ตอนที่ 761
บทที่ 761 มันช่างน่าขันเกินไป
October 31, 2026
บทที่ 761 มันช่างน่าขันเกินไป
พรรษารู้ว่าเทย่าคือจุดอ่อนของเจตต์ เป็นทุกอย่างของเขา
เขารีบพูดว่า “มีคนเห็นแม่ของแกที่ท่าเรือ แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ได้อยู่คนเดียว มีผู้ชายและผู้หญิง ยืนอยู่ข้างๆ ผู้หญิงคนนั้นรูปร่างไม่สูง และค่อนข้างคล้ำ”
พรรษาพยายามบอกเบาะแสนี้แก่เจตต์ฟังให้มากที่สุด
ทันใดนั้น ภาพในใจของเจตต์ก็ปรากฏเงาของนิตา
เป็นเธอไปไม่ได้!
ไม่ใช่อย่างแน่นอน!
“มีกล้องวงจรปิดไหม?”
“มี แต่มันไม่ชัด เพราะว่าไม่ชัดนี่แหละ พวกเราเลยจนปัญญาที่จะยืนยันได้ว่าคนคนนั้นเป็นใคร ตอนนี้ฉันแจ้งตำรวจแล้ว ทางตำรวจก็เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแล้ว แกวางใจเถอะ ฉันจะนำแม่ของแกกลับมาแน่นอน”
ดูเหมือนว่าเจตต์จะไม่ได้ยินคำพูดของพรรษาเขาแค่พูดอย่างเย็นชา “ผมขอดูวิดีโอจากกล้องวงจรผิดหน่อย”
เมื่อเห็นเจตต์เป็นเช่นนี้ พรรษารู้สึกเศร้า แต่ก็ยังให้คนไปนำวิดีโอจากล้องวงจรปิดมาให้เจตต์ดูอย่างเร็ว
เจตต์เปิดมันดู เมื่อเขาเห็นร่างของนิตาในวิดีโอ เขาก็ตกตะลึง และจากนั้นสีหน้าของเขาก็ไม่น่าดูอย่างผิดปกติ
“แกรู้จักผู้หญิงคนนี้เหรอ?”
พรรษาดูอารมณ์ของเจตต์ออก เขารีบถามอย่างร้อนใจ
เจตต์ไม่ได้พูด แต่กลับคัดลอกวิดีโอ จากนั้นหันหลังเดินจากไป
“เฮ้! หมายความว่าอะไร? เขาเข้ามาขู่ด้วยการดึงคอเสื้อฉัน ตอนนี้หมุนตัวเดินกลับไปแล้ว นี่เห็นฉันเป็นอะไร?”
คุณนายรัตติกรวรกุลตะโกน แต่กลับโดนพรรษาถลึงตามอง
“หุบปาก! ตอนนี้เมื่อไหร่ไม่รู้เหรอ?”
“เมื่อไหร่อะไร? เมื่อไหร่ก็ไม่ใช่ฉันที่พาเทย่าไปสักหน่อย พวกเธอมาโกรธฉัน?”
คุณนายรัตติกรวรกุล ต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นก็มีบางอย่างบินมุ่งมาทางเธอ ทำให้เธอกรีดร้องด้วยความตกใจและนั่งยองๆ ลงไปที่พื้น
ในเวลาเดียวกันนี้ เจตต์ก็กระแทกประตู
คุณนายรัตติกรวรกุลตัวสั่นขณะมองไปยังไม้แขวนเสื้อที่บินมาอยู่ข้างๆตัวเธอ
“พรรษา ลูกชายคุณจะฆ่าฉัน”
“ถ้าไม่อยากตาย”
พรรษาจิตใจสับสนวุ่นวาย
หลังจากเจตต์ออกจากบ้าน เขาก็ตรงไปหาบุริศร์
เมื่อเขาเห็นเจตต์ บุริศร์จึงพูดด้วยเสียงต่ำ “เบาหน่อย นรมนเพิ่งพักผ่อน”
“โสธรติดต่อมาหาคุณหรือยัง?”
เจตต์เปิดปากถามที่อยู่ของโสธร ทำให้บุริศร์ชะงักงัน
“ยัง นายจะหาเขาทำไม?”
“แม่ของผมถูกนิตาพาตัวไป”
“นายไม่ได้เข้าใจผิดเหรอ?”
“ดู”
เจตต์ส่งวิดีโอจากกล้องวงจรปิดให้บุริศร์ดู
บุริศร์ตกตะลึงจริงๆเมื่อเขาเห็นนิตา
แม้ว่าสิ่งที่กล้องวงจรปิดจับได้จะไม่ชัดนัก แต่ทุกคนที่สนิทกับนิตาต่างก็รู้ดีว่าเป็นเธอ
“ฉันจะลองติดต่อให้นายอีกครั้ง”
บุริศร์ระดมความสัมพันธ์ของเขาอย่างรวดเร็วเพื่อหาที่อยู่ของนิตา
ทั้งตัวของเจตต์ดูมืดมน
เดิมทีเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างของทั้งสอง แต่ตอนนี้กลายเป็นอยู่ในสถานการณ์นี้เสียแล้ว
เจตต์กำลังคิดอะไรอยู่ บุริศร์ไม่รู้ เขาให้คนรินชาให้เจตต์
“เรื่องนี้ฉันดูแล้วไม่น่าจะง่ายขนาดนั้น ถ้าหากบอกว่านิตาเข้าใกล้นายเพื่อแม่ของนายแล้วละก็ ถ้าอย่างนั้นนายได้บอกกับเธอไหมว่าแม่ของนายอยู่บ้านพักคนชราที่ไหน?”
“ไม่”
คิ้วของเจตต์ย่นเข้าหากันอีกครั้ง
“ฉันเพียงแค่ไม่คิดว่าเธอจะหายสาบสูญไป นึกไม่ถึงว่ามาเมืองชลธีเพื่อหาแม่ของฉัน พวกเขาต้องการอะไรจากแม่ฉันกันแน่? แม่ฉันเป็นเพียงผู้ป่วยที่กำลังวังชาไม่ดีแค่นั้น ทางที่ดีเธอต้องดูแลแม่ของฉันให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่มีวันจบกับเธอแน่”
เจตต์ประสานมือของเขาเข้าหากันแน่น
“เรื่องนี้ไปหานิตาก่อนแล้วค่อยพูดเถอะ”
ในขณะที่รอข่าวคราว นรมนก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
เมื่อเธอออกมาเห็นท่าทางที่มืดมนของเจตต์ เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจเล็กน้อย
บุริศร์ดึงเธอออกไป ก่อนจะเล่าเรื่องนี้อีกครั้ง
“เป็นนิตาได้ยังไง?”
“ผมก็ไม่รู้ แต่เรื่องนี้กระทบกับเจตต์อย่างมาก คุณออกไปซื้ออะไรหน่อย เย็นนี้ให้เขากินข้าวบ้านเรา”
นรมนตะลึงกับคำพูดของบุริศร์
“วันนี้ทำไมคุณใจกว้างขนาดนี้ละคะ?”
“ดูท่าเขาจะอกหัก ผมต้องใจกว้างหน่อย”
บุริศร์หยอกล้อ
นรมนถลึงตาใส่เขา หลังจากนั้นจึงไปเปลี่ยนชุด เมื่อผ่านเจตต์เธอจึงพูดขึ้นมา “อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันเถอะ ฉันจะออกไปซื้ออาหาร กลับมาจะให้บุริศร์เข้าครัว”
“ผมบอกเหรอว่าจะเข้าครัว?”
“ไม่ใช่เหรอ?”
นรมนถามกลับทำให้บุริศร์เงียบปากลงทันใด
เจตต์เห็นท่าทางที่พวกเขารักใคร่กันมาก จึงพูดอย่างหดหู่ “ผมอกหักแล้ว พวกคุณสองคนอย่าอวดผัวออกเมียให้ผมอิจฉาได้ไหม?”
“โธ่เอ๋ย ฉันชินเสียแล้วสิ”
คำพูดของบุริศร์เรียกได้ว่าเป็นการโจมตีที่รุนแรงมาก
เจตต์จ้องมองเขาอย่างดุร้ายและพูดว่า “ฉันอยากกินอาหารที่นรมนทำ”