ตอนที่ 1860
บทที่ 1860 สิ้นโชคแล้ว
October 21, 2026
บทที่ 1860 สิ้นโชคแล้ว
………………..
บทที่ 1860 สิ้นโชคแล้ว
ใต้ท้องนภาราตรีเดียวกันนั้น บนยอดเขาสูงชันแห่งหนึ่ง จันทราสุกสกาวเรืองรัศมีสีเงินปกคลุม
“อันที่จริง การถกวิถีเต๋าดำเนินมาจนจุดนี้ ทั้งนิกายอำนาจเทวะของข้าหรือสำนักศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าล้วนแล้วได้เปรียบสูงยิ่ง เสียก็แต่เรายังไม่อาจกำจัดเฉินซีได้เลย” เหลิ่งซิงหุนไพล่มือไว้เบื้องหลัง ยืนตระหง่านที่ริมยอดเขา อาภรณ์และเรือนผมสีแดงเลือดโบกไสวประหนึ่งจะละล่องตามลม
“ช่วยไม่ได้ เพราะถึงอย่างไร สามเดือนมานี้ เราก็ไม่ได้พบเขาเลย” ตงหวงอิ่นเซวียนทอดกายเอกเขนกบนต้นไม้โบราณอันมีรากสีเขียวเข้มต้นหนึ่ง สองมือประสานรองศีรษะ ดวงตาหรี่ปรือจับจ้องจันทร์เพ็ญบนท้องฟ้า
เขาดูเอื่อยเฉื่อยไม่ถือสิ่งใดจริงจัง เมื่อเทียบกับเหลิ่งซิงหุนผู้ทะนงเย็นชาแล้วต่างกันราวฟ้ากับเหว
“เจ้าไม่คิดว่านี่… ผิดปกติสักหน่อยหรือ?” เหลิ่งซิงหุนขมวดคิ้วถาม
“เรื่องผิดปกติน่ะเยอะแยะ ข้ามัวคิดยิบย่อยมิได้หรอก” ตงหวงอิ่นเซวียนตอบเนิบ ๆ
เหลิ่งซิงหุนหันกลับมามองตงหวงอิ่นเซวียนอย่างดูไม่ชอบใจการกระทำของอีกฝ่าย
แต่สุดท้าย เขาก็ทำเพียงส่ายหน้า “เฉินซีไม่เป็นเช่นกันหรอก ข้าได้ยินจากผู้อาวุโสในสำนักว่าโชคชะตาของเขาไม่อาจตัดสิน และยังเป็นผู้รู้แจ้งแผนภาพวารีหลากคนที่เก้า เจ้าน่าจะรู้ดีว่านี่หมายความเช่นไร”
ตงหวงอิ่นเซวียนหรี่ตาลง เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพลันแย้มยิ้ม “มิน่า นิกายอำนาจเทวะของพวกเจ้าจึงอยากจัดการเขานัก ที่แท้ก็เพราะมีคนอย่างบรรพชนฝูซีมาโผล่ในโลกหล้าอีกคนแล้ว”
เหลิ่งซิงหุนส่ายหัว “เปล่า เขาไม่เหมือนฝูซี นิกายอำนาจเทวะของข้าจับตามองเขามาตั้งแต่เริ่มบ่มเพาะในสามภพแล้ว เขาไม่ใช่เพียงศิษย์เขาเทพพยากรณ์ และไม่ใช่แค่ผู้รู้แจ้งแผนภาพวารีหลาก”
“โอ๋?” ตงหวงอิ่นเซวียนเหมือนถูกกระตุ้นความสนใจ ดวงตาเรืองประกายขึ้น “เขาแตกต่างเช่นไร?”
“ข้าบอกเจ้าได้เพียงว่า เขาน่าจะเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิยมโลกองค์ที่สาม ในฐานะทายาทตระกูลตงหวง เจ้าน่าจะรู้ดีว่านี่หมายความอย่างไร” เหลิ่งซิงหุนเอ่ยเสียงเรียบ
“จักรพรรดิยมโลกองค์ที่สาม…” ตงหวงอิ่นเซวียนกล่าวทวน ขณะที่สีหน้าเอื่อยเฉื่อยลอยชายค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เผยบรรยากาศเครียดเขม็งกดดันอย่างหายากยิ่ง
“นี่เป็นเพียงหนึ่งในนั้น เจ้าเด็กนั่นมีความลับมากมาย ข้ายืนยันได้เพียงว่าหากปล่อยเขาเติบโตต่อไป เขาจะเป็นหายนะใหญ่ทั้งสำหรับสำนักศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าและนิกายอำนาจเทวะของข้า!” เหลิ่งซิงหุนกล่าวเน้นคำต่อคำ ไม่ได้ล้อเล่นหรือพูดตื่นตูมเกินจริง ตงหวงอิ่นเซวียนย่อมสามารถรับรู้ได้
“มิคาดเลยว่าเจ้านี่จะมีความลับมากมายเพียงนี้” ครู่สั้น ๆ ต่อมา ตงหวงอิ่นเซวียนก็รำพึงเบา ๆ
“พรุ่งนี้คือโอกาสสุดท้ายของเราแล้ว เราต้องกำจัดเขาไม่ว่าด้วยวิธีใด!” เหลิ่งซิงหุนกล่าวอย่างสุขุม ทว่าทุกถ้อยคำอัดแน่นด้วยจิตสังหาร
“ดูเหมือน…” ตงหวงอิ่นเซวียนสูดหายใจลึก ๆ และพึมพำ “เราจะทำได้เพียงเท่านั้น”
“ศิษย์พี่หญิงคง ข้าเป็นห่วงเฉินซีนิดหน่อย” ที่ริมธารกว้างเชี่ยวกราก สืออวี๋ยืนบนหนึ่งโขดหิน มองแสงจันทร์สะท้อนคลื่นนทีแล้วอดรำพึงเบา ๆ มิได้
เขาทราบสถานการณ์ของเฉินซีจากปากคงโหยวหรานแล้ว และทราบว่านิกายอำนาจเทวะกระทั่งใช้สมบัติสูงสุดอย่างเข็มทิศพลิกลักษณ์เพื่อจัดการกับเขาเทพพยากรณ์
“พรุ่งนี้คือวันสุดท้าย ถึงยามนั้น เราจะช่วยเขาอย่างสุดกำลังหากเรื่องใดเกิดขึ้นจริง ๆ” คงโหยวหรานนั่งอยู่ด้านข้าง แช่เท้าขาวเนียนลงในน้ำ ขณะกล่าวเสียงเรียบ “แน่นอน เงื่อนไขแรกเริ่มคือเราต้องหาเขาให้พบก่อน”
“นั่นแหละที่ข้ากังวล” สืออวี๋ขมวดคิ้ว
“กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ ปล่อยทุกสิ่งไปตามชะตาเถอะ” คงโหยวหรานเงียบไปครู่สั้น ๆ อย่างเหม่อลอย ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่ข้าว่า การรับมือเฉินซีไม่ได้ง่ายนักหรอก”
…
ผู้คนมากมายไม่อาจสงบใจได้ในคืนนี้
แต่ไม่ว่าอย่างไร เมื่อกาลผันผ่าน วันสุดท้ายก็มาถึงอยู่ดี
ดวงตะวันแผดผลาญอันเกิดจากอีกาทองทะยานออกจากหมู่เมฆ เรืองรองขับไล่ความมืดทั่วพิภพกุมภเต๋า
…
ท้องนภาเพิ่งรุ่งสาง ยามถูเมิ่งฟื้นจากภวังค์สมาธิ แล้วเด้งตัวลุกเหยียดเส้นสายเผชิญตะวัน
หลังจากนั้น เขาก็ส่ายหัวสาวเท้าออกจากที่พัก วูบไหวร่างผ่านเวหาขณะพึมพำ
“วันสุดท้ายแล้ว ขออย่ามีอุบัติเหตุใดเกิดขึ้นเลย….”
“เฮ้อ ข้าสงสัยจริงเชียว เหตุใดจนบัดนี้ ข้าจึงยังไม่ได้พบอาจารย์อากับคนอื่น ๆ เลย? หรือพวกเขาจะถูกตัดสิทธิ์ไปแล้ว?”
“ไม่สิ ไม่ใช่ ขนาดข้ายังอยู่ได้จนบัดนี้ อาจารย์อากับคนอื่น ๆ แข็งแกร่งกว่าข้าตั้งเยอะ พวกเขาไม่น่าเป็นอะไร”
ร่างสูงใหญ่กำยำดุจขุนเขาของถูเมิ่งทะยานผ่านที่ราบโล่งกลางแสงตะวันรุ่งอย่างรวดเร็ว
แต่ไม่มีผู้ใดรับรู้ ว่าถูเมิ่งผู้มีนิสัยขวานผ่าซากเก็บกดความหงุดหงิดใจไว้เต็มอก
อันที่จริง ทุกคนในโลกหล้าภายนอกเห็นแล้วว่าช่วงนี้ดวงของเฉินซีเลิศนัก แต่น้อยนักจะสังเกตเห็นว่าถูเมิ่งต่างหากที่โชคดีเกินใคร
นับแต่การถกวิถีเต๋าเริ่มขึ้นจนบัดนี้ เขายังไม่ได้สู้กับผู้ใดสักคน และแม้เขาจะได้หม้อจารึกเต๋าโบราณมาแล้วหนึ่งใบ ก็ยังไร้ผู้ใดหาเขาพบ
กระทั่งตัวถูเมิ่งเองยังสุดแสนหดหู่ เขารู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวว้าเหว่ท่ามกลางพิภพกุมภเต๋า ไม่อาจหาตัวเฉินซีและคนอื่น ๆ พบ ศัตรูสักคนก็หาไม่เจอ จึงรู้สึกสุดแสนโดดเดี่ยวอ้างว้าง