ตอนที่ 161
บทที่ 162 สมาชิกในตระกูล
October 22, 2026
บทที่ 162 สมาชิกในตระกูลหนึ่งเดือนต่อมา หลังคาของศาลาไป่หยู่ทั้งหมดได้รับการซ่อมแซมจนเสร็จสิ้น ซึ่งหลังจากได้รับการซ่อมแซมศาลาไป่หยู่ก็ได้มีความวิจิตรงดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ว่าผู้คนในเมืองแห่งความพินาศจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนที่แล้วสัตว์วิญญาณระดับเพชรมังกรกระดูกผี มันเป็นสัตว์วิญญาณที่หาได้ยากมาก มีคนจำนวนมากที่ไม่เคยได้มองเห็นสัตว์วิญญาณระดับนี้ตลอดช่วงชีวิตของพวกเขา หลายคนที่อ้างว่าพวกเขาเห็นมังกรตัวนั้นบินออกมาจากศาลาไป่หยู่ แต่ลั่วอู๋ก็เลือกปฏิเสธที่จะไม่ยอมรับมันอย่างไรก็ตามภายในเดือนที่ผ่านมา ศาลาไป่หยู่ นั้นได้เปิดตัวยาชนิดใหม่ ยา เทียนหยวนหนิงลินซึ่งเป็นยาระดับ 7 สิ่งนี้กระตุ้นให้เกิดความสนใจราวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในทันใด ในเขตหวงชานั้นแค่ยาระดับ 5 ก็นับว่าเป็นยาระดับที่หาได้ยากมากแล้ว นับประสาอะไรกับยาระดับ 7 แม้ว่าเม็ดยาเทียนหยวนหนิงลินจะเป็นยาระดับ 7 แต่เป็นยาระดับสูงที่มีผลแย่ที่สุด เพราะผลของมันไม่ได้ดีไปกว่ายาระดับ 6 ที่มีคุณภาพสูงเท่าไหร่แต่มันดีกว่ายาวู่ปินของหอคอยหวงชามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่ศาลาไป่หยู่ขายนั้นมีราคาค่อนข้างถูกโดยมีราคาเพียง 1 พันหินวิญญาณ สำหรับน้ำอมฤตและเทียนหยวนหนิงลินหนึ่งเม็ดคู่กันไปมันเป็นข้อเสนอที่ดี แน่นอนว่ายอดขายคงไม่ได้ถล่มทลายมาก เนื่องจากคงมีแค่ไม่กี่คนที่สามารถจ่ายในราคานี้ได้ แต่ลั่วอู๋ก็ไม่ได้สนใจ เพราะศาลาไป่หยู่ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนที่หากำไรจากผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้วอีกทั้งน้ำยาอมฤตและเทียนหยวนหนิงลิน ในราคานี้ก็ไม่ได้ถือว่าแพงเท่าไหร่ ลั่วอู๋นั้นใจกว้างมากพอที่จะใช้พวกมันเป็น “โบนัส” เสริมให้กับทีมคุ้มกันคมมีด ทำให้เหล่าพี่น้องของทีมคมมีดยิ่งพยายามกันอย่างหนัก เมื่อพวกเขาเห็นคนที่น่าสงสัย พวกเขาก็จะเข้าไปหาตรวจสอบคนเหล่านั้นในทันที อัตราการก่ออาชญากรรมในเมืองแห่งความพินาศทั้งเมืองจึงลดลงมาก
หลายคนได้ยินเกี่ยวกับค่าตอบแทนสำหรับทีมคุ้มกันคมมีด ทำให้พวกเขาโลภและต้องการเข้าร่วมทีม ซึ่งก็มีหลิวหูที่เข้มงวดมากในการคัดคนให้อยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาอะไร
เป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วที่ทีมคุ้มกันคมมีดได้สมาชิกใหม่เพิ่มมาสามคนเมื่อเร็ว ๆ นี้เขาได้ยินมาว่ามีพี่ชายสองคนในทีมคมมีดได้เลื่อนขั้นมิติวิญญาณกลายเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณระดับสูง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะผ่านการเลื่อนขั้นมาได้ นับว่าเป็นข่าวที่ดีและแล้ววันนี้แขกที่ไม่คาดคิดก็ได้มาที่ศาลาไป่หยู่คนจากทางตระกูลลั่วนั่นเองเขาเป็นชายวัยกลางคนที่แต่งตัวเหมือนพ่อบ้าน มีเคราทรงสามเหลี่ยมและมีผ้าโพกหัวสี่เหลี่ยมบนศีรษะ เขาถือผ้าเช็ดหน้าไว้ในมือเสมอ ปิดปากและจมูก ดูเหมือนว่าเขาจะยังปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศของเขตหวงชาไม่ได้เขาก้าวออกจากรถม้าและมองไปที่เหล่าผู้คนที่สัญจรไปมาด้วยความรังเกียจ จากนั้นเขาก็ยืดตัวขึ้นและพึมพำเสียงเบา “ช่างเป็นสถานที่ที่น่ากลัวยิ่งนัก สภาพแวดล้อมเลวร้าย แถมผู้คนที่นี่ยังคงแต่งตัวแปลก ๆ และหยาบกร้าน น่ารังเกียจจริงๆ”ชายคนนั้นชื่อเสี่ยวเซียง เขาเป็นพ่อบ้านของตระกูลลั่วตระกูลลั่วนั้นมีฐานะดี พวกเขาจึงมีคนรับใช้เป็นจำนวนมาก โดยแบ่งออกเป็นหลายระดับซึ่งระดับแรกจะถือเป็นพ่อบ้านที่ยิ่งใหญ่ของตระกูลลั่ว ซึ่งมีสถานะในตระกูลสูงกว่านายน้อยรุ่นใหม่หลายคนเสียอีกเสี่ยวเซียง ก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเป็นพ่อบ้านที่คอยดูแลธุรกิจของตระกูลลั่วเสี่ยวเซียงมองไปที่ศาลาไป่หยู่สาขาเมืองแห่งความพินาศ ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง “นี่มันใช่สาขาย่อยของศาลาไป่หยู่ในเขตหวงชาแน่เหรอ ทำไมมันถึงมีขนาดใหญ่ได้เท่านี้กัน?”แม้ว่ามันจะไม่ใหญ่เหมือนกับสำนักงานหลักที่เขตเมืองหลวง แต่มันก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าสาขาอื่น ๆ ในแต่ละมณฑล“ข้าจำได้ว่าทางตระกูลไม่ได้จ่ายเงินสนับสนุนมาที่นี่เลยนี่นา” เสี่ยวเซียงได้แต่งงงวยเสี่ยวเซียงเดินเข้าไปในร้านโดยไม่ได้สนใจมองไปรอบ ๆเลย เขาเดินตรงไปที่โต๊ะหลักและตบบัตรประจำตัวของตน “เรียกเจ้าของร้านของพวกเจ้าออกมา”คนงานมองไปที่เขาและมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจในทันใดคนของตระกูลลั่วมาถึงที่นี่แล้ว“โปรดรอสักครู่” เสี่ยวชารีบไปหาเจ้าของร้านคนเก่าและลั่วอู๋เจ้าของร้านคนเก่ามองแขกที่เข้ามาด้วยสายตาที่เต็มความอ่อนน้อมถ่อมตน“ พ่อบ้านเสี่ยว ข้าดีใจที่ได้พบท่าน”“ดีมาก” เสี่ยวเซียง พยักหน้าในฐานะคนของตระกูลลั่ว เขายืดอกรับด้วยความภาคภูมิใจกลับกันลั่วอู๋ไม่ได้กล่าวทักทายเขาสักคำและนั่งลงเพื่อดื่มชาอย่างสบาย ๆเสี่ยวเซียงมองไปที่ลั่วอู๋และขมวดคิ้ว “ข้ารู้จักเจ้า เจ้าเป็นบุตรชายของตระกูลลั่วที่ถูกส่งมาที่นี่ เพื่อดูแลธุรกิจเจ้ามีชื่อว่าลั่วอู๋ใช่ไหม?”