ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 นางจะไปขอความเป็นธรรมจากฮ่องเต้
September 21, 2026
คืนก่อนวันแต่งงาน
มู่เหยาเร่งปักเย็บทั้งคืน ในที่สุดก็ปักชุดแต่งงานที่เจิดจรัสจนเสร็จสมบูรณ์
หนิงจู๋ปรนนิบัติมู่เหยาพลางช่วยสวมใส่ชุดแต่งงานสีทองอร่ามตา ยิ่งขับเน้นให้มู่เหยาซึ่งงดงามอยู่แล้ว ดูสวยสะพรั่งยิ่งขึ้น
“คุณหนูสวมชุดแต่งงานงดงามเพียงนี้ แต่กลับต้องไปแต่งให้กับคนตระกูลนั้น ช่างน่าเจ็บใจเสียจริง!”
หนิงจู๋เอ่ยด้วยความขุ่นเคืองใจ แต่ก็รู้ดีว่าพระราชโองการนั้นมิอาจขัดขืน
มู่เหยาลองชุดแต่งงานเสร็จ ก็พับเก็บวางไว้บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย
แม้ว่านางจะไม่ยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้ แต่ชุดแต่งงานชุดนี้ นางตั้งใจทำอย่างที่สุด
อย่างไรเสีย พรุ่งนี้นางจะต้องสวมชุดนี้เดินแห่ไปทั่วเมือง จำต้องดึงดูดทุกสายตาของผู้คนให้ได้มากที่สุด
“ไปนำป้ายวิญญาณของท่านพ่อมา”
หนิงจู๋ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงเข้าใจว่ามู่เหยาแค่อยากจะกราบไหว้บิดามารดาอีกสักครั้งให้ดีก่อนออกเรือน
ก่อนเข้านอน
มู่เหยานำป้ายสลักอักษร “ที่สถิตมู่เหอ จงซู่กง” มาวางไว้ที่หัวเตียง ปลายนิ้วเรียวลูบไล้แผ่นป้ายอย่างแผ่วเบา
ท่านพ่อ พรุ่งนี้ลูกคงต้องรบกวนท่าน
มิเช่นนั้น เกียรติยศของตระกูลมู่คงจะมลายสิ้น
รุ่งเช้า ฟ้ายังไม่สาง มู่เหยาก็ถูกหนิงจู๋ปลุกขึ้นมาแต่งหน้าทำผม
เทียนแดงสว่างทั่วทั้งจวน สร้างบรรยากาศแห่งความสุข
ถึงกระนั้น กลับไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าเลยสักคน
การแต่งงานนี้เป็นการเหยียดหยามตระกูลมู่ จะนับเป็นเรื่องมงคลได้อย่างไร?
แม่สื่อที่ตระกูลลู่ส่งมาก็มาถึงตั้งแต่เช้าตรู่ คอยหวีผมดำขลับของมู่เหยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เกี้ยวที่จวนโหวส่งมารออยู่หน้าประตูแล้วเจ้าค่ะ มีถึงสี่หาม หากเป็นคนทั่วไป นี่ถือเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่สมเกียรติแล้ว!”
แม่สื่อกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พลางเอ่ยยกยอตระกูลลู่
มู่เหยามองใบหน้างดงามของตนเองในกระจกทองเหลือง ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน
“เจ้าเองก็รู้ ว่าการใช้ขบวนเกี้ยวสี่หามถือว่าสมเกียรติสำหรับครอบครัวทั่วไป แต่ตระกูลลู่เป็นตระกูลธรรมดาหรือไร?”
คิดจะยกยอก็ไม่ควรยกยอเช่นนี้
รอยยิ้มของแม่สื่อแข็งค้าง ฉายแววอึดอัดชัดเจน
นางรับเงินของตระกูลลู่มาแล้ว ย่อมต้องพูดเข้าข้างตระกูลลู่เป็นธรรมดา
ถึงแม้ ในใจนางเองก็รู้สึกว่าการที่จวนโหวใช้ขบวนเกี้ยวเพียงสี่หามนั้นออกจะน่าอดสูอยู่บ้าง…
“แล้วหลิ่วซีอินเล่า นางได้แปดหามมิใช่หรือ?”
มู่เหยาเอ่ยถามอีกครั้ง แต่แม่สื่อกลับหลบตาไม่ยอมตอบ
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของนาง มู่เหยาจึงเข้าใจได้ในทันที
ดีเสียอีก นางยังกลัวว่าความแตกต่างจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำ
มู่เหยายัดตำลึงเงินก้อนหนึ่งใส่มือแม่สื่อ “รบกวนท่านกลับไปบอกลู่จื้อด้วยว่า สี่หามนั้นน่าอดสูเกินไป ข้าไม่แต่งแล้ว”
แม่สื่อถึงกับงุนงง ยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะถูกคนอื่นไล่ตะเพิดออกไปในที่สุด
ทำไมไม่บอกแต่เนิ่น ๆ ว่าจะไม่แต่ง บัดนี้จวนก็ตกแต่งแล้ว ชุดเจ้าสาวก็สวมแล้ว
นางเพิ่งจะมาบอกเอาตอนนี้ว่าจะไม่แต่งงั้นรึ?
หนิงจู๋ขับไล่แม่สื่อออกจากจวนมู่ รู้สึกสะใจได้ไม่นาน ก็นึกขึ้นได้ว่านี่เป็นการสมรสพระราชทาน
ไม่แต่ง... นั่นก็เท่ากับขัดราชโองการมิใช่หรือ?
“หนิงจู๋ ไปตามลุงหวังให้ปลดป้ายหน้าห้องโถงลงเสีย แล้วเรียกบ่าวไพร่ในจวนทั้งหมดที่ได้ทำสัญญาขายตัวมาที่นี่”
มู่เหยายังคงสงบนิ่ง ให้หนิงจู๋ที่ยังมีสีหน้างุนงงออกไป
จนกระทั่งลานจวนมู่เต็มไปด้วยบ่าวไพร่ ด้านหน้าตั้งป้ายพระราชทานที่ฮ่องเต้เขียนด้วยลายพระหัตถ์ว่า “ตระกูลผู้ภักดีและทรงปัญญา”
“ตระกูลผิงหยางโหวดูถูกว่าตระกูลมู่ของข้าไม่มีคน ใช้ขบวนเกี้ยวสี่หามมาหยามเกียรติข้า”
“วันนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปเปิดหูเปิดตา ไปทูลขอความเป็นธรรมจากฮ่องเต้”
……
ณ จวนผิงหยางโหว
แม่สื่อโน้มตัวลงกระซิบข้างหูลู่จื้อ แจ้งเรื่องที่มู่เหยาไม่ยอมแต่งงาน
แต่เมื่อลู่จื้อฟังจบ กลับมิได้ตระหนก หากแต่หัวเราะออกมา หัวเราะอย่างเหยียดหยามและผยอง
“การสมรสพระราชทาน หากนางไม่แต่งก็เท่ากับขัดราชโองการ เจ้าเชื่อจริง ๆ หรือว่านางจะกล้าหาญถึงเพียงนั้น?”
“ไม่ช้าก็นานนางก็ต้องกลับมาแต่งกับข้า วันนี้นางไม่มา วันหน้าข้าจะให้ขบวนเกี้ยวแค่สองหามไปรับนาง ดูซิว่านางจะรู้สึกขายหน้าหรือไม่!”