ตอนที่ 1648
บทที่ 1648 อันตรายในมหาสมุทรสุสานเทวะ
October 21, 2026
บทที่ 1648 อันตรายในมหาสมุทรสุสานเทวะ
………………..
บทที่ 1648 อันตรายในมหาสมุทรสุสานเทวะ
ฟ้าดินที่มหาสมุทรสุสานเทวะกินพื้นที่โดยรอบนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายรกร้างหากแต่วุ่นวาย ซึ่งต่างจากแดนเทพโบราณอย่างสิ้นเชิง
พลังนี้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่กลับไม่อาจซึมซับเข้ามาได้ เหมือนเป็นพลังที่คอยขับเคลื่อนการโคจรของเต๋าสวรรค์ เป็นพลังที่ไม่ชัดเจนและไม่อาจจับต้องได้
ซึ่งทำให้เฉินซีรู้สึกตกใจ เขารู้ว่าพอเข้ามหาสมุทรสุสานเทวะไปเมื่อไหร่ ก็จะออกนอกเขตแดนเทพโบราณ และไม่สามารถทำอย่างที่เคยได้แล้ว
เขาจึงยิ่งระมัดระวังและลดความเร็วการเคลื่อนมิติลง
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป ในจังหวะที่เฉินซีคิดว่าตนคงคิดมากไปเอง ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้นจากไกล ๆ อีกทั้งมันยังเป็นเสียงที่น่าผวายิ่งเพราะดังขึ้นกลางความมืดสงัด
สายฟ้าอันเย็นชาวาดผ่านนัยน์ตาเฉินซี เขากวาดสายตามองไปทันใด และเห็นว่าพื้นที่ทะเลด้านหน้าเต็มไปด้วยเลือดทวยเทพ น้ำในมหาสมุทรกลายเป็นสีแดงฉาน ก่อนจะเห็นเงาขนาดใหญ่ที่หายลงไปใต้ท้องน้ำอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มมุ่นคิ้ว คิดในใจว่า หรือใต้มหาสมุทรสุสานเทวะนี้จะมีสิ่งมีชีวิตน่าเกรงขามซ่อนตัวอยู่?
เขาคิดว่าตนคงมองไม่ผิด เมื่อครู่มีคนถูกสิ่งมีชีวิตใหญ่โตมโหฬารใต้ทะเลสังหารไปเป็นแน่ แต่น่าเสียดายที่มันหายไปแล้วตอนหันไปมอง
เขายังคงเดินหน้าต่อแต่ไม่ได้พบอันตรายใด ทว่ายังคงได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนรอบกาย ทำให้บรรยากาศใต้ท้องฟ้ายามราตรียิ่งดูน่าขนหัวลุกกว่าเดิม
เฉินซีเองก็ยิ่งแสดงสีหน้ารอบคอบมากขึ้นเช่นกัน เขาไม่อยากให้เกิดเรื่องใด ๆ ขึ้นก่อนจะเดินทางถึงซากโบราณสถานรกร้างหมานกู่
ฟึบ!
หลังจากผ่านไปนานก็ได้ยินเสียงมิติถูกแยกออก อสูรบินร่างยักษ์ที่มีปีกกว้างร้อยจั้งเหินร่างขึ้นมา เกิดเป็นพายุและน้ำทะเลซัดเป็นคลื่นขนาดมหึมา
พริบตานั้นมันก็บินโฉบเหนือร่างเฉินซี
มีเงาร่างคนยืนอยู่บนหลังอสูรบินนั่น ทุกคนล้วนมีสีหน้าแปลกประหลาดเมื่อเห็นเฉินซีเดินทางคนเดียว
“เอ๋ นั่นมันคนที่หมายจะจีบสหายหญิงของกงเหย่เจ๋อฟูในหอกำเนิดสวรรค์นี่?”
“ฮ่า ๆ! ดอกฟ้ากับหมาข้างถนนนี่เอง ไม่คิดเลยว่าจะมาที่นี่ด้วย ทั้งยังมาคนเดียวอีก หรือจะไม่กลัวถูกปล้นและสังหารทิ้งกันนะ?”
“ดูแล้วคนโง่พวกนี้มีความกล้าหาญยิ่ง”
เฉินซีเงยหน้าขึ้นหรี่ตามองผู้เยี่ยมยุทธ์เหล่านั้น จากนั้นเริ่มหัวเราะ ที่ถูกถากถางที่หอกำเนิดสวรรค์ในวันนั้นเขาทำอะไรไม่ได้จริง ๆ เพราะมีคนมาก หากเกิดปัญหาก็คงไม่คุ้มกัน
แต่ตอนนี้มีเพียงแค่คนขอบเขตเทวารู้แจ้งวิญญาณเท่านั้นถึงจะเข้ามหาสมุทรสุสานเทวะมาได้ ทั้งยังกว้างขวางนัก และอยู่ในช่วงดึกสงัดเหมาะแก่การสังหาร เฉินซีจึงไม่คิดปล่อยให้ตนเองถูกรังแกไปเปล่า ๆ ไม่เช่นนั้นก็คงเป็นได้แค่ไอ้ขี้ขลาดตาขาวคนหนึ่ง
ฟ่าว!
เฉินซีตวัดกระบี่ไปเพียงนิด ปราณกระบี่สว่างจ้ากรีดผ่านฟ้าไป มันดูลึกลับไม่เหมือนใคร ไม่อาจต้านทานพลังมันได้เลย
ผู้บ่มเพาะพลังที่กำลังเอ่ยเยาะเย้ยพลันร่างซวนเซ เกือบร่วงลงจากหลังอสูร
จากนั้นก็เห็นว่าปีกอสูรบินถูกฟันขาด ทั้งขนทั้งเลือดโปรยลงจากฟ้าพร้อมกับเสียงร้องเจ็บปวดดังลั่น
“เจ้าบ้า! ไอ้นั่นมันกล้าลอบโจมตีเรา!”
“เวรเอ๊ย! เขาทำร้ายอินทรีเหมันต์ตาหยกข้า! เจ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
ผู้เยี่ยมยุทธ์เหล่านั้นหน้าคว่ำด้วยความโกรธ ต่างกระโดดลงมาพร้อมกับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายแล้วพุ่งเข้าใส่เฉินซีอย่างดุดัน
เฉินซีไม่แม้แต่จะหันมองก็ซัดกระบี่ออกไปอีกครั้ง คราวนี้กระแสปราณกระบี่อันน่าเกรงขามหาใครเทียบก็ซัดออกไป
ครืน!
พริบตาเดียวกระแสปราณกระบี่ก็ทำลายทุกการโจมตีที่พุ่งเข้ามาได้อย่างง่ายดายเหมือนฟันใบไม้แห้ง
ผู้เยี่ยมยุทธ์กลุ่มนี้แกร่งมาก เป็นยอดอัจฉริยะขอบเขตเทวารู้แจ้งวิญญาณ น่าเสียดายที่ต้องมาเจอเฉินซีที่นับว่ารับมือพวกเขาได้ไม่ยาก เพราะมีความต่างพลังมากเกินไป
กระทั่งโอรสองค์ที่สิบสามของจักรพรรดิโกวเฉิน สวินหยางผิง ที่เป็นถึงมหาเทวาวิญญาณยังถูกเฉินซีเล่นเสียไม่เป็นผู้เป็นคน แล้วพวกเขาจะเหลือหรือ
“เจ้า… เจ้าเป็นใครกันแน่?” ทุกคนเห็นแล้วก็ต้องตกตะลึง แค่ท่ากระบี่เมื่อครู่ก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดา มีฝีมือเหนือกว่าพวกเขาเป็นแน่
อึดใจต่อมา พวกเขาก็ไม่มีโอกาสได้พูดอะไรอีก เพราะกระแสปราณกระบี่เมื่อครู่ส่งผลกระทบจนพวกเขากระอักเลือดออกมา เหมือนถูกกระแทกเข้ากับขุนเขายักษ์จนร่างกระเด็น จมลงสู่มหาสมุทรสุสานเทวะ
เฉินซีไม่คิดสงสารคนประเภทนี้ ให้ได้รู้ซะบ้างว่าปากพาซวยมันเป็นอย่างไร
แต่เฉินซีก็ไม่ได้ใช้ท่าสังหาร เพราะรู้สึกว่าแค่สั่งสอนบทเรียนสักหน่อยก็คงพอแล้ว เขาไม่ได้ใจแคบถึงขนาดสังหารคนที่กล่าวว่าเขาหรอก