ตอนที่ 1762
บทที่ 1762 พานพบศัตรู
October 21, 2026
บทที่ 1762 พานพบศัตรู
………………..
บทที่ 1762 พานพบศัตรู
ป่าไผ่ม่วงอันเงียบสงบกินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล
เฉินซีเดินทางตามหลังเป่าน้อยอยู่หนึ่งก้านธูป ก่อนจะมาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง
หน้าผาขรุขระตั้งสูงชันอยู่ซ้ายขวาของหุบเขาแห่งนี้ มีเพียงทางเดินเล็กดูคดเคี้ยวที่นำไปสู่เส้นทางลึกลับทอดตัวอยู่ตรงหน้า
เป่าน้อยแวบร่างไป จากนั้นเขาก็นั่งยองบนกำแพงหิน มองรอบข้างอยู่เล็กน้อย ผ่านไปไม่นานก็เอ่ยขึ้นว่า “สหายเต๋า! สหายเต๋า! พวกเขากำลังจะมาถึงนี่แล้ว”
เฉินซีใจสะท้าน ชายหนุ่มจัดเสื้อผ้าให้เป็นระเบียบแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก เผชิญหน้ากับหุบเขาตรงหน้า อย่างไรเขาก็เป็นผู้ดูแลอารามไท่ชูแล้ว อย่างไรก็ต้องทำหน้าที่ดูแลแขกผู้มาเยือน
วิ้ง!
ไม่นาน กระแสพลังแปลกประหลาดก็บังเกิดขึ้นภายในหุบเขา จากนั้นเงาร่างสีแดงก็ลอยลงมายังเส้นทางเล็ก ๆ นั่น
เฉินซีอ้าปากกำลังจะพูดบางอย่าง แต่ก็ต้องหรี่ตาลงเมื่อเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นชัดเจน รู้สึกตกตะลึงอยู่บ้าง เหตุใดจึงเป็นนางได้?
ใบหน้างดงามมีเสน่ห์ แฝงไปด้วยแววแห่งความภาคภูมิ ความเย็นชา และความไร้อารมณ์ ทั้งกลิ่นอายที่แผ่ออกมายังให้ความรู้สึกเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง
คนผู้นี้คือยอดฝีมือขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลจากนิกายอำนาจเทวะ เยี่ยเหยียน!
หลายปีก่อนตอนเขาไปแดนเทพโบราณจากแดนโลกาวินาศ สตรีผู้นี้ไล่ล่าเขาไปตลอดทาง ทำให้เจอแต่อันตรายเกือบพลาดพลั้งไปก็หลายครั้ง
สุดท้ายเขาก็ใช้ปรากฏการณ์ฟ้าดินที่เกิดขึ้นยามเขาทะลวงสู่ขอบเขตเทวารู้แจ้งวิญญาณเอาชนะนางไปได้ บีบให้คนต้องถอยกลับไปอย่างไร้ทางเลือก
ตอนนั้นเฉินซีรู้สึกเสียดายที่ไม่อาจจัดการนางให้สิ้นซากได้ แต่ก็ไม่คิดเลยว่านางจะใช้เส้นทางลับเพื่อมาถึงสวนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูได้เช่นนี้!
หรือก็คือเป็นการเจอกันอีกครั้งที่ทั้งสองฝ่ายมองกันด้วยความเกลียดชัง เฉินซีเองก็เช่นกัน สีหน้าเย็นชาขึ้นมาทันใด
“หืม? เป็นเจ้าได้อย่างไรกัน?” เยี่ยเหยียนเองก็เห็นเฉินซีเช่นกัน นัยน์ตากระจ่างหรี่ลง ดูประหลาดใจอยู่ไม่ใช่น้อย
“เยี่ยเหยียน ไม่ได้พบกันนานเลยนะ” เฉินซีว่าเสียงเย็น
“ไม่ได้พบกันนานจริง” เมื่อหายตกใจแล้ว เยี่ยเหยียนจึงกลับคืนสู่ความสุขุมที่เคยมี
แต่พอเห็นว่ากลิ่นอายรอบกายเฉินซีนั้นอยู่ขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลแล้ว ใจนางก็สั่นคล้ายกับมีคลื่นพายุโหมกระหน่ำอยู่ภายในนั้น
เด็กคนนี้เพิ่งเข้าแดนเทพโบราณมาไม่ถึงสิบปี แต่กลับก้าวหน้าถึงเพียงนี้!
เป็นเรื่องเหลือเชื่อเสียจริง
อย่างไรนางก็จำได้ดีว่าเฉินซีอยู่แค่ขอบเขตเทวารู้แจ้งโลกาเมื่อครั้งที่นางไล่ล่าติดตามเขา ไม่นานก็ขึ้นขอบเขตเทวารู้แจ้งวิญญาณ
ทว่าตอนนี้ได้พบหน้าอีกครั้ง เขากลับอยู่ขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลเสียแล้ว…. จะไม่ให้นางตกใจได้อย่างไรกัน?
บรรยากาศรอบข้างเงียบสนิททันใด
เฉินซีกำลังคาดเดาความสัมพันธ์ของเยี่ยเหยียนกับท่านเทพธิดา คาดเดาว่านางรู้เส้นทางลับที่พามาถึงที่นี่ได้อย่างไร
หากแต่เยี่ยเหยียนเองก็กำลังใคร่ครวญอยู่ว่าเหตุใดคนตรงหน้าซึ่งเป็นคนของเขาเทพพยากรณ์ถึงมาอยู่ที่อารามไท่ชูได้
เห็นได้ชัดว่าคนทั้งคู่มีเรื่องให้ต้องขบคิด ด้วยเห็นแก่อารามไท่ชูจึงยังไม่ลงมืออะไรทันที
ไม่เช่นนั้นทั้งเฉินซีทั้งเยี่ยเหยียนคงได้ทิ้งทุกอย่างแล้วกระโดดเข้าบีบคอกันแล้ว
“สรุปแล้วสหายเต๋ารู้จักแม่นางท่านนี้หรือ ดีเลย” เป่าน้อยที่นั่งอยู่บนหินด้านข้างหัวเราะขึ้นทำลายความเงียบ วานรตาทองไม่รู้เลยว่าระหว่างเฉินซีกับเยี่ยเหยียนมีบรรยากาศบางแปลกประหลาดอย่างอยู่
“แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่?” เยี่ยเหยียนถามกลับ หว่างคิ้วระบายไปด้วยความเย็นชา
“หากเจ้าไม่อธิบายมา ก็อย่าโทษที่ข้าไล่เจ้าออกไปจากที่นี่” เฉินซีเผยแววตาเย็นยะเยือกกลับไป
เยี่ยเหยียนเห็นแล้วก็นึกโกรธ แต่ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าหลีกทางไปดีกว่า อย่ามาขวางทางข้า ไม่เช่นนั้น…. เจ้าอาจทนรับผลไม่ไหว!”
“หากไม่ถอยเล่า?” เฉินซีหรี่ตาลง หลังจากมั่นใจแล้วว่านางยังไม่ถึงขอบเขตมหาราชเทวา จิตสังหารในใจก็เริ่มยับยั้งไว้ไม่อยู่อีก
บรรยากาศเผชิญหน้าปรากฏขึ้นทันใด คล้ายกับว่าการต่อสู้อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ ฟ้าดินทุกแห่งหนเงียบสนิท
“พวกเจ้า….” ตอนนี้เป่าน้อยถึงได้รู้สึกผิดปกติ อดทำหน้าตาตื่นตกใจไม่ได้
ฟ่าว!
เขาบินไปไกลแล้วร้องออกมาว่า “สหายเต๋าใจเย็น ๆ แล้วคุยกันก่อนเถอะ ที่นี่คืออารามไท่ชู หากนายท่านรู้เข้าต้องลงโทษพวกเจ้าทั้งสองคนแน่”
“เป่าน้อย เจ้าอย่ายุ่งเรื่องนี้เลย นายท่านของเจ้าขอให้ข้าปกป้องอารามไท่ชู ข้าย่อมไม่ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้เดินทางเข้ามาที่นี่อยู่แล้ว” เฉินซีเอ่ยเสียงเรียบ พูดจบสายตาก็มองไปทางเยี่ยเหยียน ไม่ปกปิดจิตสังหารอีกต่อไป
“อ้อ” เป่าน้อยถึงได้ยอมเชื่อฟัง คลี่ยิ้มเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นข้าก็จะไม่ยุ่งแล้วกัน พวกเจ้าต่อเลย”
“นายท่านแห่งอารามขอให้ศิษย์เขาเทพพยากรณ์เช่นเจ้าดูแลสถานที่นี้อย่างนั้นหรือ? ฮ่า ๆ คิดไม่ถึงเลย” หลังจากชะงักไปแล้ว เยี่ยเหยียนก็เอ่ยเยาะขึ้น