ตอนที่ 1803
บทที่ 1803 วาจาจาบจ้วง
October 21, 2026
บทที่ 1803 วาจาจาบจ้วง
………………..
บทที่ 1803 วาจาจาบจ้วง
หนึ่งชั่วก้านธูปมอดถัดมา เป่าน้อยก็กลับมาพร้อมโลหิตมังกรหนึ่งไห
หลังเฉินซีเอ่ยถาม พวกเขาก็ประจักษ์ว่าการถกวิถีเต๋าระหว่างเป่าน้อยและมหาเทพเต๋าบรรพมังกรแตกต่างจากตงปั๋วเหวินและเหล่าไป๋ และใช้วิธีต่อสู้กัน
นอกจากนั้น คู่มือนั้นยังเป็นตัวเขาเอง!
เมื่อมาถึงโลงทองแดง ดวงจิตก็มาอยู่ในพื้นที่ลึกลับซึ่งมีศัตรูอันเหมือนเป่าน้อยทุกประการ ซึ่งก็คือ ‘เงาสะท้อน’ ของเขารออยู่
สำหรับเฉินซี มันเป็นชั่วเวลาเพียงให้หนึ่งก้านธูปมอดสนิท ทว่าสำหรับเป่าน้อยซึ่งสู้กับเงาสะท้อนของตนอยู่นั้น มันให้ความรู้สึกเนิ่นนานเกินนับปี
เพราะศึกนี้เข้มข้นเกินไป การบรรลุสำเร็จเหนือ ‘เงาสะท้อน’ ของตนจึงเหมือนเอาชนะตนเอง
ทุกการเคลื่อนไหว และกระทั่งทุกความคิดต่างสะท้อนใน ‘เงาสะท้อน’ ดังนั้น ยิ่งอยากเอาชนะศัตรู ยิ่งไม่อาจบรรลุสำเร็จ
ภายหลัง ในที่สุดเขาก็ประจักษ์ความลึกล้ำของการ ‘ลืมตัวตน’ ในศึก จึงเอาชนะศัตรู ข้ามผ่าน ‘เงาสะท้อน’ ของตนเองไปได้
เป่าน้อยกลับมาได้ไม่นาน เยี่ยเหยียนก็กลับมาเช่นกัน นอกจากนั้น นางยังได้แก่นกำเนิดมังกรกลับมาด้วย ดังนั้นนางก็ถือได้ว่าสำเร็จในการถกวิถีเต๋าเช่นกัน
จากวาทะเยี่ยเหยียน นับแต่ต้นจนจบ นางไร้วจีแม้เพียงคำ แค่นั่งขัดสมาธิอยู่กับที่ เหมือนได้หลับฝัน และจบลงยามลืมตาตื่น
ส่วนความฝันของนางเป็นเช่นไร กระทั่งนางยังไม่อาจนึกย้อน ดูแปลกประหลาดลึกลับอย่างยิ่ง
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของมหาเทพเต๋าบรรพมังกร ในเมื่อนางได้แก่นกำเนิดมังกรมา เยี่ยเหยียนก็พิสูจน์แล้วว่านางได้รับการยอมรับของเขา
ขณะนี้ตงปั๋วเหวินได้ดวงจิตมังกร เหล่าไป๋ได้หัวใจมังกร เป่าน้อยได้โลหิตมังกร และเยี่ยเหยียนก็ได้แก่นกำเนิดมังกร
วาสนาสูงสุดนี้เหมือนถูกแบ่งสันหมดสิ้น ไม่เหลือสิ่งใดให้เฉินซีอีก
แต่เฉินซีหาคาดคิดเช่นนั้นไม่ เพราะสิ่งที่เขาแสวงแตกต่างจากสิ่งของทั้งหมดนี้
…
เฉินซีมายังโลงทองแดงอย่างไร้ลังเล
ทันทีที่มาถึง ชายหนุ่มก็สังเกตเห็นว่าโลงทองแดงนี้สุดแสนไม่ธรรมดา การยืนบนนั้นให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลาง ‘ความโกลาหล’ ปราณศักดิ์สิทธิ์พร่างพรม รัศมีเต๋าเรืองรอง ดูลึกลับอย่างยิ่ง
ถึงขนาดที่เกิดความรู้สึกประหลาดราวได้กลับสู่จุดกำเนิดมหาเต๋าในภวังค์ความคิด
ร่างอันก่อจากตราประทับเจตจำนงของมหาเทพเต๋าบรรพมังกรนั่งขัดสมาธิกับที่ และยามนี้ ในที่สุดเฉินซีก็เห็นหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน
ใบหน้าของเขาซูบผอม เส้นผมหงอกขาว ดวงตาลึกล้ำจนเหมือนประตูสู่ปรภพ กลืนกินสรรพวิญญาณ!
เพียงรูปลักษณ์ภายนอกลำพัง ก็ไม่อาจทราบได้เลยว่านี่จะเป็นเทพโดยกำเนิดผู้เกิดจากความโกลาหล ในทางกลับกัน เขาเหมือนชายชราผู้ทรงภูมิซึ่งมีชีวิตเกินนับปี เผชิญสรรพสิ่งในโลกหล้า จึงไร้ความลับใดหลีกพ้นสายตาได้
ขณะที่เฉินซีพินิจมหาเทพเต๋าบรรพมังกร อีกฝ่ายก็พินิจเขาอยู่เช่นกัน ดวงตาลึกล้ำของมหาเทพเต๋าบรรพมังกรเรืองประกายแห่งปัญญา
เนิ่นนานจากนั้น มหาเทพเต๋าบรรพมังกรก็เปิดปาก “ชะตากรรมไม่อาจประจักษ์แจ้ง เจ้าหนูนี่น่าสนใจแท้”
เขาเว้นช่วงครู่หนึ่ง จึงถอนใจ “เจ้าไปเถิด เจ้ามีแต่ต้องเดินบนเส้นทางเต๋าของตนเองลำพัง มรดกใด ๆ ที่ข้ามีต่างถูกแบ่งแจกไปสิ้น ไม่มีสิ่งใดให้เจ้าแล้ว”
สีหน้าของเฉินซีเยือกเย็น ดูไม่ประหลาดใจแม้สักนิด เขานั่งขัดสมาธิมองมหาเทพเต๋าบรรพมังกร พลางกล่าวว่า “ผู้อาวุโสน่าจะเห็นที่มาของข้าแล้ว บอกตามตรง ข้ามาที่นี่โดยไม่คาดหวังต่อโอกาสใด”
“โอ้?” มหาเทพเต๋าบรรพมังกรเผยรอยยิ้มแฝงความนัยลึกล้ำ “เช่นนั้น เจ้าปรารถนาสิ่งใดจากข้า?”
“ข้าเพียงอยากรู้ว่าเหตุใด ผู้อาวุโสจึงตกตายเมื่อกาลก่อน” เฉินซีพูดตรง ๆ “สรรพสิ่งแสวงความสำเร็จ แต่ข้าตระหนักดีว่าความผิดพลาดของมหาเทพเต๋าอาจน่าสนใจยิ่งกว่า”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าว มหาเทพเต๋าบรรพมังกรก็เผยสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาเรืองประกายเฉิดฉันชวนสะพรึง
เขาจ้องมองเฉินซีเงียบ ๆ อยู่เนิ่นนาน ก่อนที่จู่ ๆ จะระเบิดหัวเราะร่า เสียงของเขาเจือความเศร้าและอารมณ์อันเกินนิยาม เหมือนทอดถอนใจ แต่ก็เศร้าหมองในเวลาเดียวกัน สุดแสนซับซ้อน
“มิคาดเลยว่าเจ้าหนูในขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลขั้นสูงอย่างเจ้าจะเริ่มวางแผนเส้นทางบรรลุมหาเทพเต๋าแล้ว หากเป็นผู้อื่น ข้าคงแค่นเสียงอย่างดูแคลน ปรามาสคนผู้นั้นว่าคาดหวังเกินตัวเป็นแน่ แต่เจ้า… แตกต่างจากพวกเขา”