ตอนที่ 442
บทที่ 442
September 17, 2026
คุกเทียนเหลา
ภายในห้องทรมาน พลันมีเสียงกรีดร้องดังออกมา
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมหาได้...หาได้ทรยศต่อแว่นแคว้นไม่! มิได้มีผู้ใดมาชี้นำกระหม่อม กระหม่อมทำทั้งหมดก็เพื่อยุทธภพของแคว้นหนานฉี...อ๊าก! กระหม่อมรู้สึกจากใจว่าท่านแม่ทัพน้อยเมิ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ในเรื่องนี้!”
“ฝ่าบาท กระหม่อมก็เป็นผู้บริสุทธิ์เช่นกัน...”
ผู้ที่ถูกมัดติดเก้าอี้ไม้นั้น ล้วนแต่เป็นผู้ที่คอยกระทำการปลุกปั่นผู้คนหลังจากที่เมิ่งเฉียวม่อตายไป
บรรดาเหล่าขุนนางที่กระทำกล่าวหาว่าฮ่องเต้ทำร้ายขุนนางผู้ภักดีนั้น ล้วนแต่เป็นขุนนางที่โง่เง่าหูเบา ทว่า ผู้ที่ชักใยคอยปลุกปั่นอยู่เบื้องหลังที่แท้จริง ทั้งยังเป็นผู้ที่กระจ่ายข่าวลือออกไปนั้น คือผู้กระทำผิดที่แท้จริงต่างหาก
ในเมื่อตามหาพวกมันพบแล้ว ย่อมไม่มีทางปล่อยคนเหล่านี้ไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน
ทำให้ข้าราชบริพารราษฎรมากมายในหนานฉีต้องเกิดความโกลาหลเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ว่าพวกมันจักต้องร่วมมือกับคนนอกแคว้นอย่างแน่นอน
ทว่า ถึงแม้จะทรมานเพื่อเค้นถามความจริงออกมาหลายวันแล้วก็ตาม พวกมันก็ยังคงปากแข็งอยู่
วันนี้ เซียวอวี้จึงเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเอง
เฉินจี๋โค้งกายคำนับมือ พลางเอ่ยรายงานออกมา
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ แม้ว่าจักทรมานอย่างหนักแล้ว แต่พวกมันก็ยังไม่ยอมสารภาพออกมา”
นัยน์ตาของเซียวอวี้ที่เจือไปด้วยความเฉียบคมนั้น ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบ ๆ รอยแผลเป็นทั่วร่าง พร้อมทั้งคนที่เอาแต่ตะโกนร้องกล่าวว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์
ในเมื่อพวกเขาได้มาพบหน้าฝ่าบาทเช่นนี้แล้ว จึงพากันเอ่ยคำแก้ตัวออกมาเป็นพันวัน
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจงรักภักดีต่อท่าน...กระหม่อมมิอยากท่านหลงผิดไปมากกว่านี้ ท่านแม่ทัพน้อยเมิ่งเป็นขุนนางที่ภักดี…”
“ฝ่าบาทพ่ะน่ะค่ะ ที่กระหม่อมส่งคนไปแพร่ข่าวลือเรื่องที่พระองค์ทรงทำร้ายขุนนางภักดีนั้น ก็เพื่อต้องการให้พระองค์มีคำอธิบายต่อผู้คนในใต้หล้า...กระหม่อมหาได้มีเจตนาคิดคดทรยศไม่...”
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ หากมิเชื่อใจ เช่นนั้นก็สังหารกระหม่อมเสียเถอะ! ถึงแม้กระหม่อมจักต้องตายก็ขอตายอย่างบริสุทธิ์ใจ!”
ใบหน้าหล่อเหลาของเซียวอวี้พลันเต็มไปด้วยความเย็นชาในทันที
เขาค่อย ๆ เดินช้า ๆ ไปยังเตาผิง ก่อนจะหยิบเหล็กร้อนแดง ๆ ขึ้นมา พลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบสงบ ทั้งยังเจือไปด้วยความอำมหิตว่า
“ในเมื่อพวกเจ้าอ้างว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์จงรักภักดีนั้น เราย่อมมิยอมปล่อยให้พวกเจ้าตายอย่างแน่นอน”
พูดจบ ใบหน้าของเซียวอวี้พลันปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายและกลิ่นอายความอำมหิตออกมาในทันที
ภายในใจของพวกคนเหล่านั้นถึงกับสั่นรัวไปในทันที ราวกับว่าพวกเขาเห็นประตูนรกค่อย ๆ เปิดทางให้พวกเขา...
คืนนั้น
เซียวอวี้กลับมาที่ตำหนักจื้อเฉินด้วยมือที่เปื้อนไปด้วยกลิ่นคาวเลือด พลางมองไปยังห้องบรรทมของตนเองอย่างไม่รู้ตัว
คล้ายกับว่าภายในใจที่ว่างเปล่าของเขา มิอาจหาสิ่งใดเข้ามาเติมเต็มได้เลยแม้แต่น้อย
ทว่า ก็ยังดีกว่ามีก้อนเนื้อมาอยู่ตรงหน้า แต่ตนเองกลับต้องอดทนมิสามารถแตะต้องมัน มิต่างอันใดกับเป็นการทรมานตนเองเลยสักนิด
ตำหนักหย่งเหอ
ถึงแม้ว่าจะดึกแล้ว ทว่า เฟิ่งจิ่วเหยียนก็ยังมิอาจหลับตาได้ลง
นางอ่านบันทึกแปลก ๆ หรือการจดบรรทึกทั้งหมดภายในวังหลวงแล้ว แต่ก็ยังมิอาจหาเบาะแสเกี่ยวกับอสรพิษเก้าหางไม่พบ
ทำเอานางอดสงสัยได้ว่า ยามนี้นางกำลังหลงทางอยู่หรือไม่
บางที อสรพิษเก้าหางนั้นอาจจะมิได้มีความหมายแฝงอื่นใดก็เป็นได้ เป็นเพียงรูปภาพสัญลักษณ์ธรรมดาเท่านั้น
ยามที่เหลียนซวงกำลังเก็บตำราหนังสือโบราณอยู่นั้น นางพลางเอ่ยถามออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า
“ฮองเฮาเพคะ ท่านกำลังหาสิ่งใดอยู่งั้นหรือเพคะ?”
เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้สึกปวดตาทั้งสองข้างยิ่งนัก นางจึงใช้มือกดไปยังจุดชิงหมิงระหว่างดวงตา พลางเอ่ยออกมาว่า
“อสรพิษเก้าหาง”
ปั้ง
ตำรามากมายที่อยู่ในมือของเหลียนซวงพลันตกลงบนพื้นอย่างแรงในทันที
ทำเอาเฟิ่งจิ่วเหยียนถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นเหลียนซวงมีสีหน้าที่ตกตะลึงไปนั้น พร้อมทั้งเผยอารมณ์ความเจ็บปวดออกมา
เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเอ่ยถามออกมาด้วยท่าทีจริงจังว่า “เจ้าเคยเห็นงั้นหรือ?”
รอบดวงตาของเหลียนซวงเป็นรอยสีแดงเล็กน้อย “บ่าว... บ่าวไม่รู้เพคะ ทว่า จู่ ๆ บ่าวก็รู้สึกปวดหัว...”
สายตาของเฟิ่งจิ่วเหยียนจึงแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา ก่อนจะจ้องมองเหลียนซวงอยู่ครู่หนึ่ง