ตอนที่ 1390
บทที่ 1390 ฉันว่านายอยากตาย
October 31, 2026
“จวัตณ์ คุณช่วยได้ไหม? ฉันหมายถึงการผ่าตัดนี้ คุณช่วยได้หรือเปล่า?”
เสียงของนรมนนุ่มนวลเป็นอย่างมาก เธอไม่รู้ว่าจวัตณ์จะตอบตกลงหรือเปล่า เธอจึงเอารอยยิ้มเข้าสู้ ถ้าเธออ่อนน้อม และจริงใจมากพอ เขาก็น่าจะยอมช่วยไหมนะ?
แต่ว่าเมื่อทุกอย่างตกอยู่ในสายตาของบุริศร์มันกลับเป็นอะไรที่บาดตาเหลือเกิน
จวัตณ์มองมาที่นรมน แล้วหันไปมองบุริศร์ที่แทบจะกินหัวเขาอยู่แล้ว จู่ๆก็พูดออกมาอย่างนึกสนุกว่า “ก็ไม่ใช่ว่าช่วยไม่ได้ เพียงแต่ว่าการผ่าตัดในรูปแบบนี้เคสที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันมีอยู่ไม่มาก ซึ่งเผอิญว่าผมทำสำเร็จไปแล้วหนึ่งเคส ดังนั้นถ้าผมช่วยเธอก็ไม่น่าจะมีปัญหาโรคภัยตามมาภายหลัง แต่ว่าผมเองก็เป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง ถ้าเรื่องไหนไม่มีประโยชน์กับผมแน่นอนว่าผมไม่ทำอยู่แล้ว”
“ฉันให้เงินคุณได้ คุณต้องการเท่าไหร่ก็แค่บอกมา”
นรมนเอ่ยพูดขึ้น
แต่จวัตณ์กลับส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ผมไม่ได้ขัดสนเรื่องเงิน ถึงแม้ข่าวลือข้างนอกจะพูดกันว่าตระกูลแหลมวิไลตกอับ แต่ถ้าผมอยากได้เงิน ผมก็สามารถหามาใช้ได้ตลอดเวลา เอาอย่างนี้ดีไหม คุณมาอยู่กับผมหนึ่งวัน แลกกับการที่ผมจะผ่าตัดให้เธอ เป็นไง?”
พูดออกไปได้ไม่ทันไร หมัดของบุริศร์ก็พุ่งเข้าไปหาเขา
“ฉันว่านายวอนหาเรื่องแล้ว”
บุริศร์พูดพร้อมกับกัดฟันกรอด การกระทำไม่มีความปรานีเลยสักนิด
นรมนเองก็นิ่งอึ้งไปเหมือนกัน คิดไม่ถึงเลยว่าจวัตณ์จะยื่นข้อเสนอแบบนี้ออกมา
เขาเป็นคนของคุณอาสามไม่ใช่เหรอ?
เป็นทหารใต้บังคับบัญชาของบุริศร์ไม่ใช่หรือไง?
ทำไมถึงกล้าพูดอะไรไร้ยางอายอย่างนี้?
ด้านปัญญ์ก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน
แม้ว่าเขาอยากเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายให้มายด์รักษาหายจนพูดได้ แต่ถ้าความรู้สึกที่ว่าต้องแลกมากับการที่นรมนต้องเสียสละ เขายอมหาวิธีอื่นจะดีกว่า
ไม่ใช่ว่าไม่สงสารมายด์ แต่ก็ต้องดูด้วยว่าเรื่องไหนได้ เรื่องไหนไม่ได้
ด้านมายด์เองก็นิ่งอึ้งไปเหมือนกัน
แม้ว่าเธออายุยังน้อย แต่ก็พอจะรู้สึกได้ว่าจวัตณ์ไม่น่าจะรู้สึกในเชิงนั้นกับนรมน แต่ทำไมต้องยืนข้อเสนอแบบนี้ออกมาล่ะ?
ทุกคนต่างแสดงสีหน้าออกมาแตกต่างกันเพราะคำพูดของจวัตณ์ ในขณะที่บุริศร์กับจวัตณ์ซัดหมัดใส่กันไปหลายยกแล้ว
แม้ว่าจวัตร์จะยศน้อยกว่าบุริศร์ แต่ไม่ว่าจะเพราะความรู้สึกส่วนตัวหรือเพราะอะไรก็ตาม เขาก็อยากปะลองฝีมือกับบุริศร์สักครั้ง จึงได้โอกาสลองเชิงพอดี แต่คิดไม่ถึงเลยว่าการโจมตีของบุริศร์จะดุดันจนเขาแทบจะตั้งรับเอาไว้ไม่ทัน
ได้ยินมาว่าหลายปีมานี้บุริศร์ลุยด้านธุรกิจมาตลอด ไม่ได้อยู่ในกองทัพ คิดไม่ถึงเลยว่าฝีมือของเขาจะยังเก่งกาจถึงขนาดนี้
จวัตณ์ไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกบุริศร์ประเคนหมัดใส่หน้า เจ็บจนฟันแทบหลุดแถมยังปากแตก ในตอนที่กำลังจะสวนกลับหางตาก็เหลือบไปเห็นท่าทีเป็นห่วงของนรมน สุดท้ายจึงหยุดการกระทำลง รีบเอ่ยขอร้องขึ้นมาว่า “พอๆๆ ฉันแค่ล้อเล่น นายเอาจริงเหรอ?”
“ล้อเล่น? ฉันว่านายอยากตายมากกว่า”
บุริศร์ไม่สนเหตุผลของอีกฝ่าย ประโยคเมื่อสักครู่แทบจะทำเอาเขาฆ่าจวัตณ์ตายคาที่ แต่ที่ทำให้เขาโมโหที่สุดก็คือท่าทีที่นรมนมีต่อจวัตณ์
เธอมีท่าทีอ่อนหวานกับอีกฝ่ายถึงขนาดนั้นได้ยังไง!
ประกอบกับท่าทีที่จวัตณ์มีต่อนรมน จะไม่ให้บุริศร์หึงก็คงยาก
จวัตณ์คิดว่าถ้าตัวเองกับบุริศร์ยังสู้กันต่อไปล่ะก็ คืนนี้เขาคงได้นอนหยอดน้ำเกลือบนเตียงเป็นแน่ ในสถานการณ์คับขันอย่างนี้จึงทำได้แค่ตะโกนออกมาว่า “บุริศร์ นายหยุดเลยนะโว้ย! ฉันเป็นพี่เขยนายนะ! ถ้านายกล้าทำร้ายฉัน เชื่อไหมฉันจะบอกอาสาม คุณอาแล้วก็พ่อของฉันห้ามไม่ให้นรมนกลับตระกูลโตเล็ก”
ประโยคนี้ถูกพูดออกมา บุริศร์กับนรมนก็นิ่งไปพร้อมกัน
“นายว่าไงนะ?”
สีหน้าของบุริศร์เริ่มดูไม่ได้ แต่เมื่อเขามองไปที่จวัตณ์ ก็พบว่าหมอนี้ไม่มีแววล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อกี้เขาพูดว่าอาสามกับคุณอา แล้วยังมีพ่อของเขาอีก?
อาสามกับคุณอาบุริศร์พอจะเข้าใจได้ แต่พ่อของเขานั่นหมายความว่าอะไร?
หรือว่าจวัตณ์จะเป็นคนของตระกูลทวีทรัพย์ธาดา?
นรมนเองก็ประหลาดใจเหมือนกัน ในเวลานี้เธอจึงมองไปที่จวัตณ์ด้วยใบหน้าสงสัย
จวัตณ์ถูกมองจนเริ่มกระอักกระอ่วน จึงกระแอมไอออกมาแล้วพูดว่า “พ่อของฉันคือบุญทิวา แม่ของฉันคือนงลักษณ์ พูดแบบนี้พอจะเข้าใจไหม?”
“คุณว่าไงนะ?”
คราวนี้ถึงตานรมนตกตะลึงบ้าง
“คุณคือลูกของคุณอารองงั้นเหรอ? เป็นไปได้ยังไง! คุณ......”
“ฉันแก่กว่าเธอสองปี คิดว่าไงล่ะ?”
จวัตณ์นำเรื่องของนงลักษณ์มาเล่าให้พวกเขาฟัง ถึงยังไงพวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นคนใกล้ชิดของเขา มีแค่ปัญญ์เท่านั้นที่เป็นคนนอก แต่ดูจากท่าทีที่นรมนมีต่อปัญญ์ เดาว่าคงเป็นมิตรที่ดีต่อกันมาก ดังนั้นจวัตณ์จึงเล่าออกมาอย่างไม่ปิดบังอะไร
สำหรับเขาแล้วเขาอยากกลับตระกูลตั้งนานแล้วโอเคไหม
“ฉันย้ายสัญชาติตอนอายุสิบหก ตอนที่แม่คลอดฉันออกมาแม่กลัวว่าสมชัยจะรู้ถึงการมีอยู่ของฉัน แล้วใช้ฉันเป็นเครื่องมือต่อรองกับพ่อ ดังนั้นจึงปกปิดตัวตนของฉันมาตลอด ทั้งยังส่งฉันไปให้ตระกูลแหลมวิไลเลี้ยงดู แต่ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นใครมาตั้งแต่เด็กๆแล้วล่ะ ดังนั้นตอนอายุสิบหกเลยย้ายสัญชาติ เรื่องนี้คุณอาสามก็รู้มาตลอด ที่ฉันเข้าร่วมกองทัพก็เป็นเพราะอาสามแนะนำมาอีกที ฉันตั้งตารอคอยที่จะได้รวมตัวกับครอบครัวมาตลอด และก็รอคอยที่จะได้กลับประเทศไวๆ หวังว่าครั้งนี้คงไม่ไกลเกินหวังนะ”
คำพูดของจวัตณ์ทำให้นรมนช็อกเป็นอย่างมาก