ตอนที่ 1819
บทที่ 1819 จากไปอย่างเดือดดาล ....................
October 21, 2026
บทที่ 1819 จากไปอย่างเดือดดาล
………………..
บทที่ 1819 จากไปอย่างเดือดดาล
ชิงโห่ว!
อสูรร้ายซึ่งถูกกล่าวกันว่าเป็นหนึ่งในความน่าสะพรึงกลัวอันยิ่งใหญ่ ณ บรรพกาล มีรากเหง้ากำเนิดจากความโกลาหล เป็นเทพอสูรบรรพชนสายเลือดแท้
อสูรตนนี้รูปร่างคล้ายพยัคฆ์ ตัวใหญ่ดุจขุนเขา ปกคลุมด้วยผิวหนังและขนสีเขียว นอกจากนั้นยังมีเขาสีเทาอันบรรจุพลังแก่นแท้สสารของเต๋าแห่งสายฟ้า
ขณะเดียวกัน ทาปาชวนก็คือทายาทเผ่าเทพชิงโห่ว!
“โฮก!!!” หลังจากคืนร่างเดิมซึ่งก็คือชิงโห่ว ทาปาชวนโก่งคอคำรามลั่นฟ้า อำนาจดุร้ายสาดกระหน่ำ ดูประหนึ่งจะทลายตะวันจันทราด้วยสำเนียง
ทันใดนั้น เขาก็กระโจนเข้าใส่เฉินซีด้วยความเร็วสูงเสียจนฉีกมิติเป็นเส้นตรง
เฉินซีหรี่ตาลง ออกแรงนิ้วก่อเจตจำนงกระบี่อันเรืองรองไร้ใดเปรียบ ฟาดฟันเข้าใส่ทายาทอสูรบรรพกาลอันกล้าแกร่งผู้นี้
เปรี้ยง!
เรื่องนี้น่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะเมื่อครู่เขายังถูกเฉินซีปราบไม่เป็นท่า แต่ยามนี้เจ้าตัวกลับมีอำนาจเปลี่ยนสถานการณ์ขึ้นมาเล็กน้อย
โฮก!
ชิงโห่วกู่ร้องสะท้านจักรวาล กระทั่งทั่วสมรภูมิศึกปีศาจยังโคลงคลอน
เขาเหมือนจะบ้าคลั่งไปแล้ว อำนาจแก่นแท้ในสายเลือดถูกกระตุ้นอย่างเต็มกำลัง ทำให้เขามีอำนาจแข็งแกร่งประหนึ่งสยบฟ้ากำราบภูมิ
เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวนั้นทำให้แก้วหูยอดฝีมือมากมายนอกสมรภูมิระเบิดแตก เจียนล้มลงสิ้นสติ โชคยังดีที่สมรภูมินี้ปกคลุมด้วยข้อจำกัดคุ้มกัน มิเช่นนั้น ผลที่เกิดคงยิ่งร้ายแรง
ขณะนี้ คนมากมายต่างตะลึง ไม่คาดคิดว่าทาปาชวนจะมีไพ่ตายเช่นนี้ในมือ
“ฮึ!” สายตาของเฉินซีพลันเย็นเยียบ เขาตั้งใจใช้กระบี่เปลื้องมลทินจบศึกในทันที ไม่ให้ตนต้องพัวพันในศึกกับทาปาชวนต่อไป
ทว่าก่อนที่เฉินซีจะทันลงมือ หนึ่งเสียงพลันดังขึ้นในสมรภูมิศึกปีศาจ….
“ศิษย์น้องทาปา กลับมาเถอะ” เสียงนั้นแผ่วเบาเฉยชา และปรากฏว่าเป็นเสียงของกงซุนมู่
ขณะนี้ สีหน้าของเขาไร้อารมณ์ ดวงตาเรืองประกายเย็นเยียบ แม้จะยืนเงียบ ๆ แต่ก็ให้บรรยากาศยิ่งใหญ่เกินบรรยาย
สำหรับพวกเขา เรื่องนี้น่าประหลาดใจนัก
ทาปาชวนผู้กลายร่างเป็นชิงโห่วก็หยุดลงเช่นกัน หันตัวเบนคู่เนตรแดงเลือดไปมองกงซุนมู่
กงซุนมู่ไร้วาจาเพิ่มเติม ทำเพียงมองทาปาชวนอย่างเงียบ ๆ
“ก็ได้”
วิ้ง!
ร่างของทาปาชวนคืนสู่ร่างมนุษย์ หันกลับออกจากสมรภูมิศึกปีศาจโดยไม่เหลือบแลเฉินซีแม้แต่น้อย
อำนาจรอบกายของเขาถูกสะกดกลับ ฟื้นสู่ภาพลักษณ์ดาษดื่นเช่นกาลก่อน ไม่เหลืออำนาจร้ายกาจและจิตสังหารบนร่าง
หากใบหน้าของเขาไม่ได้ซีดขาว คงน่าสงสัยกระทั่งว่าเขาใช่คนเดียวกับชิงโห่วตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่จริงหรือ
ขณะที่มองทาปาชวนก้าวเดินออกจากสมรภูมิศึกปีศาจ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าสมาชิกตระกูลเชินถูหรือคณะศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาต่างมีสีหน้าคลุมเครือเล็กน้อย
พวกเขาตระหนักดีว่า แม้ทาปาชวนจะไม่พ่ายหมดท่า แต่การออกจากสมรภูมิในยามนี้ก็ไม่ต่างจากแสดงความด้อยกว่าต่อเฉินซี
ไม่เพียงพวกเขา กระทั่งศิษย์คนอื่น ๆ ของสำนักศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่อาจจับต้นชนปลายได้ว่าเหตุใดกงซุนมู่จึงตัดสินใจเช่นนั้น
น่าเสียดายที่กงซุนมู่มิอธิบายใด ๆ
เขาดูจะผ่อนลมหายใจโล่งอกยามเห็นว่าทาปาชวนฟังคำสั่งตน ถอยออกมาจากสมรภูมิ หลังจากนั้นก็หันมองเฉินซีผู้ยืนอยู่ในสมรภูมิจากไกล ๆ
“ข้าต้องยอมรับว่าอำนาจต่อสู้ที่เจ้าแสดงวันนี้เกินคาดฝันของข้าจริง ๆ แต่นี่ไม่ใช่จุดจบหรอกนะ” กงซุนมู่เงียบไปครู่สั้น ๆ แล้วจึงพูดช้า ๆ
สิ้นคำเขาก็หันหลังเดินจากไปทันที
“เรากลับกัน”
เขาจรจากโดยไม่เหลียวหลัง
เมื่อเหล่าศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์เห็นเช่นนี้ พวกเขาก็ผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบร้อนตามไป
“อะไรนี่? เจ้าไม่มาประมือกับข้าหน่อยหรือ?” ปรากฏว่าเฉินซีเอ่ยท้าทายกงซุนมู่ขึ้นเสียงเรียบ ไม่ได้คิดหยุดเรื่องเพียงเท่านั้น
“ไม่ต้องรีบร้อนไป โอกาสประมือของเราย่อมบังเกิดหลังการถกวิถีเต๋าของห้าสุดยอดแห่งเอกภพจักรวรรดิเปิดฉาก ถึงยามนั้น… ข้าจะให้คำตอบที่น่าพอใจแก่เจ้าเอง” กงซุนมู่หยุดเท้าครู่หนึ่ง กล่าวขึ้นเสียงเรียบโดยไม่เหลียวกลับ
วูบ!
ไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็พาคณะศิษย์จากสำนักศักดิ์สิทธิ์ทะยานเวหาจากไป
เห็นเช่นนี้ ดวงตาของเฉินซีก็หรี่ลงอย่างช่วยไม่ได้ แล้วก็ครุ่นคิดหนักในความเงียบ