว้ในค่ายกล น่าจะออกมาไม่ได้ พรวลัยเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ ไม่มีทางฆ่าเขาอย่างง่ายๆ จะต้องถูกทรมานจนตาย ดังนั้นตอนนี้เขาออกมาไม่ได้ก็จะไม่สบายเกินไป”
นรมนตกใจเล็กน้อย
บุณพจน์เล่าทุกอย่างออกมา ไม่ว่านรมนกับบุริศร์จะรู้หรือไม่ เขาพูดทุกอย่างในหัวของเขา ดูเหมือนร้อนใจต้องการพูดระบายออกมา
บุริศร์กับนรมนฟังอย่างเงียบๆ ไม่พูดอะไร
หลังจากบุณพจน์พูดจบก็ตนเองก็ยิ้มนำเจื่อนๆ
“พวกนายคิดว่า คนแบบนี้ยังควรที่จะเรียกว่าเป็นคนอยู่ไหม?ตอนแรกแม่ตาบอดจริงๆ ถึงไปตกหลุมรักชายในหนังหมาป่า”
บุณพจน์รู้สึกกับโอไม่เหมือนกัน เพราะไม่เคยเจอหน้าตั้งแต่เด็ก ดังนั้นแม่จึงสูงส่งมากในใจของเขา
บุริศร์กลับไม่ได้พูดว่าโอไม่ใช่แบบนั้น แม้ประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตของเขาจะไม่ได้ดีมากเสมอไป แต่อยู่ต่อหน้าบุณพจน์ เขายังหวังให้บุณพจน์หลงเหลือภาพจำที่สวยงาม แม้จะเป็นจินตนาการก็ดี
“ปีนั้นโชคดีที่เธอเห็นความสำคัญของหมู่บ้านดารายนมากกว่าความรู้สึก ไม่งั้นแผนชั่วของฉัตรพลคงสำเร็จไปนานแล้ว”
คำพูดของบุริศร์ทำให้บุณพจน์เงียบไป
ใช่แล้ว
สุดท้ายโอก็คือผู้ใหญ่บ้านนายน้อยของหมู่บ้านดารายน ตอนนั้นถึงจะรักฉัตรพลรักจนสามารถมอบตัวเองให้ได้ แต่เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องใหญ่เธอยังยึดมั่นในบรรทัดฐานของตนเอง สิ่งนี้ยังพอรับได้
นรมนไม่พูดอะไรตั้งแต่ต้นจนจบ เธอมองบุริศร์ รู้สึกว่าพวกเขาพี่น้องน่าจะมีเรื่องคุยกันเยอะ จึงลุกขึ้นทันที กล่าวเสียงเบา “ฉันจะไปหาพรวลัยนะ”
“ได้”
คราวนี้บุณพจน์ไม่ห้าม
นรมนลุกขึ้นเดินไปที่ห้องของพรวลัย
จำต้องพูดว่าบุณพจน์ดูแลพรวลัยดีมาก ใบหน้าของหล่อนในตอนนี้มีเลือดฝาด ถึงแม้จะยังอ่อนแรง แต่ดีกว่าตอนเพิ่งออกจากห้องผ่าตัดเยอะเลย
อุณหภูมิภายในห้องค่อนข้างสูง คงเป็นเพราะบุณพจน์กลัวพรวลัยหนาว จึงตั้งใจปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้น
นรมนมาที่หน้าเตียงของพรวลัย เดิมคิดว่าหล่อนหลับอยู่ กลับคิดไม่ถึงว่าพรวลัยจะลืมตาขึ้นทันที เมื่อเห็นว่าเป็นนรมนนัยน์ตาเฉียบคมถึงจะค่อยๆ หายไป
“เธอมาได้ไงเนี่ย ?”
ถึงแม้เสียงของพรวลัยจะเบา แต่กลับมีชีวิตชีวามาก สามารถเห็นได้ว่า เธออารมณ์ดีไม่เลวที่ได้ลงโทษฉัตรพล
นรมนนั่งลงไปด้วยรอยยิ้ม พรวลัยกลับพูดอย่างเกรงใจ “ตอนนี้ฉันป่วยอยู่ เดี๋ยวเธอจะติดเอาได้”
“ฉันไม่ได้บอบบางขนาดนั้น”
นรมนยิ้มบางๆ แววตาอ่อนโยน
มีเพียงผู้หญิงเท่านั้นถึงจะเข้าใจความเจ็บปวดของผู้หญิงด้วยกันเอง
นรมนก็สูญเสียลูกของตนเอง
เธอเอื้อมมือไปวางบนท้องของพรวลัยเบาๆ นึกถึงลูกที่ไร้วาสนาของตนเองคนนั้น อดเอ่ยถามไม่ได้ “เจ็บปวดมากไหม?น่าเศร้าอย่างยิ่ง ความเจ็บปวดที่ไม่อาจลืมเลือน ฉันเคยแบกรับมันมาครั้งหนึ่งรู้สึกรับไม่ไหว เธอแบกรับมันตั้งหลายครั้ง ไม่ง่ายเลยจริงๆ ”
นัยน์ตาของ พรวลัยร้อนผ่าวในชั่วพริบตา เธอเงยหน้าขึ้นอย่างดื้อรั้น คิดจะบังคับให้น้ำตาไหลกลับไป แต่กลับไม่สำเร็จ
เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ปรารถนาที่จะได้เป็นแม่คน ไม่มีใครรู้ถึงความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานตอนที่เธอสูญเสียลูกไป ถึงแม้จะอยู่ต่อหน้าบุญพจน์ เธอก็กัดฟันพูดว่าตนเองไม่เป็นไร เพราะเธอไม่กล้าพูดว่าเสียใจ ไม่กล้าพูดว่าเจ็บปวด เพราะเมื่อพูดออกไปแล้ว เธอจะเสียใจจนอยากจะตายๆ ไปเสียที
แต่จุดยืนของเธอกับบุณพจน์อยู่ตรงนั้น เธอไม่สามารถมีลูกให้แก่เขาได้ คนในครอบครัวของเธอที่ตายอย่างไม่เป็นธรรมไม่อนุญาต
พรวลัยรู้ดี ทั้งหมดนี้ตนเองทำเองก็ต้องรับเอง เป็นเธอที่หักห้ามใจไม่อยู่รักลูกชายของศัตรู ความเจ็บปวดและความเสียใจนี้เธอต้องแบกรับมันคนเดียว
ไม่มีใครเข้าใจพรวลัยได้ดีไปกว่านรมน
เธอบีบมือของพรวลัยเบาๆ กล่าวอย่างสงสาร “บุณพจน์อาจจะไม่ใช่ลูกชายของพิรุณ”
“เธอว่าอะไรนะ?”
พรวลัยเนื่องจากความเกี่ยวข้องของความแค้นกับอุปนิสัย และไม่ค่อยได้ติดต่อกับนรมนและโลกภายนอก รวมทั้งช่วงนี้ยังแท้งด้วยยาพิษ แน่นอนไม่สามารถเข้าถึงข่าวสารได้ บุณพจน์ก็ไม่พูดกับเธอ ดังนั้นเมื่อได้ยินนรมนพูดเช่นนี้ จึงอดเบิกตาโตไม่ได้
“ที่เธอพูดมันหมายความว่าอะไร? รีบบอกฉันเร็วเข้า”
ไม่มีอะไรทำให้พรวลัยร้อนรนไปกว่าคนที่ตนเองรักไม่ใช่ลูกชายของศัตรูอีกแล้ว
เธอต้องการยืนยัน แต่ก็กลัวการยืนยันเล็กน้อย
นรมนเองก็เป็นผู้หญิง จะไม่เข้าใจความรู้สึกของเธอในตอนนี้ได้อย่างไร
เธอเล่าทั้งหมดให้พรวลัยฟัง จนแม้แต่ความคิดที่บุณพจน์จะทำการตรวจดีเอ็นเอใหม่อีกครั้ง
พอจะพูดได้ว่าความรู้สึกของพรวลัยเหมือนกับรถขึ้นๆ ลงๆ ภูเขา สุดท้ายก็กลับมาสงบ
อยู่ดีๆ เธอก็หัวเราะขึ้นมา หัวเราะไปหัวเราะมาก็ร้องไห้ ร้องได้จนไม่สามารถควบคุมตนเองได้