ตอนที่ 377
บทที่ 377 ต้องมีความสุขนะ
October 22, 2026
บทที่ 377 ต้องมีความสุขนะ
“เข้ามาสิคะ!”
นรมนพูดเสียงเรียบนิ่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอให้คนของตระกูลทวีทรัพย์ธาดาเข้ามาในบ้าน
คิมประหลาดใจที่ได้รับการต้อนรับ
เมื่อบุริศร์เห็นแบบนี้ ก็ไม่ได้ห้ามอะไรนรมน รีบเปิดประตูให้คิมเข้าไปข้างใน
คุณพ่อกับคุณแม่นรมนอาจจะพาเด็กๆกลับคฤหาสน์ตระกุลโตเล็ก คมทิพย์กับพฤกษ์เองก็ออกไปข้างนอก จึงไม่มีใครอยู่ ภายในบ้านหลังใหญ่จึงมีแค่พวกเขาสามคน
“กินอะไรหรือยัง? ให้ฉันไปทำบะหมี่มาให้ไหม?”
นรมนเอ่ยพูดเสียงเบา
“เดี๋ยวผมไปเอง”
บุริศร์รู้ว่าคิมต้องมีเรื่องอยากพูดกับนรมนแน่ๆ เขาเลยถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วเดินเข้าห้องครัวไป
เมื่อคิมเห็นบุริศร์ดีกับนรมนขนาดนี้ ก็พูดเสียงเบาขึ้นมาว่า “ได้สามีแบบนี้ แกโชคดีมากเลยนะ”
“ค่ะ เขาดีกับฉันมาก แค่นี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ”
เมื่อนรมนพูดถึงบุริศร์ แววตาก็เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก
“เมื่อวานฉันได้ดูไลฟ์แล้วนะ การที่เขาขอแกแต่งงานต่อหน้าทุกคนในเมืองชลธี และการที่ตระกูลโตเล็กเชิดหน้าชูตาแกขนาดนั้น ฉันรู้สึกปลื้มใจมากเลย”
คำพูดของคิมทำให้นรมนได้เข้าใจ ว่าเมื่อวานตัวเองได้กลายเป็นคนดังแห่งเมืองชลธีไปแล้ว
“บุริศร์ทำเอาฉันเองก็ตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน ไม่มีการเตรียมพร้อมอะไรเลย”
“เขาคงชอบแกจริงๆ มีคนรักแกถึงขนาดนี้ ฉันก็สบายใจแล้ว”
คิมหยิบกุญแจออกมาแล้วยื่นไปให้นรมน
“ฉันไม่มีอะไรให้แกมากมาย นี่เป็นกุญแจสตูดิโอวาดภาพของฉัน ฉันรู้ว่าแกชอบวาดรูป ฉันยกให้”
“ขอบคุณค่ะ”
นรมนรับกุญแจมา
แม้ว่าจะเป็นแม่ลูกกัน แต่ว่าหลายปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันเลย ความรู้สึกจึงยังคงบางเบาอยู่มาก
ตอนนี้พอได้นั่งคุยกันอย่างสบายใจ นรมนก็รู้สึกดีมากๆ
“ตระกูลทวีทรัพย์ธาดา....”
“วันนี้จะไม่พูดถึงเรื่องนี้”
คิมพูดตัดบทนรมนทันที จึงทำให้นรมนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เธอกลัวเหลือเกินว่าคิมจะมาพูดเกลี้ยกล่อมแทนตระกูลทวีทรัยพ์ธาดา ถ้าเป็นอย่างนั้นอารมณ์ของเธอคงไม่เป็นเหมือนอย่างตอนนี้แน่ๆ
“ขอบคุณค่ะ”
“นรมน การที่ฉันไม่ได้อยู่เคียงข้างคอยดูแลแก และไม่ได้เห็นแกเติบโตด้วยตาของตัวเอง เป็นเรื่องน่าเสียดายที่สุดในชีวิตนี้สำหรับฉันแล้ว แต่ทั้งหมดนี้มันก็เป็นเพราะฉันทำตัวเองทั้งนั้น โทษใครไม่ได้หรอก ถ้าแกจะไม่ให้อภัย และไม่เรียกฉันว่าแม่ ฉันก็จะไม่โทษแกเลยสักนิด หรือแม้แต่การที่แกไม่อยากกลับตระกูลทวีทรัพย์ธาดา ฉันก็จะไม่บังคับแก ฉันได้ยินมาว่าบุริศร์กำลังช่วยแกทำบัตรประชาชนแล้วก็หนังสือเดินทาง พวกแกอยากไปที่ไหนก็เต็มที่เลย เวลาแห่งความสุขในชีวิตของคนเรามีไม่มาก ขอแค่ตัวเราใช้ชีวิตให้ดีก็พอแล้ว ไม่ต้องไปสนว่าคนอื่นจะว่ายังไง เข้าใจไหม?”
คำพูดของคิมทำให้นรมนค่อนข้างเหนือความคาดหมาย แต่สุดท้ายเธอก็พยักหน้ากลับไป
“หลังจากกินข้าวเสร็จ แกอยากไปเคารพสุสานของพ่อแกไหม?”
แววตาของคิมทอประกายแห่งความหวัง ทว่ากลับพูดออกมาว่า “แต่ถ้าแกก็ไม่อยากไปก็ไม่เป็นไรนะ ฉันไม่บังคับแกหรอก”
“ไปสิคะ!”
นรมนเองรู้ตัวว่าควรไปเคารพสุสานของชินทรบ้าง แต่ก็เพราะเรื่องของคุณนายทวีทรัพย์ธาดาเธอถึงวางทิฐิไม่ลงสักที
เมื่อนรมนตอบตกลง คิมก็ดีใจเป็นอย่างมาก
จากนั้นทั้งสองคนก็พูดถึงเรื่องวาดภาพ
เห็นได้ชัดว่าคิมมีความรู้ในด้านนี้มากกว่านรมนมาก
ถ้าทิ้งเรื่องพ่อแม่แท้ๆและเรื่องของตระกูลทวีทรัพย์ธาดาไป จริงๆแล้วนรมนก็อยากอยู่กับคิมเหมือนกัน
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
ตอนที่บุริศร์โผล่มา ภาพที่เห็นก็คือพวกเธอพูดคุยกันอย่างลื่นไหลราวกับเป็นเพื่อนกัน
“เอาล่ะ จิตรกรทั้งสอง ได้เวลาทานอาหารแล้ว”
บุริศร์วางบะหมี่ที่ทำเสร็จลงตรงหน้าคิม
“คุณอยากกินไหม?”
เขาหันไปมองนรมน
นรมนส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่ล่ะ ฉันอิ่มแล้ว แต่ว่าฉันดูเธอกินได้”
คิมยิ้มออกมา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร หลังจากกินเข้าไปคำหนึ่งก็ชมไม่ขาดปาก
“ฝีมือใช้ได้นี่ แบบนี้ในอนาคตลูกสาวของฉันไม่อดตายแน่ๆ”
“ผมไม่เคยคิดจะปล่อยให้เธออดตายอยู่แล้ว”
บุริศร์มองมาที่นรมน ทั้งสองคนสบตาพร้อมกับยิ้มให้กัน
“อีกสักพักฉันว่าจะไปเคารพสุสานพ่อฉันกับหัวหน้าคิมนะ”
“เดี๋ยวผมขับรถไปส่ง”
“ได้สิ”
เมื่อนรมนเห็นว่าบุริศร์ไม่คัดค้าน เธอถึงได้สบายใจ
ภาพทุกอย่างตรงหน้าอยู่ในสายตาของคิม ในแววตาของเธอแอบซ่อนรอยยิ้มเอาไว้
เธอทานอาหารอย่างมีมารยาทแบบผู้ดี คงเป็นเพราะตอนเด็กๆได้รับการอบรมสั่งสอนจากที่บ้านมาอย่างดี เธอจึงกินบะหมี่อย่างไม่รีบไม่ร้อน แต่กลับไม่ได้ทำให้คนรออึดอัดอะไรเลยสักนิด
มีบางครั้งที่นรมนแอบจินตนาการขึ้นมาว่า ถ้าคิมอยู่ในยุคสมัยโบราณ เธอคงเป็นบุตรสาวของตระกูลใหญ่แน่ๆ
คิมรู้สึกได้ถึงสายตาของนรมนที่มองมา แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างไร ตรงกันข้ามท่าทีของเธอกลับยังคงสง่างาม
จู่ๆนรมนก็รู้สึกว่า เป็นความโชคดีของเธอมากๆที่มีแม่อย่างนี้ ถึงยังไง คิมก็อุ้มท้องเธอมาตั้งหลายเดือน
นรมนอยากเรียกเธอว่าแม่สักครั้ง แต่กลับพูดไม่ออก