ตอนที่ 1
ตอนที่ 1 ไม่ยอมให้แต่งภรรยาเท่าเทียม ก็จะแต่งไม่ออกงั้นหรือ?
September 21, 2026
“พ่อแม่ของซีอินเสียชีวิตเพื่อช่วยชีวิตพ่อของข้า นางเป็นเด็กกำพร้าตัวคนเดียว ไร้ที่พึ่ง ข้าจึงคิดจะรับนางมาเป็นภรรยาเท่าเทียม จัดพิธีพร้อมกันในวันที่เจ้าแต่งเข้ามา”
ภายในห้องโถงจวนมู่
มู่เหยาจับจ้องใบหน้าอันคุ้นเคยนั้นเนิ่นนาน ชั่วขณะหนึ่งกลับรู้สึกราวกับเป็นคนแปลกหน้า
นางกับลู่จื้อได้รับการพระราชทานสมรส ทั้งสองเป็นคู่รักที่เป็นสหายกันมาตั้งแต่เด็ก
ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรู้กันว่า อีกเจ็ดวันพวกเขาจะเข้าพิธีแต่งงาน
แต่ลู่จื้อกลับเลือกช่วงเวลานี้ ที่จะรับบุตรสาวของคนรับใช้มาเป็นภรรยาเท่าเทียม
นี่มิใช่การหยามหน้ามู่เหยาหรอกหรือ?
“หากข้าไม่ยินยอมเล่า?”
มู่เหยาถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา ใบหน้างดงามราวภาพวาดนั้น บัดนี้กลับเย็นเยียบราวหิมะน้ำแข็ง
ลู่จื้อขมวดคิ้ว คุณชายรูปงามผู้มากความสามารถ พลันปรากฏแววขุ่นเคืองในแววตา
“เจ้ากับข้ามีพระราชทานสมรส ต่อให้เจ้าไม่ยินยอม จะกล้าขัดราชโองการไม่แต่งหรือไร?”
“การให้ซีอินเข้าพิธีพร้อมเจ้า ก็เป็นเพียงการช่วยรักษาหน้านาง เพื่อมิต้องถูกผู้คนในจวนรังแกในวันหน้า”
“เจ้าเองก็ร่ำเรียนกฎเกณฑ์สตรี คำสอนสตรีมาตั้งแต่เยาว์วัย หรือเจ้าจะขัดขืนความประสงค์ของสามี?”
ประกายเย็นชาในแววตาของลู่จื้อฉายวาบชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนอย่างอดทน
“เดิมทีข้าตั้งใจจะจัดพิธีให้ซีอินโดยเร็วที่สุด แต่หากทำเช่นนั้นก็จำต้องเลื่อนงานแต่งของเราออกไป เจ้าเองอายุก็มากขึ้นทุกวัน หากยังไม่แต่งอีก เกรงว่าจะมีคนนินทาเอาได้”
“ทำเช่นนี้ ก็เพื่อตัวเจ้าเองด้วย”
มู่เหยาลดสายตาลง ริมฝีปากแดงเรื่อของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแสนขมขื่น
นางไว้ทุกข์ให้บิดามารดามาสามปีแล้ว พอพ้นปีก็จะอายุครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์
สตรีวัยสิบเจ็ดปีในตระกูลอื่น ล้วนมีบุตรธิดาอยู่รายล้อมแล้ว
เรื่องการแต่งงาน นางย่อมร้อนใจเป็นธรรมดา
“ข้ารู้ว่าท่านได้รับฝากฝังจากพ่อแม่ของหลิ่วซีอินก่อนสิ้นใจ แต่ท่านจะหาคู่ครองที่ดีให้นาง หรือจะมอบสินเดิมให้นางมากมายเพื่อเป็นทุนก็ย่อมได้ ไฉนจึงต้องแต่งกับนางด้วย?”
ด้วยเห็นแก่ความผูกพันในฐานะคู่หมายที่มีต่อกันมานานปี มู่เหยาจึงตัดสินใจจะให้โอกาสลู่จื้ออีกสักครั้ง
การที่บุรุษมีสามภรรยาสี่อนุเป็นเรื่องธรรมดา หากนางแต่งเข้าแล้ว ต่อให้ลู่จื้อรับอนุภรรยาเพิ่มอีกกี่คน นางก็ไม่คิดขัดข้อง
แต่เขากลับจะแต่งเข้าในวันเดียวกัน
การยกสถานะให้หลิ่วซีอิน เช่นนั้นก็เท่ากับลดสถานะของมู่เหยาลง
ฮ่องเต้ทรงตรัสชมด้วยพระองค์เองว่าตระกูลมู่ภักดีและทรงปัญญา นี่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ของนางแลกมาด้วยชีวิต
ต่อให้เป็นลู่จื้อ ก็อย่าได้คิดจะลดทอนเกียรติแห่งตระกูลมู่ของนาง!
ลู่จื้อกลืนน้ำลาย เห็นได้ชัดว่าในใจกำลังร้อนตัว
“เดิมทีข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ซีอินเอาชีวิตเข้าขู่ ไม่ยอมแต่งกับผู้อื่น”
ไม่ทันที่มู่เหยาจะสงสัยว่าเหตุใดนางจึงดื้อดึงถึงเพียงนั้น ลู่จื้อก็รีบกล่าวต่อ
“นางเป็นนางต้นห้องในเรือนข้า มอบกายให้ข้าแล้ว นางจะยอมแต่งกับผู้อื่นได้อย่างไร?”
หึ…
แววตาของมู่เหยาเย็นเยียบลง สายตาที่มองลู่จื้อนั้นมืดมนดับสิ้น
นางต้นห้อง?
เดิมทีลู่จื้อเคยบอกนาง ว่าตนเองรู้รักษาตัวรอด ก่อนที่นางจะเข้าเรือน จะไม่มีอนุภรรยาเป็นอันขาด
ไม่มีอนุภรรยา แต่กลับมีนางต้นห้องที่เป็นสหายวัยเยาว์เติบโตมาด้วยกันงั้นหรือ?
เป็นเพียงอนุภรรยานางต้นห้อง แต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นภรรยาเท่าเทียมกับภรรยาเอกในวันเดียวกัน
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เกียรติยศของตระกูลมู่มิต้องป่นปี้หมดหรือ?
เมื่อเห็นมู่เหยานิ่งเงียบไปนาน ลู่จื้อก็คิดว่านางคงยินยอมแล้ว
“ซีอินเป็นเพียงภรรยาเท่าเทียมในนามเท่านั้น ความรู้และความสามารถในการจัดการเรือนของนางเทียบเจ้าไม่ได้ ต่อไป เจ้าต่างหากคือนายหญิงแห่งจวนโหวของข้า”
“เจ้ามิต้องกังวลใจไป”
มู่เหยาขานรับเสียงทุ้ม ทว่าในใจนางตัดสินแน่วแน่แล้ว
เมื่อลู่จื้อจากไป หนิงจู๋ สาวใช้คนสนิทข้างกายมู่เหยาจึงเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองว่า
“คุณหนู เห็นได้ชัดว่าตระกูลลู่คิดรังแกตระกูลมู่เราที่ไร้คนค้ำจุน จงใจจะเหยียบย่ำพวกเรา!”
มู่เหยาเหยียดยิ้มเย็นชา ในใจเย็นเยือกลง
แม้แต่หนิงจู๋ สาวใช้ผู้แทบไม่เคยได้ร่ำเรียนหนังสือ ยังรู้ว่าลู่จื้อกำลังรังแกผู้อื่น
การมาเยือนของเขาในวันนี้ จะไม่ให้คิดได้อย่างไรว่าเป็นการรังแกตระกูลมู่ที่ตกต่ำลง?
“กลับห้องเถิด”
มู่เหยาไม่ได้ต่อความใด เพียงพาหนิงจู๋กลับเข้าห้อง แล้วลงมือปักชุดเจ้าสาวที่ประดับด้วยไหมทองและไหมเงินต่อไป
หนิงจู๋ทั้งประหลาดใจทั้งไม่เข้าใจ “ตระกูลลู่รังแกกันถึงเพียงนี้ คุณหนูยังจะปักชุดเจ้าสาวอันใดอีกเจ้าคะ หรือจะแต่งเข้าไปให้พวกเขาเหยียบย่ำจริง ๆ?”
มือของมู่เหยายังคงปักต่อไ นิ้วอันเรียวงามบรรจงปักลายหงส์บนชุดแต่งงานจนดูราวกับมีชีวิตชีวา
“นี่คือการสมรสพระราชทาน ต่อให้ในใจจะไม่ยินยอมเพียงใด แล้วเราจะขัดราชโองการได้หรือ?”