ตอนที่ 1663
บทที่ 1663 วิหารรากบรรพชน
October 21, 2026
บทที่ 1663 วิหารรากบรรพชน
………………..
บทที่ 1663 วิหารรากบรรพชน
ทุกคนหันมองตามสายตาของเล่ออู๋เหินไป แล้วกำลังใจก็พุ่งสูง ตื่นเต้นกันขึ้นมา
นอกน้ำเต้าสะบั้นวิญญาณไม่ใช่ม่านหมอกสีเทาทึบอีกแล้ว ปราณหมานกู่วิเวกซึ่งปกคลุมน้ำเต้าจางตัวลง ทัศนวิสัยของพวกเขาค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
ถึงขนาดที่สามารถเห็นวิหารอันเก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่ไกล ๆ!
วูบ!
จู่ ๆ น้ำเต้าสะบั้นวิญญาณก็หยุดเคลื่อนไหว
“โชคดีที่เราไม่ได้มาสาย ประตูวิหารรากบรรพชนยังไม่ถูกเปิด” เล่ออู๋เหินแย้มยิ้ม นำพวกเขาทั้งหมดออกมาจากน้ำเต้าสะบั้นวิญญาณ
ขณะเดียวกัน ทุกคนล้วนสังเกตชัดเจนว่ามีพื้นที่โล่งว่างเปล่าห้อมล้อมพวกตนไว้อย่างไพศาล รอบทิศเต็มไปด้วยปราณหมานกู่วิเวกเทาทึบ มีเพียงหนึ่งวิหารตั้งตระหง่าน ณ ใจกลาง
วิหารนั้นเก่าแก่ยิ่งและปกคลุมด้วยตะไคร่ สภาพค่อนข้างทรุดโทรมย่ำแย่ มันตั้งอยู่ที่นี่มานานจนไม่อาจนับ เหมือนจะประสบกับการผันผ่านของเวลาหลายต่อหลายปี
“นั่นคือทางเข้าวิหารรากบรรพชน ลือกันว่าวิหารรากบรรพชนนี้เกิดจากในความโกลาหลแห่งยุคหม่านกู่ ลึกลับเกินคาดหยั่ง นับแต่บรรพกาลจวบยามนี้ มันดึงดูดยอดฝีมือมากมายมาเยี่ยมเยือน” เล่ออู๋เหินทอดถอนใจ แล้วจึงนำคนที่เหลือออกเดิน “มาเถิด หากข้าเข้าใจไม่ผิด อีกไม่นาน ทวารบาลของวิหารก็น่าจะปรากฏตัวแล้ว….”
ทวารบาลของวิหาร? คิ้วเฉียงของเฉินซีเลิกขึ้น เผยสีหน้าครุ่นคิด
เขาได้ยินมาว่า นับแต่วันที่วิหารรากบรรพชนมีตัวตน ก็มีทวารบาลพิทักษ์วิหารอยู่เสมอ ไร้ผู้ใดทราบที่มา และไม่ทราบเช่นกันว่าทวารบาลนั้นอยู่มานานเพียงไร ลึกลับเป็นอย่างยิ่ง
หากผู้ใดคิดเข้าไปในวิหารรากบรรพชนก็ต้องผ่านบททดสอบของทวารบาล หากไม่ ต่อให้มาถึง ก็มีแต่ต้องกลับไปมือเปล่า
ฟ้าดินไร้ขอบเขต ที่ราบอันเปิดกว้างเงียบสงัด รอบข้างเต็มไปด้วยปราณหมานกู่วิเวกเทาทึบ บรรยากาศดูสุดแสนเงียบสงัดวังเวง
การเหาะเหินในบริเวณนี้ก็เหมือนหวนคืนสู่จุดเริ่มต้นแห่งยุคหม่านกู่ ทำให้ในใจบังเกิดความรู้สึกเคารพให้เกียรติอย่างควบคุมไม่ได้
ไม่นาน ทุกคนก็มาถึงหน้าวิหารรากบรรพชน
เมื่อมองมาจากระยะใกล้ วิหารแห่งนี้ยิ่งดูสูงส่งเก่าแก่กว่าเก่า มันสร้างขึ้นจากหินปูนธรรมดาทั้งหลัง แต่กลับให้บรรยากาศเก่าแก่หนักอึ้งชวนให้ใจเต้นกระตุก
ที่หน้าวิหารมีประตูสองบานซึ่งโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง
ประตูทางซ้ายมือเขียนคำว่า ‘生’ อันหมายถึงชีวิต อักขระนี้แดงก่ำเหมือนจุ่มลงในบ่อโลหิต เผยบรรยากาศลี้ลับน่าสะพรึงกลัว
หนึ่งคือชีวิต หนึ่งคือความตาย สองอักขระโบราณสลักไว้บนประตูสองบาน ประกอบกับบรรยากาศเก่าแก่ของวิหาร จึงกระทบจิตใจผู้พบเห็นอย่างไม่อาจขยายความ
เหมือนประตูทั้งสองนี้นำสู่สองโลกอันแตกต่าง ชีวิตนิรันดร์หรือมรณะตัดสินได้เพียงหนึ่งคำนึง
สิ่งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เหนือสิ่งใดคือ ตรงกลางระหว่างประตูทั้งสองมีแท่นบูชาโบราณแท่นหนึ่งตั้งอยู่ พื้นผิวของมันด่างดำ เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา แต่ก็ดูไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
ทว่าเมื่อแท่นบูชาสุดแสนธรรมดาเช่นนี้มาปรากฏระหว่างประตู ‘เป็น’ และ ‘ตาย’ หน้าวิหาร มันกลับดูสุดแสนผิดปกติ
ขณะนี้ บุคคลมากมายมารวมตัวกันหน้าวิหารรากบรรพชนแล้ว พวกเขาแบ่งออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ กระจายกันไป ต่างฝ่ายไม่รบกวนกัน ทว่าพวกเขายืนเผชิญหน้ากันจากไกล ๆ ดังนั้นแม้บรรยากาศจะสงบเงียบ แต่กลับเผยบรรยากาศตึงเครียดประชันแข่ง
เมื่อกลุ่มของเฉินซีมาถึงภายใต้การนำของเล่ออู๋เหิน เสียงอื้ออึงก็ดังขึ้นทันที
“เล่ออู๋เหินจากเอกภพจักรวรรดิ!”
“ดูนั่นเร็ว เชินถูเยียนหราน อวี๋ชิวจิงกับจวนอวี๋สุ่ยก็อยู่ด้วย!”
“เหมือนพวกเขาจะจับกลุ่มกันนะ….”
“ทุกท่านระวังด้วย เราต้องไม่ไปล่วงเกินกลุ่มของเล่ออู๋เหินเด็ดขาด พวกเขาแข็งแกร่งเกินไป ห่างไกลเกินเราจะรับมือไหว”
ผู้คนหารือกันจอแจ สายตาส่วนใหญ่ที่มองมายังกลุ่มของเฉินซีเจือความกลัวและยำเกรง
แน่นอน ส่วนใหญ่แล้วสายตาของพวกเขาอ้อยอิ่งอยู่ที่เล่ออู๋เหิน เชินถูเยียนหราน อวี๋ชิวจิง และจวนอวี๋สุ่ย ส่วนเฉินซีนั้น แทบไม่มีใครสนใจเขาเลย
จะให้ทำเช่นไรได้ เขาเป็นคนแปลกหน้า ไม่ใช่กระทั่งผู้ติดอันดับในเทียบอันดับรู้แจ้งวิญญาณ จึงไม่มีทางเลยที่คนเหล่านี้จะทราบตัวตนของเขา
เมื่อผู้เยี่ยมยุทธ์ในกลุ่มของเฉินซีสังเกตเห็น พวกเขาทุกคนต่างมองมาตาม ๆ กัน ก่อนจะยืดอกแสดงท่าทีภาคภูมิ เหมือนจะภาคภูมิผยองศักดากันอย่างยิ่ง
พวกเขาก็มีความสามารถพอให้ผยองจริง ๆ เพราะในหมู่กลุ่มพันธมิตรที่รายล้อม น้อยนักจะเทียบอำนาจกับกลุ่มของพวกเขาได้
ทันใดนั้น ฝูงชนก็แหวกทางให้กลุ่มของเฉินซี เล่ออู๋เหินเหมือนจะชินกับเรื่องนี้ และนำพวกเขาเดินมาถึงหน้าวิหารทันที
ตำแหน่งนี้ใกล้วิหารรากบรรพชนที่สุดแล้ว ขณะนี้ที่นี่มีผู้เยี่ยมยุทธ์ยืนอยู่ค่อนข้างบางตา