ตอนที่ 294
บทที่ 294
September 17, 2026
เฉียวม่อที่ยืนมาโดยตลอดนั้น เมื่อได้ยินเฟิ่งจิ่วเหยียนออกคำสั่งให้ตนเองคุกเข่าลง นางถึงกับชะงักไปในทันที
แววตาของเฟิ่งจิ่วเหยียนฉายแววเย็นชา
“ข้าสั่งให้เจ้าคุกเข่า เจ้าย่อมมิอาจยืนได้ ตนเองเป็นถึงขุนนางของราชสำนัก แม้แต่กฏเช่นนี้ยังมิรู้งั้นหรือ?”
เฉียวม่อรู้สึกจุกอกขึ้นมาในทันที
ไม่ว่านางจักเอ่ยเล่นลิ้นออกมาอย่างไร ย่อมมิอาจอยู่เหนืออำนาจของราชสำนักไปได้
ก่อนหน้านั้นเป็นเพราะศิษย์พี่เอ็นดูนาง อย่าว่าแต่ให้คุกเข่าเลย แม้แต่ให้ยืนนาน ๆ ศิษย์พี่ก็หาให้นางทำเช่นนั้นไม่
ความห่างของระดับชั้นนี้ ทำเอาเฉียวม่อมิอาจรับได้ นางยืนนิ่งมิขยับเช่นนั้นอยู่นาน
เมื่อได้ยินคำสั่งของเฟิ่งจิ่วเหยียนนั้น องครักษ์ของวังหลวงจึงได้เข้ามาในตำหนัก
เฉียวม่อที่เห็นสถานการณ์เช่นนั้น พลันนึกไปถึงศิษย์พี่ยามที่อยู่ในค่ายทหาร เพียงแค่ร้องเรียกคำเดียว บรรดาเหล่าทหารก็จะก้าวออกมารับคำสั่งในทันที
นี่คืออำนาจ
เป็นแม่ทัพนั้นมีอำนาจ ฮองเฮาก็มีอำนาจเช่นกัน
เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยออกมาด้วยท่าทีดุดันว่า
“เมิ่งเฉียวม่อกระทำตัวต่อเราด้วยความหยาบคาย ลากออกไปคุกเข่าสักหนึ่งชั่วยามเสีย”
ทหารองครักษ์รับคำสั่ง
พวกเขาหาได้เอ่ยถามถึงเหตุผลไม่ พลาง “เชิญ” เฉียวม่อออกจากตำหนักไปในทันที
เฉียวม่อร้องตะโกนออกมา
“ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันคือวีรบุรุษแห่งหนานฉี! ท่านมิสามารถ...”
เฟิ่งจิ่วเหยียนหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบอีกครั้ง ก่อนจะใช้ฝาถ้วยคั้นใบชาที่แตกออกเอาไว้ พลางออกคำสั่งด้วยท่าทีไม่รีบไม่ร้อนออกมาว่า
“เสียงดังยิ่งนัก อุดปากนางเสีย”
วีรบุรุษ?
มิต้องเอ่ยอันใดให้มากความ หากว่าถึงสงครามที่ต่อสู้กับรัฐเหลียงสองครั้งนั้น ล้วนแต่เป็นนางที่นำพลทหารออกรบ ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย บาดแผลตรงหน้าท้องที่ถูกฮ่องเต้ชราแห่งรัฐเหลียงแทงนั้น แม้จะได้ใช้ยารักษาแผลเป็นของอาจารย์หญิงแล้วก็ตาม ยังไม่สามารถปิดบาดแผลได้ทั้งหมด
นาง เฉียวม่อที่เลือดมิได้ไหลออกมาสักหยดเดียวนั้น มีสิทธิ์อันใดมาเรียกตัวเองว่าวีรบุรุษกัน?
……
ด้านนอกตำหนัก
เฉียวม่อที่ถูกปิดปาก ไหล่ทั้งสองของนางถูกกดเอาไว้ ก่อนจะถูกลากไปนั่งคุกเข่าบนพื้นกระเบื้อง
นางที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นอย่างมากในฐานะแม่ทัพน้อยเมิ่ง ในยามนี้กลายเป็นองครักษ์อารักขาประตูเมิ่งแล้ว ภายในวังหลวงหาได้มิมีคนรู้เรื่องนี้ไม่
บรรดาเหล่านางกำนัลสาวใช้ที่เดินผ่านนั้น ต่างพากันจ้องมองมาที่นางในทันที
ทั้งตกใจ สับสน และยังรู้สึกเห็นอกเห็นใจไม่น้อย
พวกนางพากันเอ่ยกระซิบกระซาบกันออกมาว่า
“แม่ทัพหญิงคนแรกอันใดกัน ที่แท้ก็หาได้แตกต่างจากพวกเราไม่ ในยามนี้มิใช่ว่าต้องมาคุกเข่าอยู่ด้านหน้าตำหนักของฮองเฮาหรือ”
“นางมิใช่แม่ทัพอีกแล้ว นางในยามนี้เป็นเพียงองครักษอารักขาประตูเท่านั้น ถึงแม้ว่าจักมีตำแหน่งใหญ่โต ทว่า นางจักไปสามารถทำให้ฮองเฮาขุ่นเคืองพระทัยไปได้อย่างไรกัน!”
“หากมิใช่ไม่ ฮองเฮาในยามนี้กำลังตั้งครรภ์พระโอรสอยู่ ใต้เท้าเมิ่งผู้นี้ช่างโง่เง่ายิ่งนัก ถึงได้กล้ากระทำมิให้ความเคารพต่อฮองเฮาเช่นนี้”
เฉียวม่อที่มีกำลังภายใน เมื่อได้ยินเรื่องราวซุบซิบเช่นนี้แล้ว ภายในใจคล้ายกับมีกองเพลิงสุมอยู่ในอก