ตอนที่ 1669
บทที่ 1669 รูปลักษณ์แท้จริงของรากเต๋า
October 21, 2026
บทที่ 1669 รูปลักษณ์แท้จริงของรากเต๋า
………………..
บทที่ 1669 รูปลักษณ์แท้จริงของรากเต๋า
ขณะพูดคุย กลุ่มของพวกเขาก็มาอยู่ตรงหน้ารากเต๋าบรรพชนแห่งนั้น
มันเป็นหุบผาอันเว้าตัวยุบ ที่กลางหุบผาปกคลุมด้วยศิลา ขณะเดียวกัน ลำแสงสีเขียวมรกตนั้นก็พุ่งออกมาจากท่ามกลางศิลา
รัศมีสาดส่องพลุ่งพล่าน เจือด้วยปราณเก่าแก่บรรพกาล
ปราณบรรพกาลนั้นมีสีสันสดใสดุจใบหญ้า เต็มไปด้วยอำนาจเกินธรรมดา แม้จะเบาบาง แต่ผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งหลายที่นี่ก็ตระหนักชัดเจนว่าปราณบรรพกาลเพียงเสี้ยวนี้ก็ทำลายเทือกเขาได้มากมาย!
แดนรากบรรพกาลสร้างปราณบรรพกาลได้มากมายเช่นนี้ และรากเต๋าบรรพชนก็ก่อเกิดภายในนั้น
เปรี้ยง!
ทันใดนั้น ซากศิลาในหุบผาก็สั่นสะท้านระเบิดจากกัน แล้วหนึ่งสัตว์ร้ายอันมีสีดำสนิท หนึ่งเขา สามขา และขนาดใหญ่ราวคชสารก็พุ่งออกมาจากภายใน
โฮก!
ขณะเดียวกัน อีกาสามขาก็กู่ร้องก้องสนั่น พุ่งทะลวงมิติเข้ามาใส่พวกเขา ยิ่งกว่านั้น รัศมีศักดิ์สิทธิ์ก็เรืองขึ้นที่เขาเดี่ยวบนศีรษะมัน เป็นสีดำสนิทน่าสะพรึงกลัว
“สัตว์ร้ายเอ๋ย! จำนนเสีย!” เล่ออู๋เหินระเบิดหัวเราะ
เคร้ง!
เขายื่นมือออกไปขยุ้มคว้า แล้วหอกสั้นสำริดเล่มหนึ่งบนหลังก็พุ่งมาอยู่ในมือ ฟาดฟันออกไปเบา ๆ
ตู้ม!
หอกสั้นพลุ่งพล่านเต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ กระทั่งขยี้สุญตาเป็นคลื่นพลังปั่นป่วน
เปรี้ยง!
การโจมตีทรงพลังอย่างยิ่ง ไม่เพียงบดขยี้รัศมีสีดำนั้นลง การโจมตีนี้กระทั่งทำให้ร่างของอีกาสามขาแหลกเป็นเสี่ยง ทำให้เลือดเนื้อกระเซ็นสายสู่เวหา โดยที่มันไม่มีโอกาสแม้แต่จะแผดร้อง
เคร้ง!
นับแต่ต้นจนบัดนี้ เขาดูเหมือนทำเรื่องสุดแสนธรรมดา ลอยชายสบายใจเป็นอย่างยิ่ง
อำนาจต่อสู้ของคนผู้นี้ไม่ธรรมดาเอาการ ไม่ใช่เพียงแข็งแกร่งกว่าอวี๋ชิวจิงนิดหน่อย เฉินซีดุจจมในความคิด
เท่าที่รู้ ในหมู่สมาชิกกลุ่ม เล่ออู๋เหินและเชินถูเยียนหรานมีความแข็งแกร่งประมาณเดียวกัน อวี๋ชิวจิงด้อยกว่าเล็กน้อย และผู้ที่มองออกยากที่สุดก็คือจวนอวี๋สุ่ย คนผู้นี้เก็บตัวเงียบอย่างยิ่ง และยังเป็นยอดฝีมือผู้ฝึกทักษะขัดเกลากายาเทพอสูร อำนาจต่อสู้ไม่มีทางประเมินต่ำได้เลย
ผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งหลายในกลุ่มต่างลังเล เพราะนี่เป็นเพียงรากเต๋าบรรพชนระดับหกชิ้นหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ว่าพวกเขาดูถูกมัน แต่กลับเป็นเพราะในใจพวกเขาหวังว่าภายหลัง ตนอาจจะสามารถหารากเต๋าบรรพชนที่ดีกว่านี้ได้ ดังนั้นจึงลังเลเล็กน้อย
จากข้อตกลงการแบ่งแจกจ่าย เมื่อผู้ใดได้รับรากเต๋าบรรพชนไปแล้ว ก็จะเป็นตาของคนถัดไปเวียนกัน เว้นแต่ว่าทุกผู้จะได้รากเต๋าบรรพชนไปคนละชิ้นแล้ว ตนจึงอาจมีโอกาสที่สอง ทว่าโอกาสนั้นริบหรี่อย่างยิ่ง
นอกจากนั้น พวกเขาคงไม่มีเวลาพอทำเช่นนั้นได้
เดิมที ความคิดเช่นนี้เข้าใจได้ไม่ยาก หากในแดนรากบรรพกาลมีเพียงรากเต๋าบรรพชนหนึ่งเดียวชิ้นนี้ พวกเขาก็คงสู้แย่งกันอย่างไม่ลังเล
ทว่ายามนี้ พวกเขามีตัวเลือกมากมายเกินไป ทำให้ความคิดมากมายผุดพรายในใจพวกเขาเสียแทน คิดไปว่ารากเต๋าบรรพชนถัดไปที่พวกเขาพบอาจมีคุณภาพสูงกว่านี้ แต่ไร้ผู้ใดกล้ายืนยันว่านั่นจะเป็นผลลัพธ์แท้จริง
นี่จึงเป็นสาเหตุที่พวกเขาลังเล กระทำตัวระแวดระวังยิ่งนัก
คนผู้นี้สวมชุดดำ ท่าทางผ่าเผย วางตัวมั่นคงมากประสบการณ์ มีนามว่าเวยจื่อฝู
“จื่อฝู ไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก เราล้วนแต่เป็นคนกันเอง รีบไปรับมันมาเถอะ” เล่ออู๋เหินแย้มยิ้มบาง นับถือในการเลือกของเวยจื่อฝูโดยแท้
แม้พวกเขาจะหารากเต๋าบรรพชนได้ง่ายดาย แต่เมื่อผู้เยี่ยมยุทธ์ทยอยกันเข้ามายังแดนรากบรรพกาล การจะได้รากเต๋าบรรพชนคุณภาพเช่นนี้มาอีกก็จะไม่ง่ายแล้ว
แม้การตัดสินใจของเวยจื่อฝูในขณะนี้จะดูปลอดภัย แต่ก็ฉลาดยิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
วูบ!
พริบตาต่อมา เวยจื่อฝูก็ไหวร่างเข้าสู่หุบผา มาอยู่ตรงหน้าบริเวณอันปกคลุมด้วยศิลาซึ่งเปี่ยมปราณบรรพกาล มีรัศมีศักดิ์สิทธิ์เรืองรอง
เขาสูดหายใจลึก แล้วบรรจงก้มลงขยี้กองศิลาที่นั่นลง ทำให้ดวงแสงสีเขียวมรกตอันเจิดจ้าดุจดวงตะวันเผยออกมาทันที
พริบตานั้น กระทั่งเฉินซียังอดพินิจอย่างระวังไม่ได้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นรากเต๋าบรรพชนกับตา จึงย่อมสงสัยใคร่รู้
ดวงแสงสีเขียวมรกตนั้นมีขนาดราวกำปั้น เจิดจรัสเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งกว่านั้น มันยังปกคลุมด้วยปราณบรรพกาลหนาแน่นบริสุทธิ์ ทำให้ดูยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา
ขณะเดียวกัน ‘แดนดิน’ ที่กล่าวถึงนี้ย่อมไม่พ้นรากฐานแห่งเต๋าศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้เยี่ยมยุทธ์มี
พรึ่บ!