ตอนที่ 1668
บทที่ 1668 แดนรากบรรพกาล
October 21, 2026
บทที่ 1668 แดนรากบรรพกาล
………………..
บทที่ 1668 แดนรากบรรพกาล
อวี๋ชิวจิงทั้งอับอายและขุ่นเคืองจนอยากแทรกแผ่นดินหนีเหลือเกิน
อัปยศอย่างแท้จริง!
เมื่อครู่ก่อน เขายังเอะอะโวยวายว่าที่มาของเฉินซีมีเงื่อนงำ และทำให้กลุ่มของพวกเขามาเผชิญกับดัก ยิ่งกว่านั้น เขายังเกือบไม่ยอมรับเฉินซีเป็นสหายร่วมกลุ่มของพวกตน
แต่พริบตาต่อมา เพราะเฉินซีเช่นกัน กลุ่มของพวกเขาจึงได้รับคุณสมบัติเข้าสู่แดนรากบรรพกาลโดยไม่ต้องผ่านบททดสอบ!
เมื่อเทียบสองเหตุการณ์นี้เข้าด้วยกัน อวี๋ชิวจิงจึงรู้สึกเหมือนตนให้โอกาสเฉินซีตบหน้าตัวเขาเอง เจ็บแสบเสียเหลือเกิน
อวี๋ชิวจิงกระทั่งรู้สึกอยากร่ำไห้ แต่กลับพบว่าตนไร้น้ำตาให้หลั่งริน
ก่อนมาถึงวิหารรากบรรพชน เขายั่วยุเฉินซีอย่างต่อเนื่อง ทว่าก็ถูกบดขยี้ในหนึ่งกระบวนท่า เสียหน้าอย่างยับเยิน
แล้วขณะนี้ เขาก็ถูกตบหน้าท่ามกลางธารกำนัล สิ่งนี้ทำให้อัจฉริยะจากเอกภพจักรวรรดิอย่างเขารู้สึกเดือดดาลจนแทบบ้า
เพราะเหตุใด?
……
ในใจอวี๋ชิวจิงเหมือนถูกพายุโถมพัด ทว่าเฉินซีไม่ได้คิดสนใจเลย เมื่อได้ยินคำเตือนของชายชรา เขาก็พยักหน้า ประสานกำปั้นกล่าวโดยไม่ลังเล “ขอบคุณผู้อาวุโส”
แม้เขาจะไม่ทราบเหตุผล แต่มีจะปล่อยโชคเช่นนี้หลุดมือไป?
“ไปสิ” ชายชราไม่ยอมพูดอะไรอีก พลางโบกมือบุ้ยใบ้
ภายใต้สายตาไม่อยากเชื่อและริษยาจากทั่วทิศ เฉินซี เล่ออู๋เหิน และกลุ่มเดินผ่านประตูที่สามไปทันที
อวี๋ชิวจิงย่อมตามพวกเขาไปด้วยเช่นกัน แต่เหมือนบรรยากาศรอบตัวจะเผยความหดหู่หมองเศร้า
เพียงอึดใจต่อมา ร่างของเฉินซีและกลุ่มก็หายไปหลังประตู
เมื่อพวกเขาจากลับ ประตูบานที่สามซึ่งเปิดขึ้นระหว่างประตูเป็นตายก็หายไปเช่นกัน
หากไม่ได้เห็นเหตุการณ์นี้กับตาตน ทุกคนคงไม่สงสัยกระทั่งว่ามีประตูบานที่สามอยู่ด้วยหรือ
ในที่สุด… วิถีของเขาก็ไม่เดียวดาย ชายชราถอนหายใจยาวแช่มช้า มองเฉินซีและกลุ่มจากไป ความคิดของเขาเหมือนย้อนคืนสู่กาลเวลาแสนนานในอดีต ทำให้ทอดถอนใจไม่หยุดหย่อน
“ผู้อาวุโส ขอบังอาจถามได้หรือไม่ว่า พวกเขามีสิทธิ์อะไรจึงได้รับอนุญาตให้เข้าสู่แดนรากบรรพกาลโดยไม่ต้องรับบททดสอบ?” ผู้เยี่ยมยุทธ์คนหนึ่งดวงตาแดงก่ำจากความริษยา เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ
นั่นสิ! เพราะเหตุใด!?
ผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งหลายฟื้นจากความตะลึง มุ่งสายตามายังทวารบาลของวิหารตาม ๆ กัน
ชายชราทำเหมือนไม่รับรู้ เมินเฉยต่อทุกสิ่ง และกล่าวขึ้นเสียงเรียบ “รับบททดสอบกันต่อ”
ทุุกคนต่างผงะตะลึง ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจในอก แค่คำอธิบายยังไม่ให้เราเลย ไม่ใช่ทำเกินไปหน่อยหรือ?
“ผู้อาวุโส ไยเราจึงทำเช่นเดียวกันไม่ได้?” ผู้เยี่ยมยุทธ์ซึ่งพูดอย่างไม่พอใจออกมาเมื่อครู่เปิดปากอีกครั้ง น้ำเสียงไม่ยินยอมเล็กน้อย
“เพราะเหตุใด?” ชายชราเบนสายตาชำเลืองผู้เยี่ยมยุทธ์คนนั้นอย่างเฉยชา “บางสิ่งไม่ต้องการเหตุผลหรอก”
“แต่เราไม่ยอมรับเรื่องเช่นนี้หรอกนะ!” ผู้เยี่ยมยุทธ์คนนั้นรวบรวมความกล้าพูดเสียงดัง
“งั้นก็ไปเสีย” ชายชรากล่าวเรียบ ๆ พริบตาต่อมา ปราณอันคลุมเครือจากยุคหม่านกู่ก็ทะลักออกจากแท่นบูชา โอบล้อมร่างผู้เยี่ยมยุทธ์คนนั้น ไม่มีแม้แต่โอกาสจะดิ้นรน ก็ถูกพาตัวหายลับไปแล้ว
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาฝูงชน ทำให้หัวใจหนาวเยือก ไม่กล้าตั้งคำถามกับเรื่องนี้อีก
ยิ่งกว่านั้น ในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักเข้าใจ ว่าเหตุใดผู้อาวุโสจากนิกายตนจึงเตือนซ้ำ ๆ ไม่ให้ไปล่วงเกินทวารบาลผู้นี้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด
เพราะว่า… การไล่คนออกจากซากโบราณสถานรกร้างหมานกู่ ทวารบาลไม่ต้องการเหตุผลใดเลย!
……
แดนดินไร้ขอบเขตใต้ท้องนภากว้างปกคลุมด้วยความพินาศอ้างว้าง สำนักนิกายพังถล่ม กำแพงผุทลาย รูปสลักหินร้าวราน เศษศิลาด่างดำกระจัดกระจาย….
ทุกแห่งหนคือความพินาศเสียหายซึ่งอยู่มาแสนนาน ให้บรรยากาศเวิ้งว้างของโศกนาฏกรรม
ถึงขนาดที่การจะพบเห็นซากสังขาร โครงกระดูกและเศษสมบัติศักดิ์สิทธิ์อันเรืองประกายเบาบางนั้นง่ายยิ่งนัก
วู้ววว~
สายลมพัดโชย แต่กลับส่งเสียงดุจสะอื้นไห้ ทำให้ฟ้าดินทั่วทิศยิ่งดูเวิ้งว้างวังเวง ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกราวหวนกลับสู่ยุคหม่านกู่เมื่อกาลก่อน