ตอนที่ 1846
บทที่ 1846 พายุโหมซัด
October 21, 2026
บทที่ 1846 พายุโหมซัด
………………..
บทที่ 1846 พายุโหมซัด
พิภพกุมภเต๋า
ม่านราตรีดำดั่งสีหมึกโรยตัวลงมา ในขณะที่ดวงจันทร์กลมเกลี้ยงลอยอยู่สูงเด่นบนฟากฟ้า แผ่แสงสว่างกระจ่างใส
เสียงสายน้ำไหลรินผ่านช่องเขาอันเงียบสงบ เฉินซีนั่งอยู่ริมธารน้ำ แหงนหน้ามองจันทราบนฟากฟ้าแล้วถอนหายใจออกมา
ทั้งวันนี้เขาเดินทางอย่างระแวดระวังไม่หยุด ด้วยกลัวว่าจะมีใครสังเกตเห็นได้ ดังนั้นจึงไม่คิดเหินร่างบนฟากฟ้า
ถึงกระนั้นก็ยังมีหลายคนที่สังเกตเห็นเขา บ้างก็มาจากสำนักเต๋า บ้างก็มาจากนิกายอำนาจเทวะและสำนักศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่มีที่มาจากเขาเทพพยากรณ์เลย
เฉินซีไม่คิดจะต่อสู้กับพวกเขาโดยตรง ตอนนี้เขาได้หม้อจารึกเต๋าโบราณมาแล้ว สิ่งสำคัญก็ต้องปกป้องมันไว้ให้ได้ จากนั้นค่อยไปรวมตัวกับคนอื่น ๆ จากเขาเทพพยากรณ์ภายหลัง
ส่วนเรื่องการต่อสู้กำจัดศัตรูนั้น เขาไม่คิดไปสู้กับใครเว้นเสียแต่ไร้ทางเลือกแล้ว เพราะหากเลือกสู้ก็อาจเกิดเหตุร้ายขึ้นได้
โชคดีที่ที่เขาไม่เคยใช้เจตจำนงระหว่างเดินทางเลย ใช้เพียงอักขระผนึกเต๋า ดังนั้นจึงเห็นมานานแล้วว่าอีกฝ่ายสังเกตเห็นเขาได้ จึงหมุนร่างจากไปทันใด
ไม่นาน เฉินซีก็ถอนหายใจออกมาอีก พิภพกุมภเต๋านั้นแสนกว้างใหญ่ ยากนักที่จะหาตัวกู่เยี่ยนและคนอื่น ๆ พบ
ช่างเถอะ คงได้แต่ทำไปทีละขั้นทีละตอน เฉินซีส่ายหน้าแล้วก็เลิกคิดเรื่องนี้อีก
…
ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี ท่ามกลางพื้นที่อันแสนห่างไกล
ฟ่าว! ฟ่าว! ฟ่าว!
ภายในชั่วระยะเวลาหนึ่งก้านธูป เงาร่างจำนวนมากเหินผ่านฟ้ามารวมตัวกันจากทั่วทุกทิศทาง
ระหว่างทางนั้น พวกเขาเดินทางอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผีปีศาจยามค่ำคืน แต่สุดท้ายทุกคนก็มารวมตัวกันอยู่ตรงหน้าหินก้อนหนึ่ง
ตอนนี้มีเงาร่างหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนหินก้อนนั้น เขามีเรือนผมยาวสีแดงเลือด ผิวเนียนดั่งหยกขาว นัยน์ตากระจ่างใส เหมือนเปลวไฟที่ลุกโหมขึ้นจากก้นเหวแห่งเอกภพจักรวรรดิ สามารถปลิดวิญญาณคนได้
เขานั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น เป็นดั่งหอกแหลมที่องอาจสามารถทะลวงขึ้นถึงชั้นสวรรค์ ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายดุดันสูงส่ง ราวกับเป็นมหาอำนาจผู้ครองคน
“ศิษย์พี่ใหญ่!” เงาร่างทั้งหลายเมื่อรวมตัวกันแล้วก็พากันโค้งคำนับให้โดยพร้อมกัน
“ไม่เลวเลย ทุกคนมาถึงแล้วสินะ” เหลิ่งซิงหุนกวาดสายตามอง ตอนนี้มีทั้งหมดสามสิบเก้าคนแล้ว ไม่ขาดไม่เกิน
“ข้าคงไม่จำเป็นต้องบอกว่าต้องทำอะไรต่อ ทำตามแผนเดิม แบ่งกลุ่มห้าคน ใช้ยามราตรีให้เป็นประโยชน์แล้วออกเดินทางเลย” เหลิ่งซิงหุนลุกขึ้นยืน อาภรณ์และผมสีโลหิตสะบัดพลิ้วไปตามแรงลม
“รับทราบ!” ท่ามกลางเสียงตอบรับพร้อมกันนั้น เงาร่างทั้งสามสิบเก้าเหมือนเข้าใจกันดี แบ่งออกเป็นกลุ่มละห้าคนทันที
ส่วนสี่คนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ยืนอยู่ด้านหลังเหลิ่งซิงหุนอย่างเงียบเชียบ
พริบตานั้น เหล่าบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลนิกายอำนาจเทวะก็ถูกแบ่งออกเป็นแปดกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีคนทั้งหมดห้าคน
“จำไว้ว่าพอถึงยามราตรีต้องมารวมตัวกัน ห้ามทำอะไรตามอำเภอใจเด็ดขาด” เหลิ่งซิงหุนออกคำสั่ง ก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนลงมือได้
ฟ่าว! ฟ่าว! ฟ่าว!
พริบตาต่อมา ยอดฝีมือขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลนิกายอำนาจเทวะก็แยกย้ายกันออกไปอีกครั้ง พุ่งตัวออกไปรอบทิศอย่างรวดเร็ว แล้วหายไปท่ามกลางความมืดยามราตรี
…
พิภพกุมภเต๋า ณ ป่าดิบเขียวขจีแห่งหนึ่ง
คลื่นบรรเลงเพลงจากขลุ่ยอันไพเราะสง่างามดังผสานไปกับเสียงธรรมชาติลอยอยู่ท่ามกลางยามราตรีมืด เหมือนเสียงสายลมขับกล่อม ทำให้ใจคนรู้สึกสงบลงได้
ชายผู้หนึ่งที่มัดผมทรงหางม้า ท่าทางดูอบอุ่น กลิ่นอายให้ความสดชื่นทว่าองอาจผู้หนึ่งกำลังนั่งอย่างเกียจคร้านอยู่บนกิ่งไม้ ม่านแสงอันอ่อนโยนจากจันทราสาดส่องลงมา เผยให้เห็นกลิ่นอายบริสุทธิ์ที่แผ่ออกจากร่างชายหนุ่ม
เขาคือศิษย์พี่ใหญ่ผนึกฤทธิ์สำนักศักดิ์สิทธิ์ ตงหวงอิ่นเซวียน!
ตอนนี้เขากำลังนั่งพิงร่างอยู่กับต้นไม้ เป่าขลุ่ยไม้ไผ่ด้วยท่าทางแสนเอื่อย ดูสบายอารมณ์แต่ก็สุขุม เหมือนไม่ได้กำลังอยู่ในการถกวิถีเต๋าแม้สักนิด
เงาร่างจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนี้นานแล้ว เป็นจูเชี่ยนอวี้ กงซุนมู่ และศิษย์ผนึกฤทธิ์อีกสิบห้าคน ทั้งยังมีอนธบริบาลทั้งสามสิบหกคนรวมอยู่ด้วย
พวกเขายืนอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครกล้าแสดงความไม่พอใจออกมาให้ตงหวงอิ่นเซวียนที่ไม่ยอมทำหน้าที่ตนเองแม้สักนิด
ผ่านไปนานแล้ว เสียงขลุ่ยจึงค่อย ๆ เบาบางลง ก่อนจะหายไปในที่สุด ในที่สุดตงหวงอิ่นเซวียนก็ยืดเหยียดร่างตนด้วยความพึงพอใจ จากนั้นมองลงมาด้านล่างพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น “พวกเจ้าคงรอจนแทบไม่ไหวแล้วใช่หรือไม่?”
ว่าแล้วเขาก็กระโดดลงมา “คงได้เวลาเราลงมือแล้ว ศิษย์น้องเชี่ยนอวี้ เจ้าว่าเลย”
จูเชี่ยนอวี้พยักหน้า ก่อนเอ่ยขึ้นเสียงทุ้ม “จุดมุ่งหมายในครั้งนี้ของเราเหมือนกับนิกายอำนาจเทวะ นั่นคือเล็งเป้าไปที่เขาเทพพยากรณ์ จากนั้นค่อยเป็นตำหนักเต๋าหนี่หวา”
เขาเงียบไปเล็กน้อยก่อนว่าต่อ “นอกจากนั้นแล้ว อย่าลืมเอาหม้อจารึกเต๋าโบราณมาให้ได้ระหว่างทำภารกิจด้วย”
“ภายหลัง พวกเราทั้งห้าสิบสี่คนจะแบ่งออกเป็นเก้ากลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีคนหกคน โดยจะมีสองศิษย์ผนึกฤทธิ์สี่อนธบริบาล”