ตอนที่ 1822
บทที่ 1822 บรรพจารย์อา
October 21, 2026
บทที่ 1822 บรรพจารย์อา
………………..
บทที่ 1822 บรรพจารย์อา
เด็กหนุ่มที่บังเกิดจากดอกบัวเขียวมีนามว่าอวิ๋นชิง ส่วนที่เกิดจากเมฆาม่วงชื่อว่าหลิงเค่อ ทั้งสองเป็นจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีรากฐานที่บริสุทธิ์และเก่งกาจกว่าปกติ
และด้วยความสงสัย เฉินซีจึงได้ถามขึ้นว่า “พวกเจ้าทั้งสองคนเป็นศิษย์ของเขาเทพพยากรณ์หรือ?”
“ไม่ใช่” เด็กหนุ่มส่ายหน้าแล้วเอ่ยคำพร้อมกัน
“แต่ก็หวังว่าในอนาคตจะได้เป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสซิงเจิน” อวิ๋นชิงเอ่ยขึ้นด้วยสายตาฉาบแวววาดหวัง
“ใช่แล้ว ผู้อาวุโสซิงเจินใจดีมาก มักลงจากภูเขาเพื่อคอยมาชี้แนะการบ่มเพาะของพวกเรา เหล่าจิตวิญญาณที่เกิดมาในภูเขาอย่างพวกเราได้รับคำชี้แนะจากผู้อาวุโสซิงเจินมามาก ทั้งในเรื่องจิตใจ สติปัญญา แล้วไหนจะสอนเคล็ดวิชาบ่มเพาะให้อีกมากมาย ในใจพวกเรา ผู้อาวุโสซิงเจินก็ไม่ต่างจากพ่อคนที่สอง” หลิงเค่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพบูชาอย่างจริงใจ
“ซิงเจิน? เขาเป็นศิษย์ของเขาเทพพยากรณ์หรือ?” เฉินซีถาม
“ใช่แล้ว เขาเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสเหวินถิง” อวิ๋นชิงพยักหน้า
เฉินซีชะงักไป ยิ่งรู้สึกสับสนมากกว่าเดิม “แล้วใครคือผู้อาวุโสเหวินถิง?”
“ข้าไม่รู้จักนางจริง ๆ” เฉินซีคิดอยู่นาน เดิมทีเขาคิดว่านอกจากเขาแล้ว ก็มีแค่ศิษย์พี่ใหญ่อู๋เซวี่ยฉาน ศิษย์พี่สามเที่ยอวิ๋นไห่ ศิษย์พี่สี่ปราชญ์เฒ่า ศิษย์พี่ห้าหลี่ฝูเหยา ศิษย์พี่หกฉางถู ศิษย์พี่หญิงเจ็ดกู่เหลียงฉิน และคนอื่น ๆ จนครบสิบสามคนเท่านั้น
ใครจะคิดว่าพอมาถึงเขาเทพพยากรณ์ มันกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด
ซิงเจิน เหวินถิง…. เขาเป็นใครกัน?
“สหายเต๋า ถึงเจ้าจะไม่รู้จักผู้อาวุโสเหวินถิง แต่ก็คงรู้จักผู้อาวุโสถังเสียนกระมัง?” หลิงเค่อถามขึ้น
“ถังเสียน?” เฉินซีหัวเราะเสียงขื่นทันที เพราะเขาไม่รู้จักคนคนนี้เช่นกัน “ถังเสียนไหน?”
หลิงเค่อกับอวิ๋นชิงมองตากันแล้วเงียบไป พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมกับเขาเทพพยากรณ์ จึงไม่ได้รู้อะไรไปทั้งหมด ปกติพบแต่ผู้อาวุโสซิงเจินเพียงคนเดียวเท่านั้น จึงเพียงได้ยินเขาเอ่ยถึงเหวินถิงกับถังเสียน นอกจากนั้นก็ไม่รู้อะไรแล้ว
เฉินซีเห็นดังนั้นก็รู้ว่าคงถามเอาความอะไรกับเจ้าสองคนนี้ไม่ได้ ดังนั้นจึงพูดว่า “พวกเจ้าสองคนถกเต๋ากันต่อไปเถอะ ส่วนข้าขอตัวก่อน”
ว่าแล้วเฉินซีจึงเริ่มเดินขึ้นเขาไปตามเส้นทางสายเล็ก
จากนั้นก็หยุดฝีเท้าแล้วเลิกคิ้วขึ้นสูง หันหลังกลับไปถามว่า “น้องชายไม่สงสัยหรือว่าข้าเป็นใคร?”
ไม่กลัวว่าเขาจะเป็นคนไม่ดีหรือไร?
แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะเป็นอวิ๋นชิงหรือหลิงเค่อ ก็ล้วนไม่เข้าใจความนัยนี้
“อ๊ะ!” ทั้งคู่ร้องออกมา เผยสีหน้าอับอาย ก่อนอวิ๋นชิงจะโค้งคำนับกล่าวว่า “ขออภัยด้วย ขออภัยด้วย พวกเราไม่เคยลงจากเขามาก่อน จึงไม่รู้กฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์เลย ขอทราบชื่อของสหายเต๋าได้หรือไม่?”
เฉินซีถอนใจยามได้ยิน “ข้าชื่อว่าเฉินซี”
พูดจบเขาก็เดินขึ้นเขาไปตามทางอีกครั้ง
“เฉินซี?” เฉินซีเดินจากไปไม่นาน อวิ๋นชิงก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ สะบัดหน้าพูดขึ้นด้วยความตกใจ “เหมือนเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนนะ”
เพียะ!
หลิงเค่อตบหน้าผากตนแล้วร้องขึ้น “ข้าจำได้แล้ว ผู้อาวุโสซิงเจินเคยบอกไว้เมื่อหลายปีก่อน บอกว่าบรรพจารย์อากำลังจะกลับมาแล้ว”
“ใช่! ใช่! ใช่! บรรพจารย์อา ผู้อาวุโสซิงเจินบอกว่าเขาชื่อเฉินซี!” อวิ๋นชิงนึกขึ้นมาได้
“ไอ้หยา! ไม่คิดเลยว่าจะได้คำชี้แนะจากผู้อาวุโสเฉินซี นับว่ามีโชคจริง ๆ เลย!” หลิงเค่อเอ่ยขึ้นด้วยความยินดี
ทั้งสองได้แต่มองขึ้นไปตามทางเดินนั้นด้วยความเสียใจ
พวกเขาเป็นเพียงแค่จิตวิญญาณที่เกิดอยู่ภายในภูเขาของเขาเทพพยากรณ์เท่านั้น ไม่ใช่ลูกศิษย์ของเขาเทพพยากรณ์ จึงไม่อาจเข้าไปในเขาเทพพยากรณ์ได้
…
ไม่นานเฉินซีก็มาถึงแนวต้นสนเขียวขจีกินพื้นที่กว้างใหญ่ ป่าแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาสีขาว อสูรบินและอสูรอื่น ๆ พากันสัญจรไปมาอยู่ภายใน ทั้งยังมีเสียงนกร้องดังมาเป็นบางครั้ง บรรยากาศดูสงบสุขทำให้ใจรู้สึกสดชื่นขึ้นได้
โดยขณะนั้น ได้มีชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดสีน้ำตาลกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นสน แผ่นหลังเขาเหยียดตรง หว่างคิ้วมีอักขระเพลิงลึกลับประดับมาตั้งแต่เกิด
ตอนนี้เขากำลังเข้าสู่ห้วงจริงจัง เหมือนกำลังตั้งสมาธิคิดคำนึงบางอย่างอยู่ ปากก็พึมพำคำออกมาไม่หยุด