ตอนที่ 1657
บทที่ 1657 เล่ออู๋เหิน
October 21, 2026
บทที่ 1657 เล่ออู๋เหิน
………………..
บทที่ 1657 เล่ออู๋เหิน
เมื่อสังเกตเห็นว่ารอบข้างเงียบกริบไร้สำเนียง ขณะที่บรรยากาศดูกดดัน เฉินซีก็ไม่คิดรังแกเฉาเจินต่อ ชายหนุ่มประสานกำปั้นคารวะเฉาเจินอย่างนิ่งเรียบ “ขอบคุณที่ออมมือ”
เพียงไม่กี่คำ แต่กลับทำให้ความรู้สึกซับซ้อนเอ่อขึ้นในหัวใจผู้อื่นทั้งหมด
เดิมทีพวกเขาตั้งใจสั่งสอนให้เจ้าคนจากเอกภพมสิหิมสำเหนียกตนเอง แต่ไม่คาดเลยว่าสถานการณ์จะแปรเปลี่ยนเหมือนถูกตบหน้ากันแรง ๆ
ทำให้พวกเขารู้สึกหดหู่อย่างยิ่ง
แต่พวกเขาก็ยังต้องยอมรับอย่างไร้ทางเลือกว่าความแข็งแกร่งของเฉินซีร้ายกาจอย่างแท้จริง อย่างน้อยที่สุด คนส่วนใหญ่ที่นี่ก็ไม่กล้าตั้งคำถามกับความแข็งแกร่งของเขาอีก
หลังจากอวี๋ชิวจิงประจักษ์แก่ทุกสิ่งตรงหน้า เห็นสีหน้าดำคล้ำของทุกคนและสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนของเฉินซี ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
แม้จะยอมรับแล้วว่าเฉินซีชนะ แต่ก็รับไม่ได้ที่ขวัญกำลังใจของพวกเขาถูกเฉินซีเชือดเฉือน
เพราะมันจะเป็นการเพิ่มขวัญกำลังใจแก่เฉินซี ขณะที่ลดความกล้าของพวกเขาเสียแทน ส่งผลเสียต่อปฏิบัติการที่พวกเขากำลังจะทำ
ทุกสายตาเรืองประกายขึ้นทันที
เมื่อจวนอวี๋สุ่ยผู้นิ่งเงียบมาจนบัดนี้เห็นเข้า ก็ขยับปากเหมือนตั้งใจจะพูดบางอย่าง แต่กลับลังเลจนไม่พูดในที่สุด
คิ้วงามของเชินถูเยียนหรานที่เลิกขึ้น เอ่ยว่า “สหายเต๋าอวี๋ชิว ขณะนี้เฉินซีพิสูจน์ความแข็งแกร่งของเขาแล้ว เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ค่อยสมควรนะ”
อวี๋ชิวจิงยิ้มบาง “เยียนหราน เจ้าไม่ต้องร้อนใจไปหรอก ข้าแค่คันไม้คันมือขึ้นมาเมื่อพบผู้ที่ข้าประมือด้วยได้เท่านั้น ไม่มีเจตนาข่มเหงใด ๆ เพราะถึงอย่างไร กระทั่งเจ้ายังรู้เลยนี่ว่าหลังบรรลุการบ่มเพาะอย่างเรา การหาคู่ต่อสู้นั้นยากเย็นอย่างแท้จริง”
เขาเว้นช่วงเล็กน้อย แล้วเบนสายตาไปกล่าวกับเฉินซีกะทันหัน “สหายเต๋าเฉินซี เจ้าคิดเช่นไร?”
เฉินซีตอบด้วยรอยยิ้ม “แน่นอน”
ทว่าในใจกลับรู้สึกรำคาญเล็กน้อย แค่ร่วมมือกัน แต่กลับหาเรื่องข้าซ้ำ ๆ เพราะข้ามาจากเอกภพมสิหิมและไร้ชื่อเสียงเด่นดัง
พอยามนี้ข้าพิสูจน์ความแข็งแกร่งแล้ว อวี๋ชิวจิงนี่ก็ไม่ยอมจบเรื่อง ยืนกรานจะข่มขวัญกำลังใจข้า ข้าไม่เข้าใจเจ้าพวกนี้เอาเสียเลย
ทว่าเชินถูเยียนหรานคัดค้าน ใบหน้าจิ้มลิ้มเจือเค้าเย็นชา ความอบอุ่นในดวงตาเฉิดฉายหายวับ ขณะที่บรรยากาศรอบตัวพลันปรากฏความยิ่งใหญ่ชวนเกรงขามอย่างไม่อาจพรรณนา
ทุกคนต่างหัวใจสะท้าน เพราะต่างทราบแล้วว่าเชินถูเยียนหรานมีโทสะ
อวี๋ชิวจิงหรี่ตาลง ก่อนจะหัวเราะจืดเจื่อนพลางไหวไหล่ “เยียนหราน แค่ประมือเองน่า หากเจ้าไม่ชอบใจก็ช่างมันเถอะ อย่าโกรธเลย”
ขณะเดียวกัน เขาก็หันไปพูดกับเฉินซี “แต่ข้าล่ะอิจฉาสหายเต๋าเฉินซีจริง ๆ ที่ทำให้เยียนหรานชื่นชอบดูแลได้เช่นนี้ แม้แต่ข้าก็อิจฉานิด ๆ นะ”
สีหน้าของเชินถูเยียนหรานผ่อนลงเมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนท่าทีของอวี๋ชิวจิง “เรากล่าวได้ว่าโชคดีที่ได้ร่วมมือกัน ย่อมต้องดูแลช่วยเหลือกัน ไม่มีเรื่องอย่างลำเอียงเข้าข้างใคร”
เฉินซีเองก็ยิ้ม ไร้คำพูดใด ๆ
เขาตระหนักชัดเจนว่าแม้สถานการณ์จะผ่อนลงในชั่วขณะนี้ แต่การกระทบกระทั่งระหว่างเรายังไม่ถูกสะสาง เว้นแต่เขาจะลงมือให้อวี๋ชิวจิงรู้ซึ้งในความแข็งแกร่งอย่างถึงทรวง
มิเช่นนั้น อวี๋ชิวจิงคงไม่มีทางยอมรับความแข็งแกร่งของเฉินซีเป็นแน่
“ฮ่า ๆ ๆ! ข้าไม่เคยคาดคิดว่าหนนี้ข้าจะสายที่สุด น้องหญิงเยียนหรานคงไม่ว่าอะไรใช่หรือไม่?”
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงอันเปี่ยมความมาดมั่นก็กึกก้องมาจากไกล ๆ สะท้านหมู่เมฆจนสลายแหลก
พร้อมกันนั้น หนึ่งร่างก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ ณ ยอดเขา
คนผู้นี้สวมอาภรณ์ผ้าธรรมดา มีการวางตัวงามสง่า สีหน้าลอยชายไร้กังวล ดวงตาเฉียบคมเจิดจรัส สะพายหอกสั้นสำริดสองเล่มไว้บนหลัง รอยยิ้มเฉิดฉายบนใบหน้า ดูบ้าบิ่น กล้าแกร่ง ดุดัน และมีเสน่ห์เฉพาะตัว
ทุกคนต่างใจชื้น เข้าไปทักทายผู้มาใหม่ตาม ๆ กัน
“พี่อู๋เหิน”
“พี่ใหญ่อู๋เหินมาแล้ว”
เมื่อเห็นผู้มาใหม่ กระทั่งมุมปากของเชินถูเยียนหรานยังยกยิ้มบาง ดวงตาเรืองรองเจิดจรัส “เจ้านี่นะ ยังเกียจคร้านเช่นเคย”
“เขาไม่ใช่เพียงเกียจคร้านนะ แต่ยังไม่เห็นเราในสายตาเลยชัด ๆ” อวี๋ชิวจิงแสร้งโมโหหยอกเขาเช่นกัน