ตอนที่ 800
บทที่ 800 หายใจไม่ออกก็หายใจไม่ออกเถอะ
October 31, 2026
“เกิดอะไรขึ้น?”
บุริศร์อดที่จะถามไม่ได้ เมื่อเห็นนรมนร้อนรนใจจนอยากลุกลงมาจากเตียง
“พ่อแม่ของฉันไม่รับสาย และปิดมือถือ ฉันอยากไปดูพวกเขา มันน่าละอาย ช่วงนี้ฉันไม่ได้ไปเยี่ยมท่านเลย แม่กระทั่งโทรไปหาก็ไม่ ฉันมันอกตัญญูจริง พวกเขาต้องเสียใจแน่”
นรมนโทษตัวเอง
บุริศร์กอดเธอไว้ในอ้อมแขนของเขา และกระซิบ “เป็นความสะเพร่าของผมเอง ผมไม่ได้คิดให้รอบคอบ อย่างนี้ดีไหม ผมจะไปดูเอง คุณพักอยู่บ้านเถอะนะ”
“ไม่ค่ะ ฉันจะไปดูเอง หลายสัปดาห์แล้วที่ฉันไม่ได้ไปหาพวกเขา แถมพวกเขาไม่รับสายฉันด้วย ฉันรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัย ดูด้วยตาตัวเอง ฉันจะได้หมดกังวล”
เมื่อได้ยินสิ่งที่นรมนพูด บุริศร์ก็ไม่สามารถบังคับให้เธออยู่บ้าน
“โอเค ถ้าอย่างนั่นคุณจัดการตัวเองให้เรียบร้อย กินอะไรสักหน่อย ร่างกายคุณไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน สุขภาพก็ไม่โอเค ถ้าไม่กินอะไรผมจะไม่ให้ออกนอกบ้านนะ”
นรมนพยักหน้า เมื่อได้ยินบุริศร์พูดอย่างนี้
“โอเค ฉันจะกินสักหน่อย พวกเด็กๆให้อยู่ในบ้านก็ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
“ไม่มีปัญหา”
นรมนพยักหน้า
บุริศร์ยกอาหารขึ้นมา
นรมนจัดการตัวเอง นั่งลงกินอาหาร ถึงแม้บางครั้งจะรู้สึกไม่ค่อยสบาย แต่เธอก็ยังมองข้ามเบาะแสไป
เมื่อเห็นเธอกินอาหารหมดแล้ว บุริศร์ก็พูดเบา ๆ “ผมจะขับรถ คุณรอผมที่หน้าประตูนะ”
“ค่ะ”
นรมนหยิบของและลงไปชั้นล่าง เมื่อเธอเห็นธิดาก็จัดแจงพูดคุยสักสองสามคำ ก่อนจะออกไปกับบุริศร์
แม้ว่าบุริศร์รู้ว่านรมนกำลังร้อนใจ แต่เขาก็ยังขับรถไปเรื่อยๆ ไม่นานพวกเขาก็มาถึงบ้านของพ่อแม่ตระกูลธนาศักดิ์ธน แต่น่าเสียดายที่ประตูล็อคอยู่
“ไม่อยู่บ้านเหรอ?”
เมื่อเห็นสิ่งนี้ บุริศร์อดไม่ได้ที่จะถาม
“ฉันจะเข้าไปดูหน่อย”
นรมนหยิบกุญแจออกมาและเปิดเข้าไปในบ้าน ข้าวของข้างในถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนเดิม แต่ นรมนเพิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
บุริศร์ตามหลังเธอไป ก็ไม่พบอะไร
“ดูเหมือนว่าจะออกไปข้างนอกนะ”
“คุณแม่บ้านในบ้านละ?”
นรมนค้นพบสิ่งที่มองข้ามไป
เนื่องจากพ่อแม่ตระกูลธนาศักดิ์ธนอายุมากแล้ว และนรมนไม่สามารถกลับมาดูแลพวกเขาบ่อยๆ ได้ ดังนั้นเธอจึงจ้างแม่บ้านให้พวกเขา รวมทั้งแม่บ้านคนเดิมของตระกูลธนาศักดิ์ธนด้วย จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง
บุริศร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“คุณมีเบอรโทรของพวกเขาไหม”
“มีค่ะ ฉันหาก่อน”
นรมนหยิบโทรศัพท์ออกมาอย่างรวดเร็วและเริ่มค้นหา ไม่นานก็เจอ
เธอโทรหาแม่บ้าน
“สวัสดีค่ะ พี่รีอัน พ่อแม่ฉันไม่อยู่บ้านหรือคะ ทำไมพวกคุณก็ไม่อยู่? เกิดเรื่องอะไรไหม?”
พี่รีอันชะงักไปนิด ก่อนจะจำเสียงของนรมนได้
“คุณหนูใหญ่คะ ฉันเอง ฉันถูกคุณท่านธนาศักดิ์ธนไล่ออกแล้วค่ะ”
“ถูกไล่ออกแล้ว? ทำไมคะ?”
นรมนยิ่งงุนงงมากขึ้น
พี่รีอันถอนหายใจ ก่อนพูด “ฉันก็ไม่รู้ค่ะ ฉันจัดการทุกอย่างอย่างดี อยู่ๆวันหนึ่งคุณท่านธนาศักดิ์ธนก็บอกกับฉันว่าจะออกไปท่องเที่ยวรอบโลกกับคุณนายธนาศักดิ์ธน ไม่ต้องการให้พวกเราดูแลบ้านแล้ว ให้พวกเราออกไป และยังให้เงินเดือนเพิ่มแก่หนึ่งเดือน ทำไมหรือคะ? คุณหนูใหญ่ไม่รู้เรื่องนี้หรือคะ?”
“ฉันไม่รู้ พ่อแม่ฉันไล่พวกคุณออกไปเมื่อไหร่คะ?”
นรมนถามอย่างรวดเร็ว
พี่รีอันอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ไม่นานนะคะ สิบสันก่อนนี่เอง”
“สิบวันก่อน? พ่อแม่ฉันบอกไหมคะว่าจะไปที่แรกที่ไหน?”
“ไม่ค่ะ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราควรถาม ดังนั้นเราจึงไม่ถามค่ะ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่พี่รีอันพูด นรมนก็ไม่รู้จะถามอะไรแล้ว
“ขอบคุณค่ะพี่รีอัน”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณหนูใหญ่ ฉันได้ยินคุณท่านธนาศักดิ์ธนพูด ตอนนี้คุณก็แต่งงานแล้ว ชีวิตมีความสุขดี พวกเขาอยู่บ้านว่างๆ ออกไปพักผ่อนหย่อนใจเสียหน่อย คุณหนูโทรหาพวกท่านสิคะ น่าจะรู้ว่าอยู่ไหนกันแล้ว”
เมื่อได้ยินสิ่งที่พี่รีอันพูด นรมนก็รู้สึกหดหู่ใจ “มือถือพวกท่านปิดค่ะ”
“โอ้ อาจจะอยู่บนเครื่องบินนะคะ รออีกนิดเถอะค่ะ สักพักค่อยลองโทรอีกรอบ”
“คงต้องเป็นอย่างนั่นค่ะ ขอบคุณค่ะพี่รีอัน”
นรมนโทษตัวเองเป็นอย่างมาก หลังจากวางสายไป
บุริศร์โอบเธอไว้ในอ้อมแขนของเขา และพูดเสียงอ่อนโยนว่า “ผมไม่ดีเอง ไม่ได้ดูแลพ่อแม่ของคุณ”
“ไม่เกี่ยวกับคุณเลยค่ะ คุณเป็นลูกเขย ฉันเป็นลูกสาว ฉันควรจะคิดว่าพ่อแม่ของฉันคงจะเหงาหลังจากที่ฉันแต่งงาน น่าจะรับพวกเขาไปที่บ้านของเราแต่แรกก็คงดี ตอนนี้พวกเขาอยู่ไหน ฉันก็ไม่รู้ ลูกอย่างฉันจะมีประโยชน์อะไรคะ? ไม่รู้ว่าจิตใจของพ่อแม่จะเศร้าแค่ไหน”
“อย่าคิดอย่างนี้สิ พ่อแม่ออกไปเที่ยวก็เป็นชีวิตวัยชราอย่างหนึ่ง พวกเขาทำงานหนักเพื่อคุณมาทั้งชีวิต ตอนนี้เขาสามารถปล่อยคุณไปได้ มันไม่เลวเลยที่จะมีชีวิตเล็กๆ เป็นของตัวเอง บางทีอาจจะอยู่บนเครื่องบินจริง รอสักพักแล้วค่อยโทรไปถามใหม่นะ”
บุริศร์ปลอบโยนนรมน
นรมนพยักหน้า
“ฉันอยากอยู่ที่สักพัก ได้ไหมคะ?”
“ดูพูดเข้าสิ ที่นี่คือบ้านเดิมของคุณนะ ถ้าคุณอยากอยู่ที่นี่ผมจะอยู่เป็นเพื่อน”
ความอ่อนโยนของบุริศร์ ทำให้นรมนซาบซึ้ง
“ไม่ต้องไปทำงานหรือคะ? ฉันอยู่คนเดียวได้นะ”