ตอนที่ 1864
บทที่ 1864 ตัวคนเดียวไร้ใครช่วยเหลือ
October 21, 2026
บทที่ 1864 ตัวคนเดียวไร้ใครช่วยเหลือ
………………..
บทที่ 1864 ตัวคนเดียวไร้ใครช่วยเหลือ
ไม่นาน เรื่องที่เฉินซีกังวลก็เกิดขึ้นจริง
ภายใต้การโจมตีเต็มกำลังของเหลิ่งซิงหุน ตงหวงอิ่นเซวียน และคนอื่น ๆ ทำให้ค่ายกลแปดปรมัตถ์รั้งอยู่ได้สองเค่อ ก่อนที่โครงสร้างอักขระยันต์ภายในจะเริ่มล่มสลาย
แม้จะเป็นเพียงแค่ส่วนเล็ก ๆ แต่เมื่อส่วนนั้นถูกทำลายไปแล้ว ก็จะเป็นเหมือนตัวเร่งทำให้ทั้งค่ายกลถูกทำลายได้!
ตอนนี้เหลิ่งซิงหุนและคนอื่น ๆ ที่โจมตีอยู่ภายนอกค่ายกลสังเกตเห็นเรื่องนี้แล้ว จึงยิ่งมีกำลังใจต่อสู้เพิ่มสูงขึ้น
“โจมตีต่อไป! อย่าวางมือ!”
“หากไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น เด็กนี่ก็คงต้านได้อีกไม่นาน อย่าได้ประมาทในจังหวะนี้เชียว!” เหลิ่งซิงหุนตะโกนเสียงทุ้มออกไปเสียงดัง ผมสีแดงเพลิงสะบัดพลิ้ว เผยกลิ่นอายองอาจดุดัน ดวงตาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
การโจมตีทั้งหมดยิ่งดุดันยิ่งขึ้น สมบัติศักดิ์สิทธิ์และวิชาทั้งหลายถูกซัดออกมาหนาแน่นราวกับลมพายุ กระจายมืดฟ้ามัวดิน
หากเป็นโลกภายนอก แค่การโจมตีเช่นนี้ก็คงทำลายดาวได้หลายดวง สร้างความโกลาหลจนจินตนาการคาดไม่ออกได้ไปแล้ว
ตอนนี้ผู้บ่มเพาะภายนอกทั้งหลายล้วนเห็นเหตุการณ์นี้แล้วรู้สึกขวัญผวา อ้าปากค้างไม่รู้จบ
“แกร่งเกินไปแล้ว หากไร้ค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ป้องกันก็คงไม่อาจต้านได้ด้วยกำลังต่อสู้ของกลุ่มเฉินซีได้จนถึงตอนนี้แน่”
“หึ! พวกนั้นก็แค่ใช้จำนวนคนข่มกลุ่มเฉินซี มีอะไรน่าตกใจกัน? หากเป็นเหลิ่งซิงหุนหรือตงหวงอิ่นเซวียนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คงด้อยกว่าเฉินซีเป็นไหน ๆ!”
“ข้าว่าวิธีการของเฉินซีไม่ธรรมดาเลย กระทั่งสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ แต่ก็ยังสามารถใช้เต๋าแห่งยันต์อักขระรั้งอยู่ได้จนถึงตอนนี้ นับว่าน่ามหัศจรรย์ใจยิ่ง”
“แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเฉินซีก็เสียเปรียบอยู่ดี ค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลายเมื่อไหร่ พวกเขาก็คงถูกดีดออกจากการถกวิถีเต๋าแน่”
ฝูงชนถกเถียงกันอย่างออกรส ส่วนมากต่างชื่นชมความสามารถเต๋าแห่งยันต์อักขระของเฉินซี ไม่รู้ว่าชายหนุ่มทำเช่นนี้ได้อย่างไร
…
ภายในโถงบรรจบ
เล่ยฝูกับฉือซงจื่อขมวดคิ้ว ไม่คิดเลยว่าในจังหวะเช่นนี้ เหลิ่งซิงหุนกับตงหวงอิ่นเซวียนจะยังกำจัดพวกเฉินซีไม่ได้
“ไม่คิดเลยว่าอาจารย์อาของเจ้าจะมีความรู้ด้านเต๋าแห่งยันต์อักขระสูงส่งขนาดนี้ ข้ายังอ่านความสามารถเขาไม่ออกเลย” อวี่เจินเอ่ยขึ้นผ่านกระแสปราณด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
“อย่างน้อย ๆ ตัวข้าเองก็ทำเช่นเขาไม่ได้” เหวินถิงเอ่ยขึ้นดูใจลอย นางกำลังเป็นห่วงเฉินซี
ในฐานะจักรพรรดิจากเขาเทพพยากรณ์ ความสามารถในเต๋าแห่งยันต์อักขระเหวินถิงของเต๋าแห่งยันต์อักขระย่อมขึ้นถึงจุดสูงส่งได้นานแล้ว แต่เมื่อเห็นความสามารถในการตั้งค่ายกลของเฉินซี นางก็เข้าใจทันทีว่าหากเป็นเรื่องเต๋าแห่งยันต์อักขระแล้ว นางเทียบเฉินซีไม่ติดเลยทีเดียว
แต่ถึงจะเทียบเฉินซีเรื่องเต๋าแห่งยันต์อักขระไม่ได้ นางก็ยังรู้ว่าตอนนี้เฉินซีกำลังตกอยู่ในอันตราย
ภายในผังค่ายกลป้องกันค่ายกลแปดปรมัตถ์นั้น โครงสร้างอักขระยันต์บางแห่งเริ่มจะสลายตัวบ้างแล้ว ซึ่งไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย!
ยิ่งเมื่อเห็นเหลิ่งซิงหุน ตงหวงอิ่นเซวียน และคนอื่น ๆ เร่งโจมตีเข้ามา ซัดค่ายกลไม่หยุดเช่นนี้ ใจนางก็บีบคั้นเป็นห่วงเขายิ่งนัก
กว่าการถกวิถีเต๋ารอบนี้จะสิ้นสุดลงก็เหลืออีกกว่าสิบชั่วยาม เฉินซีและคนอื่น ๆ จะสามารถรั้งการโจมตีไปจนถึงตอนนั้นได้หรือไม่? นับว่าเป็นสถานการณ์อันตรายยิ่ง! ถึงนางจะไม่อยาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ในตอนนี้ หากพวกเฉินซีไม่อาจซ่อมแซมจุดเปราะในค่ายกลได้ ไม่ต้องพูดถึงสิบชั่วยามหรอก แค่ชั่วยามเดียวจะรอดหรือเปล่ายังไม่รู้!
“เจ้ายังด้อยกว่าเลยหรือ?” อวี่เจินชะงักไป ดูจะตกใจกับเรื่องนี้พอสมควร แต่ไม่ทันไรก็ตั้งสติได้ สายตากลับไปจับจ้องภาพเหตุการณ์ภายในพิภพกุมภเต๋าอีกครั้ง
ยิ่งเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว สีหน้ายิ่งเคร่งขรึมลง
ตอนนี้อีกพื้นที่หนึ่งของพิภพกุมภเต๋า ศิษย์ตำหนักเต๋าหนี่หวาภายใต้การนำของคงโหยวหรานและสืออวี๋ ได้เผชิญหน้ากับศิษย์สำนักเต๋าที่เย่เฉินและอวี้จิ่วหุยนำมาแล้ว ทั้งยังเกิดการต่อสู้ขึ้นด้วย
ทันทีที่การต่อสู้ปะทุขึ้น ก็ดึงความสนใจไปได้ทันที
ถึงขั้นที่คนจำนวนมากที่กำลังชมการต่อสู้พวกเฉินซีกับพวกเหลิ่งซิงหุนกับตงหวงอิ่นเซวียนอยู่ถึงกับละสายตาไปมองอีกด้าน
เหตุผลก็ไม่ใช่อะไรซับซ้อน
ศิษย์สำนักเต๋าและตำหนักเต๋าหนี่หวากำลังสู้กันดุเดือด ใช้ทั้งวิชาทั้งพละกำลังที่มีทั้งหมด เป็นการต่อสู้ที่น่าสนใจไม่ใช่เล่น
แต่การต่อสู้ระหว่างเขาเทพพยากรณ์และอีกฝั่งที่เป็นนิกายอำนาจเทวะกับสำนักศักดิ์สิทธิ์ร่วมมือกันนับว่ามีจำนวนไม่ยุติธรรม อีกทั้งความต่างพลังยังสูงมาก นิกายอำนาจเทวะและสำนักศักดิ์สิทธิ์แทบจะซัดค่ายกลศักดิ์สิทธิ์หมายจะทำลายเข้าไปได้โดยตรง ดังนั้นในแง่ของความตื่นตาตื่นใจ จึงสู้ศึกระหว่างตำหนักเต๋าหนี่หวากับสำนักเต๋าไม่ได้เลย
คนจากโลกภายนอกจึงได้แต่หันไปสนใจการต่อสู้อีกทางแทน
อีกทั้งพวกที่ดูเฉินซีมานานแล้ว การต่อสู้ระหว่างตำหนักเต๋าหนี่หวากับสำนักเต๋าก็เหมือนเป็นสัญญาณบางอย่าง
สัญญาณที่บอกว่าด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ พวกเฉินซีกลายเป็นหัวเดียวกระเทียมลีบ ไร้ฝ่ายใดช่วยเหลือ เพราะไม่อาจได้รับความช่วยเหลือจากตำหนักเต๋าหนี่หวาอีก
หรือก็คือ กลุ่มสามคนของเฉินซีต้องพึ่งฝีมือตัวเองเอาชนะอันตรายตรงหน้าให้ได้!
เหวินถิงเองก็สังเกตเห็นเรื่องนี้เช่นกัน สีหน้าจึงเคร่งเครียดยิ่ง
ทว่าเล่ยฝูกับฉือซงจื่อกลับหัวเราะด้วยความยินดี