ตอนที่ 1823
บทที่ 1823 สามปรมาจารย์แห่งเขาเทพพยากรณ์
October 21, 2026
บทที่ 1823 สามปรมาจารย์แห่งเขาเทพพยากรณ์
………………..
บทที่ 1823 สามปรมาจารย์แห่งเขาเทพพยากรณ์
เส้นทางภูเขาลดเลี้ยวเคี้ยวคดไปมา
ระหว่างทาง เฉินซีได้ทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ของเขาเทพพยากรณ์จากซิงเจิน ก่อนจะคลายความสงสัยได้ในที่สุด
กลายเป็นว่าปรมาจารย์แห่งเขาเทพพยากรณ์ ฝูซี มีศิษย์น้องอีกสองคน และนับแต่ผู้อาวุโสฝูซีจากไปเมื่อหลายปีก่อน ผู้อาวุโสทั้งสองนี้ก็รับหน้าที่ดูแลเขาเทพพยากรณ์แทน
พวกเขาคือ ‘ตี้ซุน’ กับ ‘เหวินเต้าเจิน’ และการบ่มเพาะของคนทั้งสองก็แสนจะสุดหยั่ง ถือเป็นตัวตนในยุคสมัยเดียวกับฝูซี ปรมาจารย์แห่งเขาเทพพยากรณ์
ด้วยเหตุนี้ ฝูซี ตี้ซุน และเหวินเต้าเจินจึงเป็นที่รู้จักในนาม ‘สามปรมาจารย์แห่งเขาเทพพยากรณ์’
และเพราะผู้อาวุโสทั้งสองที่คอยรับหน้าที่ดูแลตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้แม้ฝูซีผู้เป็นปรมาจารย์แห่งเขาเทพพยากรณ์จะอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย ก็ไม่มีใครกล้าดูถูกเขาเทพพยากรณ์
ทว่าผู้อาวุโสสองคนนี้กลับเอาแต่เก็บตัวบ่มเพาะ ดังนั้นหากไม่มีเหตุการณ์สะเทือนโลกาเกิดขึ้น พวกเขาย่อมไม่มีทางปรากฏตัว
นอกจากนี้ เฉินซียังได้ทราบว่าซิงเจินเป็นศิษย์ในสายบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งลำดับสาม เหวินเต้าเจิน
หมายความว่าซิงเจินผู้นี้ คือศิษย์รุ่นที่สามของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้ง เหวินเต้าเจิน
และนี่… คือสาเหตุที่ซิงเจินเรียกเฉินซีว่าบรรพจารย์อา เพราะในด้านความอาวุโส เฉินซีนับว่าเป็นศิษย์เอกรุ่นแรกของฝูซีผู้เป็นปรมาจารย์แห่งเขาเทพพยากรณ์
เป็นที่น่าสังเกตว่าหากนับในสายของฝูซี รวมถึงรุ่นของเฉินซีเองด้วย ทั่วทั้งเขาเทพพยากรณ์ กลับมีศิษย์เอกเพียงสิบสี่คนเท่านั้น หาได้มีศิษย์รุ่นต่อไปไม่
ขณะที่ตี้ซุนไร้ศิษย์สืบทอด ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่จะไร้ซึ่งสายของเขา
มีเพียงสายของเหวินเต้าเจินเท่านั้น ที่ไม่เพียงมีศิษย์ถึงสามรุ่น หากแต่จำนวนศิษย์ยังมากยิ่ง จนกล่าวได้ว่าเป็นสายซึ่งมีศิษย์มากที่สุดในเขาเทพพยากรณ์แล้ว
ทว่าตามรูปแบบการสืบทอดดั้งเดิมอันเข้มงวด กลับมีเพียงเฉินซีกับศิษย์พี่อีกสิบสี่คนเท่านั้นที่นับว่าเป็นผู้สืบทอดโดยตรงของเขาเทพพยากรณ์
ศิษย์ของสายเหวินเต้าเจินจึงถือว่าเป็นเพียงสายรองเท่านั้น
หลังจากทราบทั้งหมดนี้ ในที่สุดเฉินซีก็เข้าใจว่าเขาเทพพยากรณ์ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด
และในที่สุดมันก็ชัดเจนแล้วว่าเหตุใดเขาเทพพยากรณ์ถึงได้รับความเคารพในฐานะหนึ่งใน ‘ห้าสุดยอดแห่งเอกภพจักรวรรดิ’ กลายเป็นว่าเพราะมีผู้อาวุโสอย่างตี้ซุนกับเหวินเต้าเจินนั่งเฝ้าสำนักนั่นเอง!
ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังมีศิษย์จำนวนมากกว่าที่คิด และนั่นย่อมหมายความว่า… เขาเทพพยากรณ์มีศิษย์อยู่ในทุกขอบเขต!
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เฉินซีไม่เคยทราบมาก่อน
ในทำนองเดียวกัน การทราบเรื่องทั้งหมดนี้ก็ทำให้เฉินซียิ่งเข้าใจรากฐานของเขาเทพพยากรณ์มากขึ้น
…อันที่จริงนี่นับว่าเป็นเรื่องปกติ เฉกเช่นเดียวกับนิกายอำนาจเทวะ ที่มีการแบ่งศิษย์ออกเป็นศิษย์ทั่วไป ศิษย์ชั้นสูง ผู้อาวุโส ปุโรหิตชุดแดง และนักบวชศักดิ์สิทธิ์
หรือสำนักศักดิ์สิทธิ์ที่แบ่งศิษย์ออกเป็น ศิษย์คุมกฎ ศิษย์ผดุงธรรม ศิษย์ผนึกฤทธิ์ ผู้อาวุโสสั่งสอนศิษย์และตำแหน่งอื่นอีกมากมาย ซึ่งลำดับชั้นของพวกเขานับว่าเข้มงวดเช่นกัน
เทียบกับสองขุมกำลังใหญ่เหล่านี้ ก็นับว่าสมเหตุสมผลที่เขาเทพพยากรณ์จะมีระบบการสืบทอดเช่นกัน หาไม่แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรกับพี่น้องทั้งสิบสี่คนกับฝูซีผู้เป็นปรมาจารย์แห่งเขาเทพพยากรณ์ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พวกเขาจะเทียบเคียงกับสี่สุดยอดที่เหลือของเอกภพจักรวรรดิได้งั้นหรือ?
แน่นอนว่าเทียบกันแล้ว อำนาจของเขาเทพพยากรณ์คล้ายกับยังอ่อนแอเล็กน้อย ทำให้ไม่สามารถเปรียบกับยักษ์ใหญ่อย่างสำนักศักดิ์สิทธิ์ที่มีศิษย์อยู่นับไม่ถ้วนได้
แต่เฉินซีก็ทราบดีเช่นกันว่าจำนวนศิษย์ที่มี หาใช่ตัวแปรสำคัญที่สื่อถึงความแข็งแกร่งของแต่ละขุมกำลังไม่
ดั่งเช่นว่า ถึงนิกายหรือสำนักใดมีศิษย์ขอบเขตเทวารู้แจ้งโลกานับหมื่น แต่ก็ใช่ว่าสำนักหรือนิกายนั้นจะแกร่งกล้าเทียบเท่ากับขุมกำลังที่มีศิษย์ขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลสิบคนได้
ซึ่งยักษ์ใหญ่อย่างเขาเทพพยากรณ์ นิกายอำนาจเทวะ และสำนักศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นกองกำลังสูงสุดในแดนเทพโบราณ ก็นับได้ว่าโดดเด่นเหนือใครจนยากจะตัดสินว่าใครดีกว่าใคร
สรุปก็คือแม้จำนวนศิษย์ในเขาเทพพยากรณ์จะน้อย แต่อำนาจที่ศิษย์แต่ละคนครอบครองกลับเกินกว่าจะจินตนาการได้!
…
“บรรพจารย์อา ข้างหน้านี้คือพื้นที่สำคัญของสำนัก ด้วยระดับการบ่มเพาะของข้าตอนนี้ ทำให้ไม่สามารถพาท่านเข้าไปได้ แต่ข้าจะขอให้อาจารย์ช่วยนำทางในภายหลัง นางจะพาท่านไปพบบรรพจารย์เที่ยอวิ๋นไห่” หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป ซิงเจินก็หยุดนิ่งพลางกระซิบ
“ตกลง” เฉินซีพยักหน้า หลังจากเดินทางจนมาถึงจุดนี้ เขาก็สังเกตเห็นเช่นกันว่ายิ่งขึ้นภูเขาไป อำนาจต้องห้ามอันคลุมเครือก็ยิ่งปรากฏทั่วทุกหนแห่ง
แม้จะมองไม่เห็นและไร้ซึ่งเสียงใด แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกถึงแรงกดดันต่อร่างกายและจิตใจที่ยากจะอธิบาย
ตามการคาดเดาของเฉินซี เกรงว่าด้วยความแข็งแกร่งที่มีในตอนนี้ ตัวเขาจะยังไม่สามารถต้านทานพลังตรงหน้าได้ตลอดศก
ระหว่างที่ครุ่นคิด ซิงเจินก็ยังคงก้าวไปข้างหน้าพร้อมเฉินซี และในไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงริมผาแห่งหนึ่ง
ผานี้แบนราบ และครอบคลุมพื้นที่เพียงหนึ่งพันจั้ง ทว่ากลับมีหญ้าเขียวขจี และเถาวัลย์สีม่วงห้อยลงมาจากต้นไม้โบราณมากมาย รวมถึงฝูงผึ้งกับผีเสื้องดงามที่โบยบินไปมา… ที่สำคัญกว่านั้น คือมีกระท่อมมุงจากเก่า ๆ ถูกสร้างเอาไว้อยู่ด้านหนึ่งด้วย
เบื้องหน้ากระท่อม มีโต๊ะหินถูกวางเอาไว้ โดยมีสองคนกำลังนั่งประจำแต่ละด้านขณะดื่มชาพลางสนทนา
คนที่นั่งทางฝั่งซ้ายของโต๊ะหินคือผู้หญิงในชุดสีเขียว นางมีผมสีดำราบเรียบยาวถึงเอว ใบหน้าสละสลวยงามงด ทุกการเคลื่อนไหวของนางเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ