ตอนที่ 805
บทที่ 805
September 17, 2026
ครั้นเริ่มชั้นเรียนของสถาบันทางการทหาร เป็นการให้ลูกศิษย์แนะนำตัวก่อน
สำหรับแม่ทัพนายกองส่วนใหญ่ เฟิ่งจิ่วเหยียนคุ้นเคยอยู่แล้ว
ทว่าลูกศิษย์จากชนบทเหล่านั้น นางไม่รู้จักเลย ได้แต่ฟังพวกเขาลุกขึ้นมารายงานตัวทีละคน
“ศิษย์เฉินเจิน เป็นชาวเซียงหนาน”
“ผู้น้อยฮั่วเหริน ตอนนี้อาศัยอยู่ในเมืองหลวง การรับใช้ชาติและฆ่าศัตรูคือปณิธานของข้า!”
“ศิษย์เสิ่นกั๋วอัน ชื่นชมชื่อเสียงของแม่ทัพน้อยเมิ่งมานานแล้ว! จึงประพันธ์กวีเพื่อแม่ทัพน้อยโดยเฉพาะ...”
……
ครั้นถึงคราวของคนสุดท้าย ชายคนนั้นลุกขึ้นยืน และมิได้เอ่ยมากความเยี่ยงคนอื่น กลับมีรัศมีของยอดขุนพลนักวางแผน เอ่ยอย่างเรียบเฉย
“ผู้น้อยหลิวเหยี่ยน”
เฟิ่งจิ่วเหยียนเงยหน้าขึ้นมองคนผู้นั้น พลันเกิดความรู้สึกเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างอธิบายไม่ถูก
นางตรวจสอบภูมิหลังครอบครัวของคนผู้นี้อีกครั้ง หากแต่ไม่มีสิ่งใดที่ผิดปกติ
รูปร่างหน้าตาของหลิวเหยี่ยนดูดีมาก คนด้านข้างจึงเอ่ยหยอกล้อ
“หากสหายหลิวไปสนามรบในสภาพเช่นนี้ เกรงว่าข้าศึกจะมองเป็นสาวงามคนหนึ่ง!”
ผู้คนพลันหัวเราะกันอย่างครื้นเครง
หลิวเหยี่ยนหาได้ขุ่นเคืองไม่ ม่านตาปรากฏร่องรอยของความห่างเหิน
เสมือนว่าไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดสามารถส่งผลต่ออารมณ์ของเขาได้
เฟิ่งจิ่วเหยียนออกคำสั่งอย่างเคร่งขรึม
“เงียบเสียง”
ทันใดนั้นทุกคนพลันเงียบเสียงลง
ขุนพลนายหนึ่งเอ่ยถาม
“ฮองเฮา พวกเราควรเรียกท่านว่าฮองเฮา หรือแม่ทัพน้อยเมิ่งพ่ะย่ะค่ะ?”
เฟิ่งจิ่วเหยียนมิได้นั่งสอนอยู่หลังม่าน เอ่ยอย่างใจกว้างเยือกเย็น
“ในสถาบันทางการทหาร ไม่มีตำแหน่ง เกียรติยศและความต่ำต้อย มีเพียงอาจารย์กับลูกศิษย์เท่านั้น”
หลิวเหยี่ยนยืนขึ้นก่อน ยกมือคารวะพลางเอ่ย
“ขอรับ อาจารย์”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ สายตาเงียบสงบดุจทะเล หลังจากเงยหน้าขึ้นมอง พลันเหลือบมองไปที่เฟิ่งจิ่วเหยียนแวบหนึ่ง
ขณะที่อาจารย์อีกสองท่านกำลังสอนอยู่ เฟิ่งจิ่วเหยียนนั่งมองจากด้านข้าง เพื่อสังเกตลักษณะการสอนของแต่ละคนอย่างเงียบ ๆ
เจินเจินเป็นศิษย์หญิงเพียงคนเดียวที่นี่ จิตใจของนางไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทั้งยังคุ้นเคยกับหลักพิชัยสงครามอยู่แล้ว เพียงอยากได้ฟังแม่ทัพน้อยเมิ่งสอนการทำศึกให้นางเท่านั้น
ถึงคราวของเฟิ่งจิ่วเหยียนก้าวขึ้นไปบนแท่นสูงสามฉื่อในที่สุด เจินเจินพลันฮึกเหิมขึ้นมา
ถ้อยคำแรกของเฟิ่งจิ่วเหยียนคือการเอ่ยถามพวกเขา
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า ‘จิตวิญญาณนักรบ’ คืออันใด?”
ขุนพลคนหนึ่งตอบ
“ตำราโบราณมีกล่าวไว้ จิตวิญญาณนักรบมาจากจิตวิญญาณ เป็นสาขาหนึ่งของ ‘จิต’ ซึ่งลึกซึ้งจนมิอาจหยั่งรู้ได้ และเป็นสิ่งที่ยากต่อการมองเห็นของมนุษย์
“เฉพาะผู้ที่มีพรสวรรค์ หรือผู้ที่ได้รับคำชี้แนะจากผู้ที่มีปัญญาสูงส่งเท่านั้น จึงจะ ‘เห็น’ ได้
“เช่น จิตวิญญาณจักรพรรดิ และจิตวิญญาณชั่วร้าย
“สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนไม่ชัดเจนคลุมเครือ หากเอ่ยถึงจิตวิญญาณนักรบ กลับมีจุดที่เป็นความจริงอยู่บ้าง จิตวิญญาณนักรบนั้น คือการสามารถสืบหาเบาะแส ประเมินร่องรอยของศัตรู แม้แต่ประเมินขนาดของกองทัพศัตรู”
เฟิ่งจิ่วเหยียนไม่ออกความเห็น เพียงเอ่ยถามผู้อื่นต่อ
“ยังมีอีกหรือไม่”
ท่ามกลางความเงียบงัน หลิวเหยี่ยนกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงสงบ
“นอกจากขนาดของกองทัพศัตรู ยังมีขวัญกำลังใจของกองทัพศัตรู ส่วนตัวคิดว่า การประเมินขวัญกำลังใจนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุดของจิตวิญญาณนักรบ”
เฟิ่งจิ่วเหยียนมองเขามากขึ้น
“หลิวเหยี่ยนเอ่ยได้ถูกต้อง การแกะรอยและประเมินขนาดของกองทัพศัตรู หาใช่เรื่องยากสำหรับพวกเจ้าทั้งหลายไม่ เพียงหน่วยสอดแนมในกองทัพ ก็สามารถทำได้
“ขวัญกำลังใจของศัตรู เป็นสิ่งที่พวกเจ้าในฐานะขุนพลพึงพิจารณา และมีเพียงพวกเจ้าเท่านั้นที่ประเมินได้”