ตอนที่ 1526
บทที่ 1527 หมาป่ามาแล้ว
October 21, 2026
คำก่นด่าสาปแช่งของซูหรูซวง ดังต่อเนื่องยาวนานเกือบครึ่งชั่วยาม นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ผิดไปจากปกติ คนรับใช้ในเรือนอู๋ซวงล้วนเห็นจนชินตาแล้ว ต่อให้เจ้าเมืองไม่มา ถ้าเมื่อไหร่ที่นางเจ็บปวดขึ้นมา นางก็จะก่นด่าสาปแช่งแบบนี้เหมือนกัน
รอจนนางด่าจนเหนื่อยแล้ว หญิงรับใช้ชราก็ก้าวขึ้นไปข้างหน้าแล้วพูดกล่อมว่า "ฮูหยิน ทำไมต้องทำร้ายตัวเองอย่างนี้ด้วย? ร่างกายของท่านสำคัญที่สุดนะเจ้าคะ"
ซูหรูซวงเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนแรง นางใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีไปจนไม่เหลือแล้ว ดวงตาจ้องมองไปที่หลังคาอย่างว่างเปล่า ความโศกเศร้าหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจ “วันนี้เป็นวันที่เจ็ดของเทศกาลตรุษจีนแล้วหรือ?”
“เจ้าค่ะ!” หญิงรับใช้ชราตอบ
ใบหน้าของซูหรูซวงซีดเผือด "ใกล้วันที่สิบห้าแล้ว มันจะเริ่มทรมาทรกรรมข้าอีกแล้ว แต่ข้าขอยอมตายเสียยังดีกว่าต้องมาทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดอยู่แบบนี้"
หญิงรับใช้ชรารู้สึกทุกข์ใจมาก “ฮูหยินอย่าคิดอย่างนั้นสิเจ้าคะ แค่ความเจ็บปวดเพียงไม่กี่วัน ทน ๆ หน่อยประเดี๋ยวมันก็ผ่านไป หลายปีมานี้ ท่านก็ทนมันมาได้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ? "
“แค่ไม่กี่วัน? ทน ๆ เอาประเดี๋ยวก็ผ่านไป?” ดวงตาของซูหรูซวงดุร้ายกราดเกรี้ยวขึ้นมาทันที “นั่นเป็นเพราะว่าเจ้าไม่เคยได้รับเจ็บปวดแบบนี้มาก่อนน่ะสิ มันเป็นความผิดของหลิ่งเฟิ่งชิง ข้าเสียใจภายหลังจริง ๆ ที่ให้ท่านพี่ไปไล่ตามฆ่านาง ควรไปหานางให้เจอแล้วจับกลับมาขังไว้ ข้าเจ็บหนึ่งครั้ง ก็เอามีดดาบไปกรีดเฉือนนางสักพันสักหมื่นดาบหนึ่งครั้ง ให้นางเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าข้าเป็นพัน ๆ เท่าถึงจะดี!”
หญิงรับใช้ชรากุมมือนาง “ฮูหยินอย่าคิดอีกเลยเจ้าค่ะ คนก็ตายไปแล้ว ตอนนี้คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ท่านอย่าเอาแต่ทะเลาะกับท่านเจ้าเมืองอีกเลย ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา ความรู้สึกรักใคร่ผูกพันก็หายหมดไม่เหลือแล้ว "
ซูหรูซวงแค่นหัวเราะอย่างฝืดฝืน “เขาสูญสิ้นความรู้สึกรักใคร่ผูกพันต่อข้าไปตั้งนานแล้ว”
“แต่เขาก็คงไม่มีความรู้สึกใด ๆ ต่อเหลิ่งเฟิ่งชิงเช่นกัน ไม่อย่างนั้น ตอนแรกเขาคงไม่ฆ่านางกับคนตระกูลเทียนซ่วนเพื่อท่านหรอก”
ซูหรูซวงเอียงหน้าไปด้านข้าง ถอนหายใจหนัก ๆ เฮือกหนึ่ง “ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยคิดว่าคงจะไม่มี แต่หลายปีที่ผ่านมา เจ้าก็คงเห็นแล้วว่าผู้หญิงที่เข้ามาในวังพวกนั้น รูปร่างหน้าตาแต่ละคนดูเหมือนเหลิ่งเฟิ่งชิงทั้งนั้น เขานึกเสียใจภายหลังขึ้นมาแล้ว เสียใจที่ฆ่าเหลิ่งเฟิ่งชิงเพื่อข้า”
นางจับมือของหญิงรับใช้ชรา แววตาหนักอึ้งเหมือนน้ำนิ่ง แต่กลับมีประกายที่แสดงความไม่ยินยอมฉายวาบ "อะเฉิน เหลิ่งเฟิ่งชิงดีกว่าข้าจริง ๆ น่ะรึ? เมื่อตอนที่ข้าได้เห็นนางตอนนั้น ข้ามักรู้สึกอยู่เสมอว่า นางไม่มีความอ่อนหวานนุ่มนวลของผู้หญิงอยู่เลย "
"นางจะดีไปกว่าท่านได้อย่างไร? นางเทียบไม่ได้แม้แต่เส้นผมสักเส้นของท่านด้วยซ้ำ"
“แต่ตอนนี้ข้าแก่ขนาดนี้แล้ว!” ซูหรูซวงสัมผัสใบหน้าตัวเอง พูดพึมพำอย่างจิตตก
หญิงรับใช้ชรายังคงพูดปลอบใจ "ถ้าเหลิ่งเฟิ่งชิงยังมีชีวิตอยู่ นางจะต้องแก่กว่าท่านแน่เจ้าค่ะ"
ซูหรูซวงพูดว่า “ข้าล่ะอยากเห็นจริง ๆ เลย อยากเห็นว่าตอนนี้นางจะมีสภาพเป็นเช่นไร แล้วก็อยากให้ท่านพี่ได้เห็นว่า สภาพของนางตอนนี้เป็นเช่นไรด้วย”
นางหลับตา คร่ำครวญกับตัวเองเสียงหนึ่ง “น่าเสียดาย กลับไม่ได้เห็นอีกต่อไปแล้ว”
น่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นอีกต่อไปแล้ว
นางเดินโซเซไปก้าวหนึ่ง ไต่ขึ้นไปจนถึงหน้ากระจกทองแดง ยื่นมือที่สั่นเทิ้มขึ้นมาลูบใบหน้าตัวเอง นี่เป็นใบหน้าที่แม้แต่ตัวนางเองก็ยังรังเกียจเดียดฉันท์ นางนึกเสียใจภายหลังเหลือเกินแล้ว ตอนแรกไม่ควรฆ่าคนตระกูลเทียนซ่วนทิ้งจนหมดเลยจริง ๆ ถ้าเหลือไว้สักสองสามคน บางทีตอนนี้อาจมีความเป็นไปได้ ว่าพอจะมีโอกาสฟื้นคืนสู่ความอ่อนเยาว์อีกครั้ง
งานเลี้ยงวันเกิดของเหยี้ยนจือหยูแบ่งจัดขึ้นเป็นสามวัน ในวันแรกและวันที่สอง จะเป็นงานเลี้ยงที่เชิญบรรดาคนร่ำรวยและมีอำนาจ จอมยุทธ์ยอดฝีมือในยุทธภพ ญาติและเพื่อนฝูงที่สนิทสนมกัน เรียกว่ารวบรวมชนชั้นสูงและผู้แข็งแกร่งทั้งหมดที่มีเส้นสายต่อกัน
ส่วนวันที่สาม เป็นงานเลี้ยงแบบเปิดกลางแจ้ง ผู้คนในเมืองล้วนมาร่วมโต๊ะได้ โต๊ะเหล่านี้จะจัดไว้ที่จำนวนสามร้อยโต๊ะ ใครมาก่อนได้นั่งก่อน ใครมาช้า หากไม่มีที่นั่งแล้วก็คือไม่มีแล้ว
ในวังล้วนยุ่งวุ่นวายอย่างมาก เหยี้ยนจือหยูนำขุนนางของเมืองเฟิงตูออกมาต้อนรับแขก
เขายังส่งคนไปให้คอยจับตาแขกผู้มาเยือนจากเมืองหลวงด้วย รู้ว่าพวกเขาจะมาถึงเมืองเฟิงตูใน วันนี้ เขาได้เตรียมการไว้เรียบร้อยตั้งนานแล้ว มีการคุ้มกันแน่นหนาที่ประตูเมือง รวมถึงในตัวเมืองก็มีการคุ้มกันไว้แล้วเช่นกัน เขาไม่ออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง แต่จะส่งขุนนางให้ออกหน้าแทน ให้พวกเขารับหน้าให้ดี จนวันที่สาม ค่อยเชิญพวกเขามากินข้าวในงานเลี้ยง
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แขกที่มาจากเมืองหลวง ไม่ใช่แขกผู้มีเกียรติของเขา
แน่นอนว่าเหยี้ยนจือหยูไม่ได้โง่ การดูถูกอ๋องชินเฟิงอันกับราชบุตรเขยเหลิ่งแบบนี้ นอกจากจะเป็นการตัดไม้ข่มนามราชสำนักแล้ว ยังต้องการทดสอบความอดทนของราชสำนักที่มีต่อเขาด้วย แน่นอนว่า ยังมีเป้าหมายสำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือจงใจยั่วโมโหราชสำนัก ยั่วยุให้เกิดความขุ่นเคือง เพราะนั่นจะเป็นการสะดวกเมื่อจะโยนความผิดเรื่องการเผาสุสานของตระกูลเทียนซ่วนไปให้ราชสำนักได้
ดังนั้น ในตอนที่คนของราชสำนักเข้ามาในเมือง เขาจึงสั่งให้ขุนนางไปต้อนรับพวกของอ๋องชินเฟิงอันให้ไปพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมขนาดเล็กในเมือง จากนั้นก็ไปต้อนรับแขกระดับสูงต่อ