ตอนที่ 1866
บทที่ 1866 ขายหน้าสิ้นดี
October 21, 2026
บทที่ 1866 ขายหน้าสิ้นดี
………………..
บทที่ 1866 ขายหน้าสิ้นดี
พิภพกุมภเต๋า
นอกค่ายกล เหลิ่งซิงหุน ตงหวงอิ่นเซวียน และคณะพลันตะลึงยามสังเกตพบว่าเพียงพริบตา ฤทธิ์ค่ายกลก็อ่อนแอลงอย่างมหาศาล!
โอกาส!
โอกาสอันงาม!
ดวงตาทุกคู่เรืองโรจน์ ขณะที่ความตื่นเต้นเกินบรรยายไหลบ่าในใจ
นับแต่ศึกนี้เปิดฉาก พวกเขาก็สั่งสมโทสะเต็มอก มีหรือจะไม่ตื่นเต้นยามเห็นโอกาสมาอยู่ตรงหน้า?
กระทั่งตัวตนอย่างเหลิ่งซิงหุนและตงหวงอิ่นเซวียนยังทอดถอนใจ เพราะรู้สึกว่าศึกนี้ยากเย็นเสียจริง
โชคยังดีที่คู่ต่อสู้ดูจะทนไม่ไหวแล้ว ถึงเวลาพวกเขาเก็บเกี่ยวคว้าชัย!
เมื่อคิดไปว่าเจ้าเฉินซีสมควรตายและคณะจะเผยโฉมตรงหน้ากระบี่ของพวกเขาในยามค่ายกลนี้พังทลาย ความตื่นเต้นก็พลุ่งพล่านในใจอย่างหยุดไม่อยู่
“โจม-….” เหลิ่งซิงหุนแผดเสียงสนั่น ทว่าเสียงของเขาหยุดชะงักกลางคันในหนึ่งพยางค์
เพราะแสงสีดำอันดุดันเกินใดเปรียบสายหนึ่งทะลวงเวหาจากในค่ายกลออกมาในฉับพลันนั้น
กระบี่วิญญาณทมิฬ!
ม่านตาของเหลิ่งซิงหุนบีบตัว แน่นอนว่าเขารู้จักสมบัติวิญญาณธรรมชาติจากตระกูลลั่วนี้
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น!
เพราะตอนนี้ หนึ่งภาพปรากฏขึ้นเฉียบพลันในความคิดของเหลิ่งซิงหุน
ไม่กี่ชั่วยามก่อน จู่ ๆ ร่มกรอบทองแสงครามก็ระเบิดตัว ทำให้พวกเขาเสียสหายสามคนไปในพริบตาอยางไม่ทันตั้งตัว….
ขณะนั้น กระทั่งพวกที่เหลือยังถูกลูกหลงจากแรงระเบิด หลบเลี่ยงกันอย่างสุดสะบักสะบอม
การปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันของกระบี่วิญญาณทมิฬครั้งนี้จะตามด้วยระเบิดเช่นเดียวกันหรือไม่?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจของเหลิ่งซิงหุนก็รัดตัวแน่น สีหน้าแปรเปลี่ยน แผดเสียงเข้มดังลั่น “หลบเร็ว!”
ใช้เวลาสาธยายเสียนมนาน ทว่าแท้จริงเหตุนั้นเกิดเพียงพริบตา
ไม่เพียงเหลิ่งซิงหุน กระทั่งคนอื่น ๆ ก็อดหวนนึกถึงระเบิดก่อนหน้านี้ขึ้นมาไม่ได้
ไม่ต้องให้เหลิ่งซิงหุนมาเตือน ทุกคนก็เปลี่ยนไปหลบเลี่ยงกันแล้ว
วูบ! วูบ! วูบ!
เพียงพริบตา พวกเขาทั้งหลายต่างเผ่นหนีไปไกลเช่นนกตื่นธนู
แต่สุดท้ายก็ต้องตกตะลึงเมื่อกระบี่วิญญาณทมิฬไม่ได้ระเบิด หลังจากพุ่งออกจากค่ายกล มันก็เหมือนจักรพรรดิประพาสแดน เคลื่อนวนรอบ ๆ ก่อนจะเหินกลับเข้าไปในค่ายกล!
เหตุนี้กลับกลายเป็นน่าขันน่าอายขึ้นมาเล็กน้อย
ทำให้สีหน้าของเหลิ่งซิงหุน ตงหวงอิ่นเซวียน และคนอื่น ๆ แปรเปลี่ยนไปอย่างเกินคาดเดา โทสะพลุ่งพล่านในอก หัวใจเกิดความอับอายแรงกล้า
ผู้บ่มเพาะในโลกภายนอกนั้นเดิมทีมองสถานการณ์ทั้งหมดอย่างกระวนกระวาย ทว่ายามเห็นเหตุน่าขันเช่นนี้ พวกเขาก็ผงะไปแล้วเริ่มระเบิดเสียงหัวเราะอย่างอดไม่ได้
ไม่คิดเลยว่าเฉินซีจะกล้าใช้วิธีเช่นนี้เล่นตลกกับศัตรูในยามคับขัน
ขณะเดียวกัน ปฏิกิริยาของเหลิ่งซิงหุน ตงหวงอิ่นเซวียนและคนอื่น ๆ ดูหวาดระแวงเกินไปหน่อย ดูเหมือนหวาดหวั่นสุดตื่นตูม น่าขันชวนหัวแท้ ๆ
“ไอ้บ้าสมควรตายนั่น! ข- ข- เขา… กล้ามาล้อเล่นกับเรา!” ศิษย์นิกายอำนาจเทวะผู้หนึ่งเดือดจัดจนตัวสั่น
“ไม่ว่าอย่างไร หนนี้เราต้องกำจัดเจ้าคนน่ารังเกียจนี่ให้ได้ ใช้วิธีโสโครกเช่นนี้ ไม่สมควรเป็นศิษย์เขาเทพพยากรณ์!”
คนอื่น ๆ ต่างอับอาย ดิ้นเร่าด้วยโทสะไม่ต่างกัน
“เหอะ ๆ! ดี! ดีมาก!” เหลิ่งซิงหุนกัดฟันยิ้มเย็น เสียงของเขาฟังดูราวเค้นลอดไรฟัน แค้นเฉินซีถึงกระดูก
ตัวเขา เหลิ่งซิงหุน เคยเสียหน้าเช่นนี้ด้วยหรือ?
ไม่เคย!
“อย่ามัวพูดมาก! ทำลายค่ายกลก่อน!” ตงหวงอิ่นเซวียนก็เปี่ยมจิตสังหารเช่นกัน
พวกเขาล้วนเดือดดาล รวมตัวกันอีกครั้งอย่างไร้ลังเล
วูบ!
ทว่าขณะที่กำลังจะโจมตีอีกครั้ง คลื่นมิติก็ไหววูบอีกหน แล้วกระบี่วิญญาณทมิฬก็สาดปราณกระบี่น่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง
อีกแล้วหรือ!?
สายตาของเหลิ่งซิงหุนและคณะเคร่งขรึม
วูบ!
อึดใจต่อมา พวกเขาก็หลบไปไกลอย่างไม่รู้ตัว จะทำเช่นไรได้ แม้จะยืนยันไม่ได้ว่ากระบี่วิญญาณทมิฬจะระเบิดหรือไม่ พวกเขาก็ไม่อยากถูกกำจัดไปยามนี้ มันไม่คุ้มค่าเลย
ท้ายที่สุด….
กระบี่วิญญาณทมิฬก็เคลื่อนวน ก่อนจะกลับเข้าค่ายกลไปอย่างรวดเร็ว
บัดซบ! เวรเอ๊ย! น่ารังเกียจนัก! สมควรตาย!